วันนี้ (30เม.ย) ที่อาคารทรูทาวเวอร์ โครงการทรู อินคิวบ์ ได้จัดงานเปิดตัวสตาร์ทอัพ 5 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2 “อย่างมัวแต่ติดลงมือทำ” ซึ่งเป็นโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีของกลุ่มทรู โดย นาย ปุณณมาส วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริหาร ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า การสานต่อโครงการในรุ่นที่สอง เนื่องจากทางกลุ่มทรูต้องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกลุ่มผู้ประกอบการของไทยให้ก้าวไปสู่ระดับโลกเพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจของไทยให้สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ โดยไม่ได้คาดหวังในเรื่องจะต้องสร้างรายได้กลับเข้ามายังกลุ่มทรูสำหรับ 5 ทีม ที่ผ่านมาคัดเลือกได้แก่ 1.ทีม Course Square ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ตอีเลินร์นิ่ง สำหรับองค์กร เพื่อใช้อบรมติดตามผลและการวัดผลของพนักงานในองค์กร คิดค้นโดยกลุ่มนักศึกษาและอดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล 2.ทีม Hankster เป็นแอพพิลเคชั่นที่ใช้สำหรับการแฮงค์เอ้าท์หรือจับคู่และหาเพื่อนใหม่เป็นกลุ่มครั้งละ 3 คน เป็นผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี3. ทีม Puun เป็นโซลูชั่นสำหรับสำนักงานบัญชีและธุรกิจที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวเลขที่เข้าใจอยากให้เป็นกราฟฟิก เป็นผลงานของนักบัญชีที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง 4. ทีม Hola เป็นแอพพลิเคชั่นแชทที่พัฒนาบนระบบแผนที่ผู้ใช้สามารถสร้างอวาตารเพื่อใช้เป็นตัวแทนในโลกเสมือนจริงได้ เป็นผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ 5. ทีม Vetside เป็นโซเซียลเน็ตเวิร์คสำหรับสัตวแพทย์เพื่อใช้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนความรู้ในการรักษาสัตว์ต่างๆ มีเป้าหมายให้เป็นแหล่งรวมความรู้เรื่องสัตว์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย พัฒนาโดยสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้าน นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ผู้จัดการทั่วไป ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า ทั้ง 5 ทีม จะได้รับทุนสนับสนุนเบื้องต้นเพื่อพัฒนาผลงานจำนวน 5 แสนบาท และเข้าร่วมบูท แคมป์ จำนวน 99 วัน เพื่อพัฒนาผลงานให้สำเร็จ โดยจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนด้านต่างๆจากกลุ่มทรูทั้งในเรื่องเทคโนโลยี การทำตลาด การวางแผนด้านธุรกิจ ฯลฯเพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นประสบความสำเร็จในตลาดไทยและต่างประเทศได้ในอนาคต.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทรู อินคิวบ์” ประกาศ 5 ทีมสุดท้ายรุ่น 2 เตรียมผลงานออกสู่ตลาดจริง
เดือน: เมษายน 2014
-

“ทรู อินคิวบ์” ประกาศ 5 ทีมสุดท้ายรุ่น 2 เตรียมผลงานออกสู่ตลาดจริง
-

เลื่อนโครงการแม่เมาะต้นทุนไฟเพิ่ม
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งผลิตไทย (กฟผ.) เปิดเผยในโอกาสกฟผ.ครบรอบ 45 ปีว่าขณะนี้ต้องเลื่อน โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง หน่วยที่ 4-7 ขนาดกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ออกไปก่อน ซึ่งจะมาทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม ที่ต้องปลดระวาง เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร เพราะกฏหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า ครม.รักษาการ ไม่สามารถอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันธ์กับรัฐบาลใหม่ได้ ดังนั้นเป้าหมายเดิมที่จะแล้วเสร็จปี 61 จะต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตให้สูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้องไปใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีราคาแพงกว่าถ่านหินมาผลิตไฟฟ้า และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนไปยังค่าไฟฟ้าในอนาคตได้”โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ยังมีปัญหา ต้องรอครม.อนุมัติพิจารณา เดิมคิดว่าจะเสนอคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอผ่อนผันให้ครม.รักษาการพิจารณา แต่เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งโครงการนี้เดิมจะต้องเสร็จปี 2561 จึงควรก่อสร้างเร็วสุดปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้าเพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลา4ปีแต่เมื่อต้องรอรัฐบาลใหม่เราเองก็ไม่รู้เมื่อไหร่ก็คงต้องช้าออกไปก็จะต้องไปพึ่งเชื้อเพลิงอื่นเช่น ก๊าซธรรมชาติ ที่มีราคาแพงกว่าถ่านหิน”สำหรับการดำเนินงานของกฟผ.ในโอกาสครบรอบ45 ปีนั้น มีเป้าหมายจะเป็นองค์กรชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับต้นๆของโลก ซึ่งยอมรับว่าการรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ท้าทายของกฟผ.ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันพึ่งพิงก๊าซฯมากถึง70%ซึ่งแนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซฯมีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นทั้งนี้ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ จึงเป็นเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า ที่ไทยเองมีความจำเป็นจะต้องพึ่งพิงในระยะยาวหากต้องการต้นทุนผลิตที่ต่ำ และดูแลสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะถ่านหิน ที่ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สะอาด สามารถแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้แต่ก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับกับประชาชน โดยในส่วนของพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ฯลฯ ไทยเองก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นอนาคตกฟผ.ก็จะเดินไปตามแนวทางของเยอรมันที่มีการพัฒนาพลังงานทดแทนแต่ก็มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฐานไปด้วยอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกฟผ.มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 33,680 เมกะวัตต์โดยกฟผ.มีกำลังผลิตทั้งสิ้น 15,010 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นการผลิตจากภาคเอกชนรายใหญ่ รายเล็กและรับซื้อจากต่างประเทศอีก 18,670 เมกะวัตต์และยังเป็นผู้ดูแลสายส่งขนาดแรงดัน230-500 เควีทั่วประเทศ รวมความยาวทั้งสิ้น 32,384 วงจรกิโลเมตรโดยโรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้าระบบปีนี้คือ โรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่4 และโรงไฟฟ้าจะนะ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลื่อนโครงการแม่เมาะต้นทุนไฟเพิ่ม -

ข่าวร้ายรับวันแรงงานค่าไฟ- แอลพีจีขึ้นยกแผง
นายดิเรกลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า เรกูเลเตอร์ได้มีมติเห็นชอบการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)งวดเดือนพ.ค. – ส.ค. 57 ปรับเพิ่มขึ้น10 สตางต์ต่อหน่วย เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนประมาณ 2,003 ล้านหน่วย เป็น 40,656 ล้านหน่วย และราคาก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9.11 บาทต่อล้านบีทียู จาก 316.88 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 325.99 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันเตามีต้นทุนเพิ่มขึ้น 246 ล้านบาทอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง 0.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐส่งผลให้ค่าไฟปรับเพิ่มขึ้น แต่ต่ำกว่าต้นทุนที่คำนวณได้จะต้องเพิ่มขึ้น 13.94 สตางค์ต่อหน่วย เพราะต้องการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนส่งผลให้ค่าเอฟที จะอยู่ที่ 69 สตางค์ต่อหน่วยเมื่อรวมกับค่าไฟฐานอยู่ที่ 3.27 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟงวดพ.ค. – ส.ค. จะอยู่ที่ 3.96 บาทต่อหน่วยโดยยอมรับว่า เป็นอัตราค่าไฟที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ “เอฟทีงวดนี้จะต้องขึ้น 13.94 สตางค์ต่อหน่วยหรือเอฟทีจะปรับขึ้นจาก59สตางค์ต่อหน่วยไปอยู่ที่ 72.94สตางค์ต่อหน่วยแต่ได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)รับภาระไว้3.94สตางค์ต่อหน่วยส่คิดเป็นเงิน 2,247 ล้านบาท โดยจะนำส่วนนี้ไปเกลี่ยในงวดถัดไปซึ่งงวดหน้าในเดือน ก.ย. – ธ.ค. มีโอกาสที่ค่าเอฟทีจะปรับขึ้น อีก แต่คาดว่าจะไม่มากเท่างวดนี้ เพราะเชื่อว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นส่วนงวดนี้ที่ปรับสูงถึง 10 สตางค์ต่อเนื่อง จากงวดก่อนม.ค. – เม.ย. ปรับแค่ 5 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากงวดที่ผ่านมามีการคำนวณให้กฟผ.แบกรับต้นทุนประมาณ900 กว่าล้านบาท แต่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากประกอบกับค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟเพิ่มขึ้น จึงทำให้กฟผ. ต้องแบกรับต้นทุนถึง 3,800 ล้านบาท “นายดิเรกกล่าว นายชิษณุพงศ์รุ่งโรจงามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) กล่าวว่า วันที่ 1 พ.ค.นี้ ราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนจะปรับขึ้นอีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมส่งผลให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนมีการปรับขึ้นแล้วรวม 4.50 บาทต่อ กก.ส่งผลให้ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน จะอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกก.ขณะที่ราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ยังตรึงราคาอยู่ที่ 21.38 บาทต่อกก.ทำให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนสูงกว่าขนส่งถึง 1.25 บาทต่อกก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัจจุบันการคำนวณค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้า เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. ค่าไฟฟ้าฐานปัจจุบันอยู่ที่ 3.27 บาทต่อหน่วย ในส่วนนี้ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง 2. ค่าเอฟที หรือที่เรียกว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรคือ การลอยค่าของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ เช่นราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา, อัตราเงินเฟ้อ,อัตราแลกเปลี่ยน หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 1บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะกระทบต่อการคำนวณค่าเอฟทีประมาณ 5.6 สตางค์ต่อหน่วย , ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ซึ่งทางเรกูเลเตอร์ จะนำมาใช้คำนวณทุก ๆ 4 เดือนเพื่อกำหนดเป็นค่าเอฟทีของแต่ละงวด 1 ปี มี 3 งวด คือ ม.ค. – เม.ย. , พ.ค. – ส.ค. , ก.ย. – ธ.ค. 3. ภาษีมูลค่าเพิ่มค่าเอฟที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข่าวร้ายรับวันแรงงานค่าไฟ- แอลพีจีขึ้นยกแผง