เดือน: เมษายน 2014

  • ‘ไมซ์’ วาระแห่งอาเซียนจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตร

    ‘ไมซ์’ วาระแห่งอาเซียนจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตร

    “ต่อไปเราจะร่วมกันขายด้วยกันในนามอาเซียน แทนที่จะมาแข่งขันกันเองเหมือนที่ผ่านมา โดยทีเส็บมีการประสานงานกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนมาตลอด ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นผลมาจากเวทีท่องเที่ยวอาเซียน ที่มอบหมายให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดโครงการ ASEAN Networking on MICE : Public and Private Partnership เพื่อสร้างโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการดำเนินงานเพื่อพัฒนาธุรกิจไมซ์ระดับอาเซียน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลไกอาเซียนทั้งระบบ”จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการ สายงานบริหารและสนับสนุนกลยุทธ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ระบุ โดยมีกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดกลุ่มนักเดินทางธุรกิจของอาเซียน (ASEAN Business Travel Marketing Strategy) 9 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการค้า การลงทุน การสร้างแบรนด์ การอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า การกระจายงาน การส่งเสริมการเดินทางภายในภูมิภาค การส่งเสริมตลาดระยะใกล้ การผนึกรวมตลาด และการจำแนกกลุ่มตลาด “จากระยะแรกซึ่งเน้นหนักไปที่การประสานงานระหว่างกัน ต่อไปจะเป็นการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ภายใต้แนวคิด Move ASEAN คือไปด้วยกันผลักดันให้ไปพร้อมกันทั้งภูมิภาค ให้เกิดการเดินทางที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือว่ามีความพร้อม โดยที่ผ่านมาทีเส็บเองได้มีการนำผู้ประกอบการไปศึกษาความเป็นไปได้ในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยช่วงแรกจะเน้นที่ 3 ยุทธ ศาสตร์หลักก่อน ได้แก่ ด้านการค้าการลงทุน การส่งเสริมการเดินทางภายในภูมิภาค ซึ่งในส่วนนี้จะมีการหารือกันเพื่อดึงงานระดับโลกให้เข้ามาสู่ภูมิภาคอาเซียน สุดท้ายคือการสร้างแบรนด์และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า จากเดิมที่เราต่างแยกกันขายในการออกงานต่าง ๆ ต่อไปจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเป็นคนกลางในการเชื่อมโยง” ขณะที่ไทยในฐานะผู้นำในการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมไมซ์ของอาเซียน มีแผนที่จะจัดทำมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์นำร่องแล้วในเบื้องต้น อาทิ มาตรฐานสถานที่จัดงานไทยซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับมาตรฐานของอาเซียน ซึ่งทีเส็บได้นำเสนอต่อที่ประชุมแล้ว อยู่ในระหว่างการพิจารณาร่วมกัน “แม้จะเป็นผู้นำแต่มีหลายอย่างที่ไทยยังต้องปรับปรุงโดยเฉพาะเรื่องการคมนาคม อย่างศูนย์ประชุมเชียงใหม่ที่เรียกได้ว่ามีความพร้อมในการเป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางโดยเฉพาะระบบรางที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ขณะที่เที่ยวบินในช่วงโลว์ซีซั่นที่ลดน้อยลง แต่โชคดีที่วันนี้มีสายการบินราคาประหยัดมาช่วยลดช่องว่างของปัญหาได้มากในระดับหนึ่ง” นอกจากนี้ในการประชุมเวทีการท่องเที่ยวอาเซียนก็เริ่มมีการเจรจาหารือเรื่องการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพแรงงานวิชาชีพไมซ์ใน 3 ตำแหน่งงาน คือ Event Registration Specialist, On Site Event Specialist และ Liaison Officer Specialist โดยไทยจะร่วมมือกับประเทศสมาชิกในการดำเนินการด้านมาตรฐานแรงงานวิชาชีพไมซ์ต่อไป โดยทั้งหมดนับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและการให้บริการสถานที่จัดงาน และเป็นการสร้างแบรนด์ร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ในอาเซียนมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงธุรกิจภายในอาเซียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรจำนวนมาก ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่อยู่แล้ว หลังจากรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีการพัฒนาเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างกัน และความสะดวกในเรื่องการเดินทางโดยไม่ต้องใช้วีซ่า จะส่งผลให้นักเดินทางในอาเซียนกลายเป็นกลุ่มที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในกลุ่มนักเดินทางเข้าสู่อาเซียนทั้งหมด กลุ่มคู่ค้าในตลาดระยะใกล้ ทั้งตลาดเอเชียที่กำลังเติบโต เช่น จีน อินเดีย และตลาดคุณภาพจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรเลีย ล้วนแต่เป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพของอาเซียน จากสถิติในปี พ.ศ.2555 มีนักเดินทางจากตลาดกลุ่มนี้เข้ามาในอาเซียนมากถึง 15.349 ล้านคน และมีศักยภาพที่จะขยายเพิ่มไปจนถึง 20 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2560 และสุดท้ายคือกลุ่มเดินทางซ้ำ “กลุ่มเดินทางซ้ำถือเป็นกลุ่มสำคัญ เพราะหากถูกใจก็จะกลับมาอีก และกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักเดินทางคุณภาพ อย่างกลุ่มโรตารี่ ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางกลับมาซ้ำจะถือเป็นกำไรจากการลงทุนโปรโมตที่เราทำไปตั้งแต่แรก” โครงการ ASEAN Networking on MICE : Public and Private Partnership นอกจากจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อหาแนวทางในการสร้างมาตรฐานตลาดไมซ์ให้กับอาเซียนร่วมกันแล้ว ยังได้รับเกียรติจาก มร.เอ็ดดี้ คริสมิดี้ โซมาวิลากา เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานเลขาธิการอาเซียน มานำเสนอศักยภาพและทิศทางการส่งเสริมธุรกิจไมซ์ของอาเซียนด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไมซ์’ วาระแห่งอาเซียนจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตร

  • การพัฒนาคนในบริบทของอาเซียน

    การพัฒนาคนในบริบทของอาเซียน

    สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสห ประชาชาติ (United Nations Development Program : UNDP) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกันจัดทำรายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี 2557 ในหัวข้อ “การพัฒนาคนในบริบทประชาคมอาเซียน” โดยให้ความสำคัญกับมุมมองต่อบริบทใหม่ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของประชาคมอาเซียน ที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคนและชุมชนในประเทศไทย ในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ประชากรไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วยประชากรประมาณ 600 ล้านคนหรือราว 9 เท่าของจำนวนประชากรไทยในปัจจุบัน สังคมไทยมีความตื่นตัวกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียน การค้า และบริการอย่างเสรี และที่ผ่านมาเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมักจะได้รับความสนใจมากกว่าเสาประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน และเสาประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน การที่ประเทศชาติจะมีการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาคนภายในประเทศนั้น ๆ ด้วย ประเทศไทยได้ยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง และมีผลของดัชนีชี้วัดการพัฒนาคนที่ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจยังไม่ได้มีการกระจายอย่างเท่าเทียม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และการเข้าถึงบริการสาธารณะยังคงอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน รายงานฉบับนี้ยกประเด็นสำคัญของความสำเร็จของประเทศไทย อาทิ การส่งเสริมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การยกระดับการเข้าถึงการศึกษา การกระจายอำนาจ และการส่งเสริมการเจริญเติบโตของจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่พรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งความท้าทายในการเตรียมพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ทั้งในด้านความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงการศึกษา การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดของแรงงานข้ามชาติทักษะต่ำในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ ความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับชุมชน ที่สำคัญที่สุด รายงานได้แสดงให้เห็นว่าประชาคมอาเซียนไม่ใช่ผลผลิตสุดท้าย แต่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างจริงจังจะนำไปสู่ความเป็นประชาคมที่มีการแลกเปลี่ยนค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่การส่งเสริมการพัฒนาคนของอาเซียนต่อไป ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ www.th.undp.org/thailand/en/home.html หรือ http://social.nesdb.go.th/social

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การพัฒนาคนในบริบทของอาเซียน

  • ต่างชาติเริ่มทยอยเที่ยวสงกรานต์ในไทย

    ต่างชาติเริ่มทยอยเที่ยวสงกรานต์ในไทย

    นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้หลายประเทศได้ลดระดับเตือนภัยนักท่องเที่ยวของประเทศตนเองลง และทำให้แนวโน้มผู้โดยสารที่เดินทางมาใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% เมื่อเทียบกับช่วงที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ระหว่างวันที่ 9-18 เม.ย.นั้น คาดว่าจะมีผู้โดยสาร ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางสนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 32,000 คน"แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าเมื่อใกล้เทศกาลสงกรานต์ นักท่องเที่ยวก็เดินทางเข้ามาคึกคักขึ้น หลังจากช่วงดังกล่าวได้มีสายการบินขอปรับเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งในและต่างประเทศ 230 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 210 เที่ยวบิน และในประเทศ 20 เที่ยวบิน ซึ่งการเพิ่มเที่ยวบินนี้พบว่า เที่ยวบินจากจีน และญี่ปุ่นได้ขอปรับเพิ่มมากสุด เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวของตนเอง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวของไทย"นางระวีวรรณ กล่าวว่า นอกจากนี้ สุวรรณภูมิยังได้ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรมรณรงค์ล้างส้วมพร้อมกัน รับวันสงกรานต์ ในชื่อโครงการ ล้างส้วมพร้อมกัน…รับวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 1–7 เม.ย.นี้ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการแก่ผู้ใช้ และนักท่องเที่ยว โดยให้ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในสนามบินสุวรรณภูมิ เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ทำความสะอาดห้องส้วมในความรับผิดชอบของหน่วยงานตนเอง ที่ผ่านมา ทอท.ได้ปรับปรุงห้องน้ำในสนามบินสุวรรณภูมิ 7 จุด ทั้งขาเข้าและขาออก โดยได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์จากยี่ห้อคอตโต้ วงเงิน 357 ล้านบาท ในรูปแบบห้องน้ำ 7 มหัศจรรย์แห่งความเป็นไทย และหลังจากนี้ มีแผนปรับปรุงห้องน้ำในสนามบินต่างจังหวัด เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้วย"ปัจจุบันแต่ละวัน สนามบินสุวรรณภูมิ มีผู้โดยสารมาใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งนอกจากเรื่องจำนวนห้องน้ำ ที่จะต้องมีเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการแล้ว การมีห้องน้ำสะอาดไว้ให้บริการ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน โดยสุวรรณภูมิ ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำห้องน้ำ เพื่อดูแลทำความสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดให้มีสุขภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนได้รับรางวัล สุดยอดส้วมประจำปี 55"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติเริ่มทยอยเที่ยวสงกรานต์ในไทย