สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา คือหนึ่งในสิทธิผู้บริโภคที่พึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ เพราะปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนมากได้ถูกละเมิดสิทธิสาเหตุมาจากไม่ทราบถึงสิทธิของตนเอง ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง สคบ. จะขอบอกกล่าวเกี่ยวกับธุรกิจที่มีการควบคุมสัญญาที่ผู้บริโภคควรทราบเพื่อที่ผู้บริโภคจะได้ปกป้องสิทธิและได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา มีดังนี้ (1) ธุรกิจบัตรเครดิต เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค เช่น ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บัตรเครดิตทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน การยกเลิกสัญญาหรือการใช้บัตรชั่วคราวผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเหตุผลให้ทราบ (2) ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักร ยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา การยึดรถคืนได้ต่อเมื่อท่านผิดนัดชำระค่างวดติดต่อกัน 3 งวด และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวให้นำเงินที่ค้างไปชำระในเวลาอย่างน้อย 30 วัน (3) ธุรกิจขายห้องชุด เป็นธุรกิจที่ควบ คุมสัญญา โดยกำหนดให้ระบุหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาและหน้า ที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์เมื่อใด นอกจากนี้ยังต้องระบุวัสดุประเภทต่าง ๆ ที่นำมาก่อสร้าง รวมทั้งห้ามใช้ข้อความที่เป็นการยก เว้นหรือจำกัดความรับผิดชอบที่เกิดจากความผิดของผู้ประกอบธุรกิจ (4) ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อน ที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา สาระสำคัญที่ควบ คุม เช่น ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องส่งใบแจ้งการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันครบกำหนดชำระและผู้บริโภคมีสิทธิขอรับใบแจ้งรายการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่เดียวกันโดยไม่ต้องเสียค่า ใช้จ่าย เป็นต้น (5) ธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงิน เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยกำหนดให้ข้อสัญญาต้องสามารถอ่านได้ชัด เจน ตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร หากมีเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบเป็นหนังสือในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน (6) ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยกำหนดให้บอกรายละเอียดของสินค้า รวมถึงสภาพว่าเป็นสินค้าใหม่หรือใช้แล้ว ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อชำระภายในเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง เป็นต้น (7) ธุรกิจขายรถยนต์ที่มีการจอง เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อสัญญาที่ระบุยี่ห้อ รุ่น ปีที่ ผลิต อุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม สิทธิประโยชน์ จำนวนเงินหรือสิ่งที่ได้รับไว้เป็นมัดจำ ราคาจำหน่าย ฯลฯ นอกจากนี้ผู้บริโภคสามารถบอกเลิกสัญญาเมื่อผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามรายละเอียดที่ระบุไว้ และเมื่อเลิกสัญญาแล้วผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินจองหรือสิ่งที่รับไว้เป็นมัดจำภายในสิบห้าวัน หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนและละเมิดสิทธิของผู้บริโภคดังกล่าวข้างต้น เช่น ไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญา และแบบถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิสามารถร้อง เรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ที่ผู้บริโภคควรรู้ – ไขปัญหาผู้บริโภค
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ที่ผู้บริโภคควรรู้ – ไขปัญหาผู้บริโภค
-

จี้นายกฯปูเร่งขึ้นแอลพีจีขนส่ง
นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ (สนพ.) เปิดเผยว่า นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้รายงานในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานว่า มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภาคขนส่ง ให้เท่ากับภาคครัวเรือน เนื่องจากปัจจุบันราคาแอลพีจี ภาคขนส่ง อยู่ที่กก.ละ 21.38 บาท ขณะที่ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 22.63 บาท ราคาต่างกันกก.ละ 1.25 บาท เกรงว่า จะมีการลักลอบนำก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งไปขายในภาคครัวเรือน นอกจากนี้ต้องเร่งดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนแม่เมาะหน่วยที่ 4-7 กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า หลังจากทั้ง 2 เรื่อง ยังไม่ได้ดำเนินการตามแผน เพราะไม่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาอนุมัติ ซึ่งทางน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สั่งการให้นำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้านกฎหมายว่า จะดำเนินการใดๆ ได้บ้าง และจะนำเข้าหารือกับคณะกรรมการการลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 20 พ.ค. ต่อไป “ ตอนนี้กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างหาแนวทางลดผลกระทบจากการขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ให้กับกลุ่มแท็กซี่ โดยจะสำรวจว่า มีแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซแอลพีจี เป็นเชื้อเพลิงเหลือเท่าไร จากที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ 10,000 คัน แล้วนำตัวเลขมาพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม” สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น อาจจะเป็นการนำโครงการอุดหนุนการเปลี่ยนเครื่องยนต์แอลพีจี เป็นก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) มูลค่า 20,000 บาทต่อคันมาใช้ใหม่ โดยจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน หรืออาจตรึงราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ให้กับกลุ่มแท็กซี่ออกไปก่อน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะหารือกับสมาคมแท็กซี่ในสัปดาห์หน้า เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กพช.) เพื่อขออนุมัติต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้นายกฯปูเร่งขึ้นแอลพีจีขนส่ง -

บีโอไอเร่งอนุมัติโครงการทุกสัปดาห์
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมประชุมทุกสัปดาห์ โดยจะประชุมนัดแรกวันที่ 8 พ.ค. นี้ อนุมัติโครงการที่มีมูลค่าการลงทุน 200-750 ล้านบาท และกลั่นกรองโครงการลงทุนมูลค่าสูงกว่า 750 ล้านบาท เพื่อส่งเข้าบอร์ดชุดใหญ่อนุมัติต่อไป คาดว่า จะสามารถอนุมัติโครงการได้สัปดาห์ละ 30 โครงการ ใช้เวลา 3 – 4 เดือน จะอนุมัติโครงการที่ยังค้างอยู่ 407 โครงการ มูลค่า 721,001 ล้านบาท ได้ทั้งหมด “บอร์ดบีโอไอชุดใหญ่ ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ให้นโยบายในที่ประชุมว่า ให้เร่งประชุมบอร์ดถี่ขึ้นเพื่ออนุมัติโครงการที่ขอยื่นส่งเสริมการลงทุนเข้ามายังบีโอไอให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางอนุกรรมการฯ จะเริ่มประชุมนัดแรกวันที่ 8 พ.ค. นี้ และจะประชุมทุกสัปดาห์ เพื่ออนุมัติโครงการที่อยู่ในขอบเขตอำนาจอนุมัติได้ออกมาให้มากที่สุด และกลั่นกรองโครงการที่มูลค่าเกินกว่า 750 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 136 โครงการมูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านบาทส่งให้บอร์ดใหญ่อนุมัติ คาดว่า ไม่เกิน 3-4 เดือนก็สามารถอนุมัติโครงการที่ยื่นค้างอยู่ได้ทั้งหมด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอเร่งอนุมัติโครงการทุกสัปดาห์