เดือน: เมษายน 2014

  • กทค.เตรียมสรุปราคาประมูล 4จี

    กทค.เตรียมสรุปราคาประมูล 4จี

    กทค. สรุปผลราคาตั้งต้นประมูล 4จี ย่านความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ หวังเปิดเออีซี อาจมีผู้ประกอบการรายใหม่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า วันนี้ (18 เม.ย.) กทค.จะสรุปราคาเริ่มต้นการประมูล 4จี คลื่นความถี่ 1,800  เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบ โดยแบ่งเป็นใบละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์  ที่จะดำเนินการประมูลเดือน ส.ค. 57 และประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบ ใบละ 10 เมกะเฮิรตซและ 7.5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะดำเนินการประมูลเดือน พ.ย.  57 โดยการประมูลที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ กทค. จะกำหนดเงื่อนไขการประมูลให้เอื้อกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ รวมทั้งกำหนดการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการ 1 ราย  (Overall spectrum cap) และจำกัดสิทธิห้ามเข้าประมูล หากถือครองความถี่มากเกินไป เพื่อป้องกันการผูกขาดในตลาด  ซึ่งภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะช่วยปลดล็อกอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้มีผู้ประกอบการเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความพยายามของ กทค. ที่ต้องการเปิดกว้างและส่งเสริมให้มีผู้เข้าประมูลคลื่นความถี่มากกว่า 3 รายเดิมที่มีอยู่ในตลาด โดยจะเห็นการเข้ามาของผู้ประกอบการต่างชาติในการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไปคือ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ และ 2.6 กิกะเฮิรตซ์ ก่อนหน้านี้  กทค.ได้จัดการประมูล 3จี คลื่นความถี่  2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยมีผู้ชนะประมูลจำนวน 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส,  บริษัท ดีแทค เนควอร์ค  ในเครือบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์  ในเครือทรู.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.เตรียมสรุปราคาประมูล 4จี

  • กลุ่มสิงค์เทลผนึกซัมซุง กระตุ้นตลาดเน็ตมือถือ

    กลุ่มสิงค์เทลผนึกซัมซุง กระตุ้นตลาดเน็ตมือถือ

    ลงนามจับมือเป็นพันธมิตรกันในระดับภูมิภาค โอปเรเตอร์จาก 6 ประเทศในกลุ่มสิงค์เทล หวังกระตุ้นการใช้โมบายดาต้าให้โต  ในไทยลูกค้าซัมซุงในเครือข่ายเอไอเอสจะได้เห็นบริการใหม่ ๆ มากมาย รวมถึงนักพัฒนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสิงค์เทลและซัมซุง ได้ประกาศความร่วมมือ ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเน้นมอบประสบการณ์การใช้งานโมบายดาต้าให้กับลูกค้า จำนวนกว่า 500 ล้านราย ผ่านโอปเรเตอร์กลุ่มสิงค์เทล ใน 6 ประเทศ คือ สิงค์เทล สิงคโปร์ ออพตัส ออสเตรเลีย  เอไอเอส ประเทศไทย  แอร์เทล  อินเดียและแอฟริกา โกลบ เทเลคอม ฟิลิปปินส์ และเทลเซลคอม อินโดนีเซีย นายพอล โอ ซุลลิแวน   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคอนซูเมอร์ สิงค์เทล  ระบุว่า  โอปเรเตอร์ของกลุ่มสิงค์เทลใน 6 ประเทศ มีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่อง ความร่วมมือในระดับภูมิภาคกับซัมซุงจะทำให้ลูกค้าในเครือข่ายได้รับประสบการณ์และสิทธิพิเศษในการใช้งาน ผ่านอุปกรณ์ของซัมซุงทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นายปรัธนา ลีลพนัง  รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า สิ่งที่ผู้ใช้งานเครือข่ายเอไอเอส จะได้รับจากความร่วมมือดังกล่าว คือ สิงค์เทล จะเป็นรายแรกที่เสนอการเรียกเก็บค่าซื้อซัมซุงแอพผ่านบิลโทรศัพท์มือถือ ทำให้ลูกค้าระบบโพสต์เพดซื้อแอพโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ส่วนพรีเพดจะหักจากยอดเงินคงเหลือในระบบทันทีที่ซื้อแอพ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อแอพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือด้านการค้าปลีกแบบครบวงจร ซึ่งไทยก็ทำอยู่แล้ว สามารถซื้อโทรศัพท์และซิมได้ในจุดเดียว  บริการแอพพลิเคชั่นของซัมซุง  จะมาพร้อมอุปกรณ์โดยไม่ต้องดาวน์โหลด ซึ่งบริการนี้จะเริ่มกับผู้ใช้กาแล็คซี่เอส 5 เป็นรุ่นแรก รวมถึงการพัฒนาโมบายแอพ เพื่อสร้างระบบนิเวศ เช่น นักพัฒนาในกลุ่มสตาร์ตอัพ จะมีโอกาสทำการตลาดผ่านโอปเรเตอร์ในกลุ่มสิงค์เทล 6 ประเทศ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลุ่มสิงค์เทลผนึกซัมซุง กระตุ้นตลาดเน็ตมือถือ

  • โรงตึ๊งอัดโปรโมชั่นรับเปิดเทอม เงินด่วน-จำนำรถเบียดชิงตลาด

    โรงตึ๊งอัดโปรโมชั่นรับเปิดเทอม เงินด่วน-จำนำรถเบียดชิงตลาด

     สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังยืดเยื้อยุ่งยาวออกไปอย่างไม่มีกำหนดเริ่มฟาดหางต่อการใช้จ่ายของภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผนวกกับปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นแบบสัมผัสได้จริง ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง เหมือนที่รัฐบาลเคยกล่าวอ้างในช่วงปีก่อน ๆ ก็ทำให้ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางออกอาการชักหน้าไม่ถึงหลังต้องหาทางสร้างกระแสเงินสดในมือเพิ่มขึ้นกันแบบเฉพาะหน้า  ทั้งนี้ช่องทางที่ผู้คนในทุกยุคทุกสมัย จะคิดถึงเป็นลำดับ    แรก ๆ คงหนีไม่พ้นเพื่อนยามยากอย่าง “โรงรับจำนำ” ซึ่งจะถูกจับจ้องทุกครั้งเมื่อเศรษฐกิจบ้านเมืองเริ่มเกิดสัญญาณข้าวยากหมากแพง หรือเข้าสู่ช่วงมหกรรมระดมทุนอย่าง ช่วงปิดเทอม หรือช่วงเทศกาลต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องใช้กำลังทรัพย์กันมากกว่าปกติ แต่ใครจะรู้บ้างว่าที่พึ่งยามยากอย่างโรงรับจำนำเองก็โดนพายุการเมืองเล่นงานเข้าด้วยเช่นกัน เห็นได้จาก ตัวเลขสถิติการรับ   จำนำของสำนักงานธนานุเคราะห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 57 หรือระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. 56 ที่ผ่านมา พบว่า มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 282,238 ราย ลดลง 43,616 ราย หรือประมาณ 13.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีลูกค้ามาใช้บริการ 326,154 ราย  ในแง่ของวงเงินรับจำนำก็ลดลงมาอยู่ที่ 4,390 ล้านบาท ลดลง 1,395 ล้านบาท หรือ 24.12% หากเทียบกับช่วงเดียว กันของปีก่อนหน้าที่   มีการใช้วงเงิน 5,785 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากในเดือน พ.ย. 56 จนถึงปัจจุบันเกิดสถาน การณ์ทางการเมืองในกรุง เทพมหานครส่งผลให้ลูก ค้าไม่สะดวกต่อการเดินทางเข้ามา   ใช้บริการรับจำนำที่สถานธนานุเคราะห์ ประกอบกับราคาทองคำในตลาดโลกผันผวนอย่างหนักทำให้ตัวเลขการรับจำนำในช่วงต้นปีไม่สดใสนัก ขณะที่โรงรับจำนำของเอกชนก็พบว่าการรับจำนำเฉลี่ยลดลงประมาณ 5-10% นอกจากผลกระทบจากการเมืองที่ทำให้ลูกค้าโรงรับจำนำหดหายไปแล้ว การเติบใหญ่ของสินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อทองคำ สินเชื่อบุคคลและสารพัดบัตรกดเงินสดก็เข้ามาเบียดแย่งตลาดคนร้อนเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะบัตรกดเงินสดที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจและการเมือง โดยในช่วงนี้หลายค่ายก็ได้อัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์กันถ้วนหน้า เริ่มจาก “บริษัทบัตรกรุงไทยหรือเคทีซี” ใช้โอกาสครบรอบ 9 ปี “จัดแคมเปญบิ๊กแทงส์” มอบ 500 รางวัลรวมมูลค่ากว่า 2.19 ล้านบาท ให้กับลูกค้า โดยรางวัลใหญ่ คือคอนโดสตูดิโอตกแต่งพร้อมอยู่ในโครงการ คริส การ์เดน พระราม 9 จำนวน 1 ห้อง มูลค่ากว่า 1.34 ล้านบาท พร้อมรางวัลไอโฟน ไอแพด บัตรกำนัลห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เพียงสมาชิกมียอดเงินต้นคงค้างเพิ่มขึ้นทุก 2,000 บาท จากรอบบัญชีที่ผ่านมาเริ่มแคมเปญตั้งแต่วันนี้ถึง 20 พ.ค.นี้ ขณะที่ค่ายแบงก์ต่างชาติอย่าง “ซิตี้แบงก์ เรดดี้เครดิต” จัดโปรโมชั่นแจกกระเป๋ามูลค่า 4,250 บาท เมื่อลูกค้ามีการใช้จ่ายบัตรตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ภายใน 60 วัน หลังได้รับอนุมัติบัญชีแถมฟรีค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพและค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มทุกธนาคารทั่วประเทศ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยค่าธรรม เนียมเบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมแล้วไม่เกิน 28% ต่อปี ส่วน “ยูโอบี แคชพลัส” ชูจุดขายดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 2 รอบบัญชีโดยให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 1 ล้านบาทและสมัครเพียงครั้งเดียวสามารถใช้วงเงินได้ตลอดชีพ เบิกถอนเงินสดผ่านบัตรยูโอบีแคช พลัส โดยสามารถถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มทั้งจากเครื่องเอทีเอ็มในประเทศและทั่วโลกที่มีเครื่องหมาย ’พลัส“ โดยไม่เสียค่าธรรม เนียมการกดเงินสด และเลือกชำระคืนขั้นต่ำเพียง 500 บาท หรือ 5% ของยอดคงค้างชำระ แคมเปญของบัตรกดเงินสด “เอ็กซ์ตร้าแคช” ของแบงก์สัญญาชาติมาเลเซียอย่างซีไอเอ็มบีไทยพิเศษคืนดอกเบี้ย 50% ใน 2 รอบบัญชีเมื่อโอนเงินก้อนแรกเข้าบัญชีพร้อมรับฟรีหมอนดอกไม้เมื่อมียอดโอนเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป ด้านธนชาตมี “บัตร แฟรช การ์ด” ซึ่งลูกค้าที่สมัครใช้บริการจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 80% เป็นเงินคืนเข้าบัญชีเมื่อมียอดกดเงินสดหรือ โอนเงินก้อนเข้าบัญชีตามเงื่อนไข โดยลูกค้าใหม่ที่สมัครวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตภายในวันที่ 30 มิ.ย. 57 และได้รับการอนุมัติบัตรภายใน 31 ก.ค.นี้ ฝั่ง “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” ออกแคมเปญ “ลดต้นลดดอก” ให้กับลูกค้าใหม่ โดยขึ้นกับยอดสินเชื่อ ซึ่งลูกค้าที่กู้ 300,000 บาทขึ้นไปคิดดอกเบี้ย 19% และถ้ากู้เพียง 50,000-100,000 บาทคิดดอกเบี้ย 24% นอกจากนี้มีโปรโมชั่นแนะนำเพื่อนสมัคร 25 รายรับฟรีสร้อยพร้อมจี้ม้าทองคำสูงสุดมูลค่า 20,000 บาท สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินหรือไม่ใช่สถาบันการเงินหรือนอนแบงก์ สัญชาติญี่ปุ่น อย่าง “บริษัท อีซี่บายจำกัด (มหาชน)” ก็ขอร่วมแจมแม้ว่าไม่โดดเด่นในการทำตลาด แต่ก็มีน้ำจิ้มเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาเล่นไม่ให้ตกกระแสด้วยการแนะนำ       เพื่อนสมัครบัตรยูเมะพลัส รับฟรี! บัตรของขวัญมูลค่า 300 บาท หันไปดูในส่วนของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนในยามจำเป็นที่ต้องใช้เงินสดและสามารถจะได้รับเงินก้อนใหญ่ไปใช้นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมด้วยโดยสินเชื่อ “มายคาร์มายแคช” ของธนาคารไทยพาณิชย์ วงเงินสูงสุดให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 90% ของราคาสินทรัพย์หรือไม่เกิน 2 ล้านบาท อายุของสัญญา (ระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา) สูงสุดไม่เกิน 72 เดือน หรือ 6 ปี โดยไม่มีหลักประกัน โดยรถยนต์ใช้แล้วอายุรถยนต์ไม่เกิน 9 ปีคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี 10% และดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี 20% รถยนต์ใช้แล้วอายุรถยนต์ตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไปคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี 17% และดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี 34% ขณะที่สินเชื่อ “คาร์ฟอร์แคช” ของ บริษัทอยุธยาแคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด หรือกรุงศรีออโต้ ก็มีแคมเปญที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก เช่น แคมเปญจ่ายแบบโปะ ไม่ต้องโอนเล่มทะเบียน ตัวเล่มยังเป็นชื่อคุณเหมือนเดิมไม่เสียค่าธรรมเนียมการโอนเล่ม โดยผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถอย่างน้อย 6 เดือนและไม่รับรถโอนลอยทุกกรณี แต่ถ้าลูกค้าเลือกแคมเปญที่โอนเล่มทะเบียนรถก็จะให้วงเงินสูงสุด 100% ของมูลค่ารถยนต์จากราคาประเมินของบริษัทโดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ส่วนค่าย “ทิสโก้ ออโต้ แคช” ก็เน้นไม่โอนเล่ม ไม่ต้องจอดรถรับเงินรวดเร็ว 3 วันทำการ โดยให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของราคาประเมินรถยนต์ ขณะที่สินเชื่อ ธนชาต “รถแลกเงิน” มีแคมเปญผ่อนสบาย ๆ แสนละ 59 บาทต่อวัน วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ของราคากลาง ไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน รับเงินภายใน 1วัน โดยรถต้องมีอายุใช้งานไม่เกิน 16 ปี ด้าน “ค่ายกสิกรไทย” มีสินเชื่อ “รถช่วยได้” ให้เงินสินเชื่อสูงถึง 80% เวลาผ่อนชำระ 12-60 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่โดยต้องขอสินเชื่อวงเงินขั้นต่ำ 100,000 บาท ขึ้นไป   เมื่อเห็นการเปิดแนวรบของบริษัทสินเชื่อเงินด่วนต่าง ๆแบบนี้ เชื่อว่า โรงรับจำนำทั้งรัฐและเอกชนคงต้องปาดเหงื่อสู้ศึกรับปิดเทอมในยุคนี้อย่างหนักซึ่งก็เริ่มสัญญาณกันแล้วว่าบรรดาโรงรับจำนำต่าง ๆ คงไม่ยอมให้ใครมาแย่งตำแหน่งขวัญใจคนยากที่สั่งสมมานาน ไปได้ง่าย ๆ  ด้านสถานธนานุเคราะห์ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษปรับอัตราดอก เบี้ยรับจำนำลงเพื่อลดภาระความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองซึ่งเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ย 0.25% ต่อเดือน เงินต้น 5,001-25,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน และเงินต้น 25,001-100,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ก.ย.นี้ จากปกติอัตราดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ.เงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท คิดดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน และส่วนที่เกิน 2,000 บาทขึ้นไปดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน  ขณะที่ สถานธนานุบาลของกรุงเทพมหานคร ก็ไม่น้อยหน้า เพราะจะคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดียวคือ 0.50% ต่อเดือนทุกวงเงินสำหรับผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายค่าเทอมและอุปกรณ์การเรียน ซึ่งให้วงเงินสูงสุดถึง 70,000 บาทโดยขึ้นอยู่กับทรัพย์ที่นำมาจำนำว่ามีมูลค่ามากน้อยแค่ไหนเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พ.ค.นี้ และถ้าลูกค้าที่นำทรัพย์มาตึ๊งแล้วยังไม่เต็มวงเงินลูกค้าสามารถที่จะนำทรัพย์อื่นมาจำนำเพิ่มได้แต่ให้วงเงินไม่เกินรายละ 70,000 บาท  แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นนักศึกษาต้องแสดงบัตรประจำตัวนักศึกษา หากเป็นนักเรียนต้องใช้บัตรประจำตัวนักเรียนของบุตรธิดา และถ้าไม่มีบัตรประจำตัวนักเรียน และนักศึกษาผู้ปกครองต้องใช้สูติบัตร ซึ่งหากไม่มีสูติบัตรก็ต้องใช้ใบเสร็จรับเงินจ่ายค่าเทอมมาแสดงกับเจ้าหน้าที่แทน ยกเว้นกรณีที่ใช้เงินช่วงเปิดเรียนไม่เกิน 5,000 บาท แนะนำให้ใช้บริการอัตราดอกเบี้ยของการรับจำนำทั่วไปเพราะคิดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อเดือน   ส่วนประชาชนที่เงินขาดมือก็สามารถนำสินทรัพย์มาจำนำได้ โดยเงินต้น 5,001-15,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน เงินต้นเกิน 15,000 บาทนั้น 2,000 บาทแรกคิดดอกเบี้ย 2% ส่วนที่เกิน 2,000 บาทคิดดอกเบี้ย 1.25%  ด้านโรงรับจำนำของเอกชนนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดโดยเงินต้น 2,000 บาทแรก คิดดอกเบี้ย 2% ส่วนที่เกิน 2,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1.25% แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่คิดลูกค้าจะแพงกว่าโรงรับจำนำของรัฐแต่ก็เป็นทางเลือกให้ลูกค้าภูธรได้ค่อนข้างสะดวกกว่าเนื่องจากโรงรับจำนำของรัฐ เช่น สถานธนานุเคราะห์มีข้อจำกัดในการขยายสาขาในต่างจังหวัด เพราะติดกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย เมื่อต่างฝ่ายต่างจัดเต็มเปิดหน้าท้ารบกันแบบนี้การจะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการอัดฉีดสภาพคล่องชั่วพริบตาให้แก่ประชาชนก็คงหนีไม่พ้นบรรดาเข้าข่ายจะใช้บริการต่าง ๆ  โดย “นายบัว ขันวิมาน” อาชีพ ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ให้ความเห็นว่าปกติในช่วงเปิดเทอมจะนำสร้อยคอทองคำไปจำนำที่โรงรับจำนำเอกชนมากกว่าโรงรับจำนำของรัฐแม้ว่าดอกเบี้ยจะแพงกว่าแต่มีความสะดวกมากกว่าเพราะจำนวนสาขาใกล้บ้านขณะที่โรงรับจำนำรัฐมีสาขาน้อยต้องใช้เวลาเดินทางนาน ขณะที่ “น.ส.ทวิติยา สมัตถะ” อาชีพอิสระ ระบุว่า จะนำทองไปจำนำเพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงค่าใช้จ่ายเปิดเทอมสูง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ติดตัวมานาน และราคาทองที่มีอยู่ต่ำกว่าราคาท้องตลาดในปัจจุบันจะทำให้เราได้กำไรส่วนต่างจำนวนมากซึ่งหากไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ก็ทำให้เรามีกำไรบ้าง ส่วน “น.ส.สุนิสา บุญรักษา” เจ้าของธุรกิจรับจัดงานนอกสถานที่ บอกว่า ในช่วงที่เงินขาดมือคงจะนำรถยนต์ไปขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพราะได้เงินมากกว่าเอาสินทรัพย์ประเภทอื่นไปจำนำเนื่องจากสามารถที่จะนำรถยนต์ไปใช้ทำงาน เพื่อหารายได้มาชำระหนี้ได้ แม้ว่าดอกเบี้ยจะแพงกว่าการนำสินทรัพย์ประเภทอื่นไปจำนำแต่มีความปลอดภัยกว่าการกู้เงินนอกระบบ จากความเห็นที่ออกมาจะพบว่าปัจจุบันประชาชนมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการหาที่พึ่งทางการเงินเมื่อยามจำเป็น ส่วนจะเลือกทางใดนั้นก็คงจะขึ้นอยู่กับความสะดวก ปริมาณเงินที่ต้องการและความสามารถในการเข้าถึงช่องทางต่าง ๆ ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ โลกนี้ไม่มีของฟรี เงินที่ได้มาถ้าไม่ได้แลกมาด้วยของที่เอาไปจำนำไว้ ก็จะต้องตามด้วยดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อให้มา  ดังนั้น การหยิบยืมเท่าที่จำเป็นและการมีวินัยในการผ่อนชำระคืน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การต่อลมหายใจทางการเงินด้วยการพึ่งพาโรงรับจำนำและสถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่กลับมาบีบรัดและตัดลมหายใจของเราในท้ายที่สุด. สุกัญญา สังฆธรรม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรงตึ๊งอัดโปรโมชั่นรับเปิดเทอม เงินด่วน-จำนำรถเบียดชิงตลาด