เดือน: พฤษภาคม 2014

  • คลังห่วงการเมืองลุกเป็นไฟ

    คลังห่วงการเมืองลุกเป็นไฟ

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีอีก 9 คนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น มีผลกระทบค่อนข้างมากต่อเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าหากสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อต่อไปอีก 3-4 เดือน มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตประเทศลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลและเอกชนไทยปรับเพิ่มขึ้น โดยเบื้องต้นประเมินว่า ฟิทซ์ เรทติ้ง น่าจะเป็นแห่งแรกที่ปรับลดเครดิตของไทย หลังจากนั้น มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ก็จะมีการปรับลดเครดิตประเทศไทยตามมา”ตอนนี้เศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง หากปัญหาการเมืองมีความรุนแรงมากขึ้นอีกก็ลำบากเลย เพราะตอนนี้กระทรวงการคลังทำอะไรเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการเร่งให้ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อ เพราะหากยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงบประมาณปี 2558 เศรษฐกิจปีหน้าของไทยก็คงเข้าสู่ภาวะเผาจริงแน่นอน ซึ่งจะแย่กว่าปีนี้อย่างมาก”  ภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหายาวนาน ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน ทำให้มีหนี้เสียในระบบมากขึ้น เนื่องจากลูกหนี้มีรายได้ลดลง ไม่เพียงพอชำระหนี้ ซึ่งในส่วนนี้ สศค. ได้เรียกผู้บริหารธนาคารรัฐทุกแห่งเข้าหารือ เพื่อให้เร่งรัดปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  ขณะเดียวกันปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ทำให้การบริโภคชะลอตัวลง การลงทุนหยุดชะงัก ซึ่งหากไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มภายในปีนี้ มีโอกาสสูงมากที่จีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตได้ไม่ถึง 2.6% ตามที่เคยประมาณการณ์ไว้ ทั้งนี้ตั้งความหวังว่า ต้องการให้ความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง และควรเร่งรัดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศ เพื่อเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมา รวมถึงจัดทำงบประมาณปี 58 ด้วย ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทย รวมถึงความเชื่อมั่นการลงทุน การบริโภค จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังห่วงการเมืองลุกเป็นไฟ

  • ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 1.65 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 1.65 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยแว่งตัวในแดนลบตลอดการซื้อขายภาคเช้าโดยมีแรงซื้อขายทำกำไรออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นผลจากนักลงทุนอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่นอกจากนี้ยังคงรอการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จะออกมาในวันที่ 10พ.ค. นี้ด้วย ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,385.18จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,371.62 จุดจนมาปิดตลาดที่ 1,377.37 จุด ลดลง 1.65 จุด หรือ 0.12% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 26,099.95 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.จัสมิน                  ปิดที่ 7.90 บาท       ลดลง 0.10 บาท 2.ธ.กสิกรไทย        ปิดที่ 189.00บาท   เพิ่มขึ้น 1.50 บาท 3. อิชิตัน                 ปิดที่ 19.80บาท     เพิ่มขึ้น 0.40บาท 4. ธ.กรุงไทย          ปิดที่ 17.80บาท     ลดลง 0.10 บาท 5. ธ.กรุงเทพ           ปิดที่ 186.50บาท   เพิ่มขึ้น 0.50บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 1.65 จุด

  • คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท

    คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท

    รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า  จากการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ1” ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เม.ย. – 3 พ.ค. ที่ผ่านมาจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน  เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเปิดเทอม  คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 23,900 ล้านบาท ทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีมูลค่า 24,000 ล้านบาท   แบ่งเป็น ค่าเทอม 9,000 ล้านบาท ค่าเรียนกวดวิชา เสริมทักษะต่างๆ 7,000 ล้านบาท ค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน 4,600 ล้านบาท ค่าชุดนักเรียน  อุปกรณ์การเรียน 3,000 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น ค่ารถรับ-ส่งโรงเรียน ค่าชุดกีฬา  300 ล้านบาทสำหรับการวางแผนการใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว   โดยภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น   ส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของค่าเล่าเรียน (ค่าเทอม) และค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน  เช่น เรียนพิเศษในโรงเรียน สอนเสริมทำการบ้าน ค่าเรียนดนตรีหรือกีฬา รวมถึง กิจกรรมระหว่างปีการศึกษา เช่น ซัมเมอร์แคมป์  ส่วนภาระค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มลดลง เช่น  ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน รวมถึงการเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆนอกจากนี้ ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ระบุว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสำหรับการศึกษาของบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น 42%  รองลงมาคือ ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น 22 %  และเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่ได้รับลดลง 15%  สำหรับทางเลือกกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ กว่า44%  เลือกที่จะนำเงินออมหรือเงินเก็บที่สำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมาใช้ รองลงมา คือ การกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน 16%  ยืมญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท  14%  และโรงรับจำนำ  12% “ปัญหาทางด้านกำลังซื้อของผู้ปกครองที่ยังคงชะลอตัวในปัจจุบัน ทำให้ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่เนื่องจากปีนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเทอมและค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องจ่าย ส่งผลให้ผู้ปกครองพยายามประคับประคองและจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือมีการปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น การลดค่าใช้จ่ายในส่วนของชุดนักเรียนลงเหลือเพียง 1-2 ชุดต่อคน จากเดิมที่อาจจะซื้อ 3-4 ชุด เป็นต้น”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท