เดือน: เมษายน 2014

  • ตรวจเลือดผ่านมือถือ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ตรวจเลือดผ่านมือถือ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะครับที่สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็แทบจะเกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟนไปเสียหมด โทรทัศน์ก็ต่อกับสมาร์ทโฟนได้ กล้องดิจิทัลก็มีแอพใช้กับสมาร์ทโฟนได้ แม้แต่ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตแอพเสริมของเครื่องซักผ้าบนสมาร์ทโฟนมาให้เลยครับ แต่บทบาทของสมาร์ทโฟนก็ไม่ได้หมดเพียงแค่นี้ คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าอิทธิพลของสมาร์ทโฟนนี้แผ่กระจายไปทั่วทุกวงการไม่เว้นแม้แต่วงการการแพทย์เลยล่ะครับ กรณีที่เห็นชัด ๆ ก็คือไอโฟน 4 ของแอปเปิลที่เปิดตัวในช่วงหลายปีก่อน โดยพ่วงมาด้วยความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อจังหวะการเต้นของหัวใจนั่นเองครับ โดยจะสามารถช่วยวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจและแปลผลออกมาว่าจังหวะการเต้นของหัวใจ ณ ขณะหนึ่ง ๆ มีความถี่เท่าไหร่ แน่นอนครับว่าผลที่ได้คงไม่แม่นยำเทียบเท่าการตรวจด้วยเครื่องมือของแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาล แต่ความสามารถในการวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจได้ในเบื้องต้นนี้ก็ถือเป็นความสามารถที่ก้าวกระโดดและโดดเด่นมากของสมาร์ทโฟนในวงการแพทย์ขณะนั้น แต่แน่นอนว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นครับ ประมาณปีหน้านี้เอง เราอาจจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถตรวจผลเลือดกันได้ด้วยสมาร์ทโฟนแล้ว โดยตอนนี้ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ Qloudlab ของสถาบันการศึกษาชื่อดังในประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่าง cole Polytechnique Fdrale de Lausanne (EPFL) ได้คิดค้นอุปกรณ์เสริมและแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจผลเลือดและส่งผลให้แพทย์ได้ด้วยตัวเองจากที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปจนถึงโรงพยาบาลอีกต่อไปแล้วครับ แอพพลิเคชั่นตรวจเลือดนี้ถูกออก แบบมาให้ทำงานร่วมกับแผ่นไบโอฟิล์ม ซึ่งเป็นแผ่นติดหน้าจอชนิดพิเศษทำมาเพื่อแอพนี้โดยเฉพาะ โดยหลักการทำงานก็ง่าย ๆ ครับ แค่ใช้เข็มเจาะเลือดที่ปลายนิ้วผู้ป่วยให้เลือดหยดลงบนแผ่นไบโอฟิล์มเหมือนที่นักเรียนมัธยมปลายสายวิทย์บ้านเราหัดเจาะเลือดกันในวิชาชีววิทยานั่นล่ะครับ ที่เหลือก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนที่จะวิเคราะห์เลือดและส่งข้อมูลผลเลือดไปยังโรงพยาบาล พอแพทย์ที่โรงพยาบาลได้รับข้อมูลผลเลือดของผู้ป่วยก็สามารถเอาไปวิเคราะห์ต่อร่วมกับประวัติการรักษา แล้วส่งเป็นสัญญาณตอบกลับมาทางสมาร์ทโฟนของผู้ป่วยทันที เพื่อแนะนำว่าผู้ป่วยจะต้องฉีดหรือทานยาอะไรที่แพทย์เคยให้ไว้ในปริมาณเท่าใดและอย่างไรบ้าง จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถ ช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ประหยัดเวลาให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ไปพร้อม ๆ กันได้ แถมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้สูงขึ้นและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้นด้วย ยิ่งโรคบางโรคที่ต้องตรวจเลือดอยู่เป็นประจำ เช่น โรคหัวใจวาย ถ้าให้แพทย์ต้องขับรถจากบ้านมาโรงพยาบาลเพื่อมาตรวจ ผู้ป่วยต้องขับรถจากบ้านมาโรงพยาบาลเพื่อมารับการตรวจ แถมยังต้องมาต่อคิวยาว ๆ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็แค่เจาะเลือดง่าย ๆ เพื่อปรับยาเล็กน้อย แบบนี้ก็เป็นการเสียเวลาทั้งแพทย์และผู้ป่วยเอง รวมไปถึงเสียโอกาสในการเข้าพบแพทย์ของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่อาจมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าด้วย ณ ตอนนี้แอพพลิเคชั่นนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานจริงแล้วครับ คาดการณ์กันว่าน่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ภายในปี ค.ศ. 2015 นี้ นับเป็นเรื่องที่ดีและไม่ไกลตัวเราเลยใช่ไหมครับ สำหรับความก้าวหน้าทางเทคโน โลยีที่ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกและความสะดวกสบายให้ชีวิต แต่ยังเลยมาถึงขั้นที่อาจช่วยรักษาชีวิตหรือโรคภัยไข้เจ็บให้เราได้ด้วย คุณผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์วันพุธของผมเป็นประจำคงจะรู้สึกได้ว่าเทคโนโลยีรอบโลกของเราล้ำหน้าขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่ด้านดีแต่รวมถึงด้านไม่ดีด้วย แต่ผมเชื่อนะครับว่าแทนที่เราจะปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทค โนโลยีเพราะกลัวผลด้านลบ แต่ถ้าเราเข้าใจเทคโนโลยี รู้ให้เท่าทันมัน และนำมันมาใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกต้องกับตัวของเรา องค์กรของเรา และสังคมของเรา นั่นต่างหากล่ะครับที่จะก่อเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกของเราไม่เคยหยุดหมุน หากเราเลือกที่จะปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินถอยหลัง ปล่อยให้โลกรอบตัวแซงหน้าเราไปนั่นเองครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรวจเลือดผ่านมือถือ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • กูรูแนะธุรกิจไทยรวมกลุ่มเพิ่มความแกร่งรับมือตปท.

    กูรูแนะธุรกิจไทยรวมกลุ่มเพิ่มความแกร่งรับมือตปท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 21 เม.ย.57 กรมพัฒนาธุรกิจได้จัดงานสัมมนาโครงการพัฒนาศักยภาพสมาคมการค้า ประจำปี 57 เพื่อต้องการเร่งรัดการพัฒนาศักยภาพของสมาคมการค้าไทยให้มีประสิทธิภาพสามารถสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างสมาคมการค้าต่าง ๆ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58  เนื่องจากปัจจุบันมีธุรกิจอีกหลายประเภทยังไม่มีความพร้อมและไม่ตื่นตัวในการปรับตัวกับการทำธุรกิจในตลาดที่ใหญ่มากขึ้น โดยเชิญภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญในตลาดเออีซีมาให้ความรู้เพื่อรับมือกับการเข้ามาของทุนข้ามชาติและการเปิดตลาดเออีซี จี้ธุรกิจจับมือสู้ทุนข้ามชาติ พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา นายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวล กล่าวว่า ตามทฤษฎีเมื่อมีการเปิดเออีซีโดยทั้ง 10 ประเทศจะต้องเปลี่ยนจากตลาดเล็กเป็นตลาดใหญ่ขึ้นมีประชากร 600 ล้านคน และต่อไปจะเปรียบเทียบกับสถานการณ์เหล่านี้ของภาคธุรกิจเหมือนกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นต้องรวมกลุ่มกันเพื่อแข่งขันกับทุนข้ามชาติ ซึ่งการสร้างความเข้มแข็งแก่สมาคมการค้าต่างๆ จะช่วยธุรกิจคนไทยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเอสเอ็มอีไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือพัฒนาให้เป็นเอสเอ็มอีระดับอินเตอร์ที่มีกิจการที่เข้มแข็งในทุก ๆ ประเทศของอาเซียน อย่างไรก็ตามหลังเปิดเออีซี แม้จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทยในภาพรวม แต่มีผลเสียสำหรับธุรกิจไทยเช่นกันโดยเฉพาะการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด หากเอสเอ็มอีไทยยังนิ่งเฉย เชื่อว่าในอนาคตธุรกิจไทยหนีไม่พ้นการถูกทุนต่างชาติเทคโอเวอร์แน่นอน ขณะเดียวกันทุนต่างชาติอาจดึงลูกน้องฝีมือดีของผู้ประกอบการไทย โดยการจูงใจด้วยการให้ค่าจ้างที่สูง ซึ่งตรงนี้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องหาแนวทางในการป้องกันไว้ล่วงหน้าด้วย รวมกลุ่มแก้โจทย์เออีซี นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า การเตรียมตัวรับเออีซีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจในกลุ่มนั้น ๆ ต้องรวมตัวกันเพื่อแก้โจทย์แก้ปัญหา และสมาคมต่าง ๆ ควรเปลี่ยนแนวคิดไม่ใช่ให้ตัวแทนจากบริษัทใหญ่มาเป็นประธานหรือนายกสมาคม แต่ควรหาผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจจริง ๆ ที่สามารถนำพาสมาชิกให้อยู่รอดหลังจากการเปิดเออีซี “บทบาทของสมาคมการค้าต้องมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งพลิกหาธุรกิจในกลุ่มเดียวกันมารวมกลุ่มให้ได้  ไม่ใช่ปล่อยให้โตอย่างโดดเดี่ยวเพราะจะเสี่ยงต่อการทำธุรกิจหลังเปิดเออีซี เมื่อดึงมารวมกลุ่มได้แล้วจากนั้นต้องหาแนวทางร่วมทุนด้วยกัน ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องให้การช่วยเหลือด้วย” ทั้งนี้แต่ละสมาคมมีสมาชิกจำนวนมาก และมีเงินมากเช่นกัน แต่ไม่มีคนมาทำงานซึ่งสมาคมต้องกลับไปหารือกันว่าจะทำอะไรและจะคิดใหม่ได้อย่างไร โดยเฉพาะการทำยุทธศาสตร์อย่างน้อย 20 ปี เพื่อสามารถวางแผนบริหารธุรกิจของสมาชิกให้ได้ ดังนั้นแต่ละสมาคมจำเป็นต้องพลิกบทบาทให้ได้ ไม่เช่นนั้นสมาชิกจะแข่งขันกันได้ลำบาก จดทะเบียนยี่ห้อสินค้า นายประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การเปิดเออีซีถือเป็นโอกาสของธุรกิจคนไทยที่จะขยายกิจการในเพื่อนบ้านได้ง่ายสำหรับผู้ที่มีความพร้อม เพราะที่ผ่านมาภาคธุรกิจในเมืองไทยต้องเผชิญมรสุมมากกว่านี้อีกทั้งเรื่องของผลกระทบของกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนเสื้อเหลือง หรือแม้แต่เรื่องของภัยธรรมชาติ ดังนั้นเรื่องการเปิดเออีซีน่าจะไม่มีปัญหาสำหรับธุรกิจคนไทย “สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ เรื่องของการทำเครื่องหมายทางการค้าของแบรนด์ ในกรณีไปทำธุรกิจในต่างประเทศ เพราะหากไม่ศึกษาให้ดีหรือไม่จดลิขสิทธิ์ประเทศนั้นก่อน อาจมีปัญหาในภายหลังหรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้หากผู้ประกอบการประเทศนั้น ๆ ไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ที่เหมือนกับของเรา ดังนั้นจำเป็นต้องไปจดลิขสิทธิ์ก่อน” ปัจจุบันบริษัทมีสาขาในประเทศไทยประมาณ 260 สาขา และในต่างประเทศ 50 สาขา โดยในอาเซียนยังไม่มีสาขาแบล็คแคนยอนในเวียดนามและบรูไน โดยผลสำเร็จในการขยายสาขาในอาเซียนมาจากมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรเพื่อรองรับการขยายงาน เอกชนขัดแย้งกันเอง น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กล่าวว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าสมาคมการค้าหลาย ๆ องค์กร ยังมีปัญหาอีกมาก เช่น  หลายแห่งมีความซับซ้อน การทำงานไม่มีความต่อเนื่องเกี่ยวกับบริหารงาน รวมถึงการเกิดความขัดแย้งกันหรือการขัดผลประโยชน์กัน ดังนั้นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเร่งดำเนินการส่งเสริมให้สมาคมการค้าสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกันในการรองรับการเข้าสู่เออีซีและการแข่งขันในตลาดการค้าโลก “กรมฯได้ดึงหอการค้าไทยมาเป็นที่ปรึกษาในการทำแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมการค้าเพื่อเป็นต้นแบบและทิศทางในการพัฒนาภาคธุรกิจรายสาขาและสมาชิกของสมาคม รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายสมาคมการค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากสมาคมการค้าที่ปัจจุบันมี 2,996 สมาคม มีความเข้มแข็งก็จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วภาคเอกชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมมือร่วมใจที่จะรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพื่อรับมือกับทุนข้ามชาติที่จะหลั่งไหลเข้ามารุกตลาดไทยหลังเปิดเออีซี ก่อนถูกเพื่อนบ้านเทคโอเวอร์!. มนัส แวววันจิตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กูรูแนะธุรกิจไทยรวมกลุ่มเพิ่มความแกร่งรับมือตปท.

  • คลังเล็งถกแบงก์รัฐอุ้มเอสเอ็มอี

    คลังเล็งถกแบงก์รัฐอุ้มเอสเอ็มอี

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะเรียกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เข้ามาหารือถึงแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง จนเป็นผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการ เบื้องต้นการให้ความช่วยเหลือจะใช้กลไกของแบงก์รัฐที่แก้ปัญหาเป็นหลัก โดยจะมอบนโยบายอย่างชัดเจน เช่น การปล่อยสินเชื่อแบบอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน การขยายเวลาชำระหนี้ เป็นต้น“ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพราะทราบดีว่ากลุ่มนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นคงเริ่มที่การดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาก่อน หลังจากนั้นจะประเมินสถานการณ์ดูอีกที หากไม่เพียงพอ ต้องมาพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม”อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้ว อาจนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยยอมรับว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีการออกมาตรการให้ความช่วยเหลือทั้งหมดและครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเล็งถกแบงก์รัฐอุ้มเอสเอ็มอี