สิงห์อมควันเซ็งจิต บุหรี่นอกปรับขึ้นราคาอีก 1-2 บาทต่อซอง ด้านสรรพสามิต เผย ทำได้โดยไม่ต้องแจ้ง แต่ต้องเหมาะสม โยนสรรพากรลุยตรวจสอบ เรียกเก็บภาษีแวต ขณะ สสส.เผยสถิติปี 56 ทั่วโลก ตายด้วยโรคจากบุหรี่ ถึง 6 ล้านคน ส่วนพี่ไทย ไม่น้อยหน้า ตายเฉลี่ยวันละ 142 คน หรือชั่วโมงละ 6 คนเมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทบุหรี่ต่างประเทศได้มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่ประมาณซองละ 1-2 บาท สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตรับทราบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกประกาศราคาขายปลีกบุหรี่ไปแล้ว ทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถปรับขึ้นราคาขายปลีกได้เองตามเหตุผลต่าง ๆ อาทิ ต้นทุนการผลิต การขนส่ง เป็นต้น แต่การดำเนินการทั้งหมดคงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ หลังมีการปรับขึ้นราคา คงเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูและตรวจสอบในเรื่องการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดยเฉพาะเก็บภาษีจากราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้น ให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้“การปรับขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่นำเข้านั้น ขณะนี้คงไม่ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตรับทราบแล้ว เพราะได้ยกเลิกประกาศไปแล้ว และบุหรี่นำเข้าต่าง ๆ ก็ได้มีการสำแดงราคานำเข้าที่ปัจจุบันได้เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบราคาสำแดงให้สะท้อนต้นทุนและความเป็นจริงมากที่สุดไปแล้ว ขณะที่บุหรี่ของไทยก็มีการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน ทุกอย่างครอบคลุมหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อมีการปรับขึ้นราคาขายปลีก ก็คงเป็นสรรพากรที่จะไปเก็บภาษีจากราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้น” นายสมชาย กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ปัจจุบันสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาการสูบบุหรี่นับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งผู้สูบและผู้อยู่ใกล้ชิด ก่อให้เกิดโรคที่ก่ออันตรายคุกคามต่อชีวิต สถิติพบว่าปี 2556 มีประชากรโลก 6 ล้านคน ตายด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ เพราะสารต่าง ๆ ในบุหรี่ทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปอด ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด ถุงลมโป่งพอง เส้นโลหิตแดงแข็งตัวและตีบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มะเร็งไต มะเร็งริมฝีปาก และมะเร็งหลอดลม โดยสถิติของสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค พบว่าคนไทยที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดรวม 13 ล้านคน อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า มีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นราว 200,000-300,000 คนต่อปีนอกจากนี้ คนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละประมาณ 52,000 คน เฉลี่ยวันละ 142 คน ชั่วโมงละ 6 คน โดยสูบบุหรี่จากโรงงานอย่างเดียวมากที่สุด 5.1 ล้านคน รองลงมาคือบุหรี่มวนเอง 4.7 ล้านคน ผู้ที่อยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขต 1.4 เท่า ที่น่าเป็นห่วงคือผลสำรวจยังพบว่ามีคนไทยที่สูดควันบุหรี่มือสองในตลาดสดหรือตลาดนัดมากที่สุด 68.8% ในบ้าน 36% และที่ทำงาน 30.5%.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สิงห์อมควันเซ็ง ราคา’บุหรี่นอก’ขึ้นซองละ1-2บ.
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

สิงห์อมควันเซ็ง ราคา’บุหรี่นอก’ขึ้นซองละ1-2บ.
-

สรรพสามิตไฟเขียวขึ้นราคาบุหรี่นอก 1-2 บาท
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทบุหรี่ต่างประเทศได้ปรับราคาขายปลีกบุหรี่ซองละ 1-2 บาท สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตรับทราบแต่อย่างใด เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกประกาศราคาขายปลีกบุหรี่ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถปรับขึ้นราคาขายปลีกได้เอง ตามเหตุผลต่าง ๆ อาทิ ต้นทุนการผลิต การขนส่ง เป็นต้น แต่การดำเนินการทั้งหมดคงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมด้วยทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทบุหรี่ต่างประเทศมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกดังกล่าวแล้ว คงเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะเข้าไปดูและตรวจสอบในเรื่องการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดยเฉพาะเก็บภาษีจากราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้น ให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้“การปรับขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่นำเข้านั้น ขณะนี้คงไม่ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตรับทราบแล้ว เพราะได้ยกเลิกประกาศไปแล้ว และบุหรี่นำเข้าต่าง ๆ ก็ได้มีการสำแดงราคานำเข้าที่ปัจจุบันได้เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบราคาสำแดงให้สะท้อนต้นทุนและความเป็นจริงมากที่สุดไปแล้ว ขณะที่บุหรี่ของไทยก็มีการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน ทุกอย่างครอบคลุมหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อมีการปรับขึ้นราคาขายปลีก ก็คงเป็นสรรพากรที่จะไปเก็บภาษีจากราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้น”รายงานข่าวจากบริษัทบุหรี่ต่างประเทศ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.57 บริษัทบุหรี่ต่างประเทศ ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นซองละ 1-2 บาท โดยการปรับขึ้นราคาขายปลีกดังกล่าวบริษัทฯ ได้มีการหารือกันมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ได้มีการตรึงราคาขายไว้ก่อน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บริโภคผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาการสูบบุหรี่นับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งผู้สูบและผู้อยู่ใกล้ชิด ก่อให้เกิดโรคที่ก่ออันตรายคุกคามต่อชีวิต สถิติพบว่าประชากรโลก 6 ล้านคน ตายด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ เพราะสารต่าง ๆ ในบุหรี่ทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปอด ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด ถุงลมโป่งพอง เส้นโลหิตแดงแข็งตัวและตีบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มะเร็งไต มะเร็งริมฝีปาก และมะเร็งหลอดลม โดยสถิติของสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค พบว่าคนไทยที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดรวม 13 ล้านคน อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า มีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นราว 200,000-300,00 คนต่อปีนอกจากนี้ คนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละประมาณ 52,000 คน เฉลี่ยวันละ 142 คน ชั่วโมงละ 6 คน โดยสูบบุหรี่จากโรงงานอย่างเดียวมากที่สุด 5.1 ล้านคน รองลงมาคือบุหรี่มวนเอง 4.7 ล้านคน ผู้ที่อยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขต 1.4 เท่า ที่น่าเป็นห่วงคือผลสำรวจยังพบว่ามีคนไทยที่สูดควันบุหรี่มือสองในตลาดสดหรือตลาดนัดมากที่สุด 68.8% ในบ้าน 36% และที่ทำงาน 30.5%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพสามิตไฟเขียวขึ้นราคาบุหรี่นอก 1-2 บาท -

ธ.ก.ส.หาช่องทางจัดทำบัตรเครดิต
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารกำลังศึกษาถึงแนวทางจัดทำบัตรเครดิต ธ.ก.ส. เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารนำไปใช้บริการรูดซื้อสินค้าในประเทศ และต่างประเทศเช่นเดียวกับบัตรเครดิตทั่วไปของสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในด้านกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดไวัทุกประการ ทั้งนี้ จากการหารือผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน มีรายได้เป็นหลักแหล่ง รวมถึงจะพิจารณาจากลูกค้าที่มีการศึกษา มีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับของเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตามธนาคารจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในแต่ละรายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมในด้านระบบการทำงานคอร์แบงก์กิ้งกับวีซ่าในระยะต่อไปด้วย รวมถึงการที่ ธ.ก.ส.จะออกบัตรเครดิตให้กับเกษตรกรนั้น จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรด้วย นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เจรจากับเครดิตบูโรที่จะส่งฐานข้อมูลลูกค้าเกษตรกรเข้าเครดิตบูโร โดยขอแบ่งทำเป็น 3 ช่วง ระยะเวลา 3 ปี ซึ่งช่วงแรกจะส่งเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินกู้มากกว่า 1 ล้านบาท ประมาณ 10,000 รายก่อน เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งมีรายได้ที่สูงและค่อนข้างมั่นคง “ธนาคารยังได้พิจารณาถึงเรื่องจะรวมบัตรเครดิตที่กำลังศึกษา และบัตรสินเชื่อเกษตรกรให้มีสิทธิประโยชน์ การใช้งาน รวมให้เป็นในบัตรเดียว หรือจะแยกเพื่อให้มีความแตกต่าง ให้ลูกค้ามีความหลากหลายในการเลือกรับบริการของธนาคาร โดยจะต้องสรุปอีกครั้งว่าจะเป็นไปในทิศทางใด” สำหรับบัตรสินเชื่อเกษตรกรที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 4 ล้านใบ มียอดใช้ผ่านบัตร 28,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปี 57 ตั้งเป้าหมายให้ยอดบัตรสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 200,000 ใบ เป็น 4.2 ล้านใบ แต่เป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา เนื่องจากมีเกษตรกรที่สนใจน้อยลง ซึ่งเชื่อว่าบัตรสินเชื่อเกษตรดังกล่าวยังสามารถช่วยชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรูดซื้อสินค้าเพื่อนำมาเป็นปัจจัยในการผลิตในฤดูกาลใหม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.หาช่องทางจัดทำบัตรเครดิต