รายงานข้อมูลผลสำรวจบริษัทวิจัยตลาดโปรเจ็คเตอร์ชื่อดัง“ฟิวเจอร์ซอส คอนซัลติ้ง(Futuresource Consulting)เปิดเผยว่า ผลสำรวจข้อมูลตลาดโปรเจ็คเตอร์ประจำปีพ.ศ.2556 ส่วนแบ่งการตลาดของเอปสันเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะเวลา13 ปีที่ผ่านมาโดยในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นเป็น28.2% จาก 26.4%ในปี พ.ศ.2555โดยเอปสันขายเครื่องโปรเจ็คเตอร์ได้มากกว่า2ล้านเครื่องในตลาดทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ส่วนแบ่งการตลาดของเอปสันนั้นสูงกว่าของผู้ผลิตโปรเจ็คเตอร์อันดับ2 อันดับ 3และอันดับ 4รวมกัน และเมื่อเจาะเฉพาะตลาดหลักๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือยอดขายโปรเจ็คเตอร์ของเอปสันสูงกว่า1 แสนเครื่องหรือเพิ่มสูงขึ้น3% จากยอดขายในปีพ.ศ.2555นอกจากนี้เอปสันยังเป็นผู้นำตลาดโปรเจ็คเตอร์สำหรับโฮมเธียเตอร์เป็นปีที่9 ติดต่อกันโดยข้อมูลจาก “ฟิวเจอร์ซอสคอนซัลติ้ง”ระบุว่าเอปสันมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง39.4% ในตลาดนี้ปีพ.ศ.2556 นายโคอิชิ เอ็นโดะกรรมการผู้จัดการประจำเอปสันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า ถึงแม้จะครองตำแหน่งเป็นผู้นำมานานถึง13 ปีติดต่อกันแต่ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและบริการของเราไม่เคยลดลงเลยลูกค้าแสดงให้เราเห็นว่าเขาพิถีพิถันเลือกโปรเจ็คเตอร์ที่ดีที่สุดซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเรามีภาระความรับผิดชอบที่จะตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้าตลอดจนมอบในสิ่งที่เกินความคาดหวังให้แก่พวกเขาด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเอปสันจึงได้เป็นแชมป์ในตลาดโปรเจ็คเตอร์ทั้งสำหรับภาคธุรกิจและภาคโฮมเธียเตอร์ระดับโลกซึ่งนี่เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพวกเรา สำหรับความโดดเด่นของโปรเจ็คเตอร์เอปสันอยู่ที่เทคโนโลยีทรีแอลซีดี(3LCD)ที่ทำให้เอปสันเป็นเจ้าตลาดมานานถึง13 ปีเต็มทั้งนี้เทคโนโลยี 3LCDได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2532 พร้อมคุณสมบัติการนำเสนอภาพที่คมชัดสีสวยสดใสเป็นธรรมชาติไม่มีปัญหาเสียงรบกวนหรือภาพสีแตกสามารถฉายภาพติดต่อกันอย่างต่อเนื่องด้วยความหลากหลายของเฉดสีและยังเป็นมิตรต่อสายตา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ฟิวเจอร์ซอส”เผยผลสำรวจเอปสันครองบัลลังภ์ตลาดโปรเจ็คเตอร์โลก
เดือน: เมษายน 2014
-

“ฟิวเจอร์ซอส”เผยผลสำรวจเอปสันครองบัลลังภ์ตลาดโปรเจ็คเตอร์โลก
-

กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา ปิโตรเคมีจริงหรือ? – พลังงานรอบทิศ
มีความพยายามสร้างความสับสนในหมู่ประชาชนผู้บริโภคก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) อยู่สองประการคือ 1. ภาคปิโตรเคมีมาแย่งใช้ก๊าซราคาถูกจากภาคประชาชน ทำให้ประชาชนต้องไปใช้ก๊าซหุงต้มนำเข้าที่มีราคาแพง 2. กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีที่ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ทำให้ได้ใช้แอลพีจีในราคาต่ำกว่าตลาดโลกถึง 40% การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้ต้องเริ่มจากที่มาของก๊าซแอลพีจีในบ้านเราก่อนครับ ก๊าซแอลพีจีในบ้านเรามีที่มาจากสามแหล่งคือ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย 53% จากโรงกลั่นฯ 25% และนำเข้า 22% ก๊าซในอ่าวไทยนับเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติที่วิเศษ คือเป็นก๊าซเปียก (Wet Gas) ที่สามารถนำมาแยกออกเป็นก๊าซชนิดต่าง ๆ ที่สามารถนำไปทำเป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มมูลค่าได้หลายสิบเท่า (ก๊าซในบางแหล่งอย่างเช่นก๊าซในพม่าเป็นก๊าซแห้ง ไม่มีคุณสมบัตินี้ ใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างเดียว) ดังนั้นเพื่อใช้ประโยชน์จากก๊าซในอ่าวไทยอย่างเต็มที่ เราจึงต้องสร้างโรงแยกก๊าซขึ้น และนำก๊าซมาแยกตามประเภทของการใช้งาน นั่นก็คือ มีเทนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อีเทน โพรเพน นำไปเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมี และแอลพีจีนำไปใช้ในภาคครัวเรือน ในระยะแรกที่เรายังสามารถผลิตแอลพีจีได้พอใช้ในประเทศก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และนโยบายราคาที่ไม่สมเหตุผลของรัฐบาล โดยมีการปล่อยราคาน้ำมันให้ลอยตัวตามราคาในตลาดโลก แต่กลับตรึงราคาแอลพีจีเอาไว้โดยไม่ยอมปรับตามต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้มีผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้แอลพีจีแทนน้ำมันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในบ้านเราก็มีการขยายตัวสูง จึงทำให้การผลิตแอลพีจีในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ ต้องเริ่มมีการนำเข้าในราคาที่แพงกว่าราคาหน้าโรงแยกก๊าซ แต่รัฐบาลก็ยังไม่ยอมปรับราคาแอลพีจีในประเทศให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง การนำเข้าจึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ และรัฐบาลก็ใช้วิธีนำเงินกองทุนน้ำมันฯมาอุดหนุนราคาในประเทศ ให้ยังคงขายอยู่ได้ในราคาเดิมมานับเป็นสิบปี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปัญหาแอลพีจีไม่พอใช้จนต้องนำเข้าเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายตรึงราคาแอลพีจีในประเทศของรัฐบาลเอง เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นไปแล้ว 40% แต่ราคาหน้าโรงแยกก๊าซกลับลดลง 2% ส่วนที่มีการกล่าวกันว่าภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้นั้น ก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดมากกว่า เราคงไม่สามารถพูดได้ว่าให้ใครได้มีโอกาสใช้ก่อนหรือใช้หลัง แต่ต้องมองว่าจะใช้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อคนในชาติ และไม่ทำลายคุณค่าของทรัพยากรอันมีค่าและมีจำกัด โดยนำไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า เช่นนำไม้สักไปเผาทำฟืนเป็นต้น ทางด้านราคาก็เช่นกัน เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นของหายาก ใช้แล้วหมดไป จึงมีคุณค่าในตัวของมันเอง และไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของคนรุ่นเราเท่านั้นที่จะมีสิทธิใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนคนรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้ใช้อีกต่อไป ดังนั้นถึงแม้เราจะมีแหล่งพลังงานของเราเอง แต่การตั้งราคาอย่างเหมาะสมเพื่อให้มีการใช้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องจำเป็น ราคาพลังงานจึงต้องไม่ถูกจนเกินไป ต้องปรับขึ้นลงได้ตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และต้องไม่มีการอุดหนุนราคาพลังงานในลักษณะที่เป็นการอุดหนุนแบบหน้ากระดาน (Across the Board) คืออุดหนุนทุกคน ปัจจุบันการอุดหนุนราคาแอลพีจีทำโดยผ่านกองทุนน้ำมันฯ และอุดหนุนเฉพาะการนำเข้ากับราคาหน้าโรงกลั่นฯเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับภาคปิโตรเคมีเลย ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่า กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาแอลพีจีให้กับภาคปิโตรเคมี ทำให้ภาคปิโตรเคมีซื้อวัตถุดิบได้ถูกกว่าตลาดโลก 40% จึงไม่เป็นความจริง แต่ถ้าถามว่า ภาคปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซในประเทศได้ถูกกว่าการนำเข้าจริงไหม ผมก็ต้องตอบว่า จริงครับ และสิ่งนี้ก็คือข้อได้เปรียบของการที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทยที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเป็นวัตถุดิบยังไงล่ะครับ เราถึงแข่งขันกับเขาได้ แล้วอย่างนี้ยังมีคนจะพยายามเสือกไสไล่ส่งให้เขาไปนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมาผลิต ทำให้ข้าวของแพงขึ้น แล้วเอาก๊าซในประเทศไปผลาญกันในราคาถูก ๆ มันจะช่วยให้เศรษฐกิจของชาติดีขึ้นยังไงครับ และตอบไว้เลยเผื่อมีคนสงสัยนะครับ ว่า ราคาแอลพีจีที่ภาคปิโตรเคมี ซื้อจากโรงแยกก๊าซแพงกว่าที่ภาคประชาชนซื้อแน่นอนครับ !!!
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา ปิโตรเคมีจริงหรือ? – พลังงานรอบทิศ -

ดับฝันเด็กจบใหม่ไร้งานทำ ชี้อย่าเลือกงานเร่งเพิ่มทักษะ
เป็นเรื่องปกติของทุกปี ณ ช่วงเวลานี้ จะมีบัณฑิตจบใหม่เข้ามาสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยหลายแสนคน โดยปี 57 ทาง “กรมการจัดหางาน” มองว่า จะมีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานรวม 547,853 คน โดยส่วนใหญ่เป็นปริญญาตรี 336,879 คน คิดเป็นสัดส่วน 61.49% รองลงมา คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และอนุปริญญา 74,550 คน สัดส่วน 13.61% มัธยมศึกษาปีที่ 3 64,604 คน สัดส่วน 11.79% ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.ปีที่ 3) 48,884 คนสัดส่วน 8.92% มัธยมศึกษาปีที่ 6 22,936 คนสัดส่วน 4.19% แต่ปีนี้สัญญาณเตือนวิกฤติแรงงานไทย…จ่อตกงานเริ่มส่งสัญญาณดังถี่และชัดขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากสารพัดโพลของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และหลายหน่วยงานสำคัญ ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจโดยตรงระบุชัดแล้วว่า ปีนี้นักศึกษาจบใหม่มีสิทธิตกงานหลักแสนคนจากเหตุใหญ่เศรษฐกิจชะลอทำให้ผู้ประกอบการเบรกเอี๊ยดแผนการลงทุนแทบจะทั้งหมดทำได้เพียงประคองกิจการและเมื่อลงทุนไม่เกิดการจ้างงานใหม่ ก็ย่อมไม่เกิดเช่นกัน ผลกรรมเลยตกอยู่ที่ “แรงงานจบใหม่” มีสิทธิวิจัยฝุ่นกันยกใหญ่ทีเดียว คาด ป.ตรีตกงาน 1.6 แสนคน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางนักวิชา การหลายสำนัก ได้ฟันธงแนวโน้มการจ้างงานในปี 57 ออกอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาตลอดโดย “ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้นจากหลายปัจจัยทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทำให้คาดการณ์ว่าปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวต่ำกว่า 3% โดยหลักการแล้วหากจีดีพีโตต่ำกว่า 4% อาจส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1% จากเดิมที่มีประมาณ 0.7-0.8% เท่านั้น ถ้าคิดเป็นจำนวนคนก็จะมีคนว่างงานโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีขึ้นไปประมาณ 150,000–160,000 คน นักวิชาการทีดีอาร์ไอยังย้ำอีกว่า ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อลากยาวไปกลางปี หรือ 1 ปี ผลกระทบของภาคแรงงานจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิตที่อ่อนไหวคือ อุตสาหกรรมและภาคบริการ ที่เป็นแหล่งดูดซับแรงงานแบบเข้มข้นในหลายสาขาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรับจ้างนำชิ้นส่วนมาประกอบจะถูกกระทบมากยิ่งขึ้นต่อเนื่อง ชี้เรียนคณะอะไรส่อตกงาน-ได้งานง่าย? สำหรับภาควิชาของบัณฑิตจบใหม่ที่มีแนวโน้มว่างงานสูงสุด คือ คณะศิลปศาสตร์, บริหารธุรกิจ, มนุษยศาสตร์ ขณะที่คณะที่มีแนวโน้มได้งานทำสูงสุด คือ นิเทศศาสตร์ ซึ่งถือเป็นคณะมนุษย์ทองคำ เพื่อรองรับการเปิดทีวีดิจิตอล, ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในกลุ่มดังกล่าว ที่ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ “เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหา วิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าผลสำรวจของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มีแผนที่จะไม่รับพนักงาน หรือปรับลดปริมาณการรับพนักงานใหม่ลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้นักศึกษาที่จบใหม่ทั้งในระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช.ที่จบการศึกษาในปี 57 ประมาณ 50% มีแนวโน้มจะตกงาน แต่ภาวะแบบนี้ผู้ประกอบการยังมีแผนปลดพนักงานไม่มากเพราะจำเป็นต้องเลี้ยงพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพต้องเก็บไว้รองรับในช่วงเศรษฐกิจฟื้นและการเมืองสงบยกเว้นกลุ่มพนักงานรายวันที่พบว่าเจ้าของกิจการลดหรือไม่ต่อสัญญากลุ่มนี้แล้ว 31.2% เพื่อลดต้นทุนช่วงที่จำหน่ายสินค้าได้ไม่ดีนัก วิกฤติแรงงานรุนแรงเทียบปี 51 ส่วนมุมมองภาคเอกชนซึ่งคลุกคลีกับผู้ประกอบการโดยตรงก็มองไปในทิศทางเดียว และมองภาพรุนแรงกว่าอีกด้วยโดย “พงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์” รองประธานกรรมการบริหารสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองแนวโน้มการจ้างงานในปี 57 ว่าจากความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้กำลังการซื้อภายในประเทศถดถอยอัตราการลงทุนขยายธุรกิจใหม่ ๆ แทบจะหยุดชะงัก รวมทั้งการเกิดสุญญากาศทางการเมืองก็ไม่สามารถอนุมัติงบลงทุนภาครัฐได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อัตราการจ้างงานภายในประเทศจะถดถอยลงมากมีความรุนแรงเทียบได้กับเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 51 คาดว่า ปีนี้จะมีผู้ที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับ ปวช.จนถึงปริญญาตรีจะมีประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้จะมีนักศึกษาถึง 50% หรือประมาณ 150,000 คน จะต้องตกงาน เนื่องจากไม่มีการขยายงานในภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 20 บริษัทยังไม่มีประกาศรับแรงงานใหม่เลย สอดรับกับ “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ถอดด้าม มองว่า จากการสอบถามสมาชิกฯหลาย ๆ อุตสาหกรรม ใน ส.อ.ท.ระบุว่า แนวโน้มการจ้างงานใหม่ยังอยู่ในระดับตํ่ามากเพราะทุกคนชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางแนวโน้มการเมืองซึ่งจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทุกอุตสาหกรรม เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออกก็ยังขยายตัวได้ดี ไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในประเทศโดยตรงจะมีการชะลอการจ้างงานในระดับสูงโดยเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาในรายระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาจจะได้งานช้ากว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับ ปวช. ปวส. ชี้บัณฑิต ป.ตรีจบล้นทุกปี ถ้าพูดถึงปัญหาใหญ่ของแรงงานจบใหม่ โดยเฉพาะแรงงานระดับบนที่จบปริญญาตรีขึ้นไปมักจะต้องว่างงานเป็นจำนวนมาก ทุก ๆ ปีส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณความต้องการในตลาดแรงงานต่ำกว่าปริมาณบัณฑิตที่จบมาอยู่แล้ว โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเคยประเมินความต้องการของตลาดแรงงานในปี 55-59 ว่ามีความต้องการแรงงานระดับบนประมาณ 150,000 คนต่อปีเท่านั้นสวนทางกับจำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ที่คาดว่าจะมีปีละ 300,000-400,000 คน และยิ่งปีนี้เป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีผู้ประกอบการไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ ความต้องการก็จะยิ่งลดลง ปัญหาใหญ่ชอบเลือกงาน ที่สำคัญแรงงานระดับบนมักประสบปัญหาการเลือกงาน!!! มีการคาดหวังกับการเข้าทำงานสูงว่าจะต้องได้เงินเดือนดี ๆ สวัสดิ การดี อยู่ในองค์กรที่มีชื่อเสียงโดยที่ไม่ได้มองว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร ส่วนปัญหาแรงงานระดับกลางถึงระดับล่าง หรือที่จบการศึกษาตั้งแต่ ปวส.ลงมาถึง ป.6 ยังไม่ค่อยประสบปัญหาการว่างงานเนื่องจากยังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะที่จบจากสายวิชาชีพโดยเฉพาะ เช่น ปวช. ปวส. มักไม่ค่อยตกงานเพราะมีอุตสาหกรรมต่าง ๆ รองรับแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่แรงงานระดับล่างยังเป็นที่ต้องการในตลาดเช่นกัน แม้ว่าจะใช้บริการแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากแล้วก็ตามเพราะแรงงานคนไทยในกลุ่มนี้มักอยู่ไม่ทน เปลี่ยนแปลงงานบ่อย บางครั้งเพื่อนร่วมงานเป็นตัวแปรสำคัญในการโยกย้ายงานบ่อยและคนไทยหลาย ๆ คนมักจะเกี่ยงงานหรือเรียกว่าหนักไม่เอาเบาก็ไม่ค่อยสู้ เช่น ทำงานในร้านอาหาร คนไทยมักจะไม่ค่อยทำเพราะเห็นว่า งานหนักมักจะเลือกทำงานในโรงงานมากกว่า จึงทำให้แรงงานในระดับล่าง ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องเพราะมีการเคลื่อนย้ายเข้าออกแรงงานอยู่บ่อย ๆ นักลงทุนหนีฉุดตกงานเพิ่ม อย่างไรก็ตาม “นักวิชาการทีดีอาร์ไอ” ยังระบุถึงปัญหาที่น่าวิตกและคาดว่าจะปรากฏชัดในครึ่งหลังของปี 57 และในปีถัดไป คือผลกระทบจากปัจจัยการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ต่อนักลงทุนในการตัดสินใจชะลอการลงทุนหรือตัดสินใจไม่ลงทุนใหม่ หรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น หรือทำให้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้นตรงจุดนี้ จะมีผลกระทบกับแรงงานมากพอสมควร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรองรับแรงงานมากกว่า 300,000–400,000 คน เพราะหากนักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปแล้วก็จะทำให้แรงงานในประเทศตกงานเช่นกัน แต่บางส่วนอาจจะย้ายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ยังมีความต้องการสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะทำให้วิกฤติดังกล่าวไม่รุนแรงมากนัก ไม่เลือกงาน-สร้างจุดเด่น แม้หลายฝ่ายจะออกมาฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้โอกาสแรงงานจบใหม่จะวิจัยฝุ่นสูง แต่ใช่ว่าจะไม่มีแสงสว่าง โดยแรงงานจบใหม่ทุกคนควรท่องคาถาเดียวกันคือ“ต้องไม่เลือกงาน” เพื่อสะสมประสบการณ์ในภาวะเศรษฐกิจชะลอไปก่อน หรือถ้าใครพอมีกำลังทรัพย์ ไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนเกินไปนัก ก็อาจศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรืออาจจะไปเข้าโครงการอบรมเสริมสร้างทักษะโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ ต้องมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ดีมาก เพราะต่อไปโลกกำลังเปิดกว้างภาษาต่างประเทศจึงสำคัญที่สุดโดยเฉพาะภาษาอังกฤษหรืออาจเสริมภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่นด้วยก็ได้ จะได้เปรียบในเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการหางานคือ ถ้าคุณสมบัติของผู้หางานพร้อมเท่าไรหรือมีอะไรโดดเด่นก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ส่วนคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดเห็นได้จากผลโพลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งสอบถามผู้ประกอบการถึงคุณสมบัติของบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องการมากที่สุดคือ 1. มีความพร้อมในการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนเพิ่ม 2. เป็นเด็กที่มีความขยันและตั้งใจทำงาน 3. มีจริยธรรมและคุณธรรม 4. เก่งภาษาอังกฤษ 5. อดทนและรับแรงกดดัน 6. เก่งภาษาประเทศเพื่อนบ้าน 7. เก่งภาษาจีน 8. มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ฉะนั้น! การเตรียมความพร้อมของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด ถือเป็นจุดใหญ่ที่นักเรียน นักศึกษา ควรให้ความใส่ใจอย่างเข้มข้นเพราะต่อไปยิ่งโลกเปิดการค้าเสรี การเคลื่อนย้ายแรงงานจะยิ่งทำได้สะดวกขึ้น สุดท้ายถ้าใครทำตัวเองไม่พร้อมก็มีสิทธิถูกแรงงานจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาแย่งงานมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้วิกฤติแรงงานจบใหม่ของไทยรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ. จิตวดี เพ็งมาก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดับฝันเด็กจบใหม่ไร้งานทำ ชี้อย่าเลือกงานเร่งเพิ่มทักษะ