เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ดึงนักศึกษาปั้นแผนธุรกิจลุยอาเซียน

    ดึงนักศึกษาปั้นแผนธุรกิจลุยอาเซียน

    นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ จัดทำโครงการ “เออีซี บิสสิเนส แพลน” เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา จากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เข้าร่วมแข่งขันในการนำเสนอแผนธุรกิจ และกลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งรุกและรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่สนใจสามารถนำแผนดังกล่าวไปใช้ในการขยายธุรกิจ หรือการรับมือกับการเปิดเออีซี เนื่องจากเอสเอ็มอีหลายรายแม้มีประสบการณ์แต่ยังไม่มีแผน“นักศึกษาจะมีความรู้ในเรื่องทฤษฎีและทางวิชาการ เมื่อมีการทำแผนธุรกิจที่แปลกๆ และแตกต่างจากแผนธุรกิจทั่วไปก็จะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเอสเอ็มอีที่หลายรายยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรทั้งๆที่มีประสบการณ์ลงทุนและมีเงินจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว”สำหรับแผนธุรกิจที่ได้รับการคัดเลือก จะใช้เผยแพร่ให้ความรู้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี และผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อปรับใช้ในการต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบ ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการขยายกิจการไปลงทุนในตลาดอาเซียนอีก 9 ประเทศ รวมถึงการใช้เป็นแผนการปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศในการสร้างความเข้มแข็งรับการเปิดเออีซีทั้งนี้ นักศึกษาสามารถส่งแผนฯเข้าประกวดระหว่างวันที่ 2 พ.ค. – 30 มิ.ย. 57 แล้วทำการคัดเลือกระดับภูมิภาคจาก 4 ภูมิภาคเหลือให้เหลือ 10 ทีม ภายในเดือน ก.ค. เพื่อเข้ามาแข่งขันการเสนอแผนฯในรอบสุดท้ายในกรุงเทพฯ ชิงเงินรางวัลรวม 200,000 บาท ในเดือน ส.ค. นี้“หลักเกณฑ์การจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อเข้าประกวด ต้องจัดทำเป็นรายสาขาหรือกลุ่ม วิสาหกิจชุมชน หรือ อุตสาหกรรม หรือ ธุรกิจ เน้นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน รองรับเปิดเออีซี เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตลาดการค้า การลงทุน ไปอาเซียน”น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า จากกรณีที่ผู้ขอรับบริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่พิมพ์ออกผ่านสาขาธนาคาร มีความคลางแคลงใจถึงความถูกต้อง และน่าเชื่อถือ หรือไม่นั้น กรมฯได้ ขอชี้แจงว่า หนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่พิมพ์ออกผ่านสาขาธนาคารพันธมิตร 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย ออมสิน กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ ธนชาต จำนวนรวมกว่า 3,900 สาขาทั่วประเทศ เป็นหนังสือที่นายทะเบียนได้คัดลอกเนื้อความและรับรองความถูกต้องแล้ว“โดยนายทะเบียนจะลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบสิ่งพิมพ์ออก ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ “สพธอ.” และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระบบการพิมพ์ออกจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนั้น หนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่พิมพ์ออกผ่านสาขาธนาคาร จึงเป็นเอกสารต้นฉบับที่สามารถใช้อ้างอิงได้ตามกฎหมาย มีความถูกต้อง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงนักศึกษาปั้นแผนธุรกิจลุยอาเซียน

  • เอสเอ็มอีจ่อเลิกจ้างงาน

    เอสเอ็มอีจ่อเลิกจ้างงาน

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรีผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี เปิดเผยถึงผลสำรวจผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี 900 กิจการในไตรมาส 1/57 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในปัจจุบันอยู่ที่37.6 จากเดิมในไตรมาส 4/56 อยุ่ที่ 4.09เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจด้านรายได้ของธุรกิจ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่51.1 จากเดิมอยู่ที่ 58.4 เพราะผู้ประกอบการเห็นว่าต้นทุนธุรกิจเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานค่าไฟฟ้า และค่าแก๊สแอลพีจีที่มีราคาเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ทำให้ต้องแบกระต้นทุนไว้เอง ส่วนดัชนีฯ ผลประกอบการในปัจจุบันอยุ่ที่45.2 และดัชนีฯ ผลประกอบการใน 3เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 63.2ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องปัจจัยทางการเมืองมากที่สุดถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการในกรุงเทพ ฯ กังวลมากกว่าต่างจังหวัด และต้องจับตาคดีทางการเมืองที่จะตัดสินในเดือนพ.ค.นี้ว่าผลที่ออกมาจะทำให้การเมืองมีความร้อนแรงหรือไม่โดยหากรุนแรงจะทำให้ผู้ประกอบการวิตกด้านการเมืองมากขึ้น และถ้าปัญหาการเมืองลากยาวจะส่งผลให้ผู้ประกอบการลดการให้โอทีและมีผลต่อการจ้างงานในปลายปีแน่นอน ส่วนปัจจัยที่กังวลรองลงมาคือเศรษฐกิจการจัดการธุรกิจและต้นทุน“แม้ผู้ประกอบการจะประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นแต่หากสถานการณ์ยังไม่ได้ข้อยุติและยืดเยื้อ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัวโดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนที่ค่อนข้างหดตัวรุนแรงจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักลงทุน”อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายภูมิภาคพบว่ากรุงเทพและปริมณฑลมีระดับความเชื่อมั่นต่ำกว่าภาคอื่นเพราะได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรงขณะที่ภาคใต้มีระดับความเชื่อมั่นต่ำสุดเมื่อเทียบภาคอื่น ๆผลจากราคายางพาราที่มีแนวโน้มชะลอลงตลอดตั้งแต่ปี 2556 แต่ภาคตะวันออก ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง3 ไตรมาส เพราะภาคการผลิตและการค้าที่ฟื้นตัวจากการส่งออกและการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกยังอยู่ในทิศทางที่สดใสนอกจากนี้อยู่ระหว่างประเมินตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี57ใหม่ คาดจะเหลือเหลือต่ำกว่า 2%จากเดิมประเมินไว้ว่าจีดีพีโต2.9%เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส1/57 มีโอกาสที่จะไม่ขยายตัว แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วและน่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส2/57 และไตรมาส 3/57 ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองเป็นหลักว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใดเพราะหากได้ข้อยุติความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็กลับคืนมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีจ่อเลิกจ้างงาน

  • กองทุนฯกสทช.ตั้งกรอบ 500 ลบ.เปิดให้หน่วยงานยื่นขอรับทุน

    กองทุนฯกสทช.ตั้งกรอบ 500 ลบ.เปิดให้หน่วยงานยื่นขอรับทุน

    วันนี้(2เม.ย.) ที่อาคารหอประชุม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.เปิดเผยว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ(กทปส.)ได้เห็นชอบกรอบวงเงินจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา สมาคม และมูลนิธิต่างๆ เข้ามาขอร่วมสนับสนุนโครงการของกองทุนฯระหว่างวันที่ 1 – 30 พ.ค.57 โดยการดำเนินครั้งนี้จะมีความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำหรับหน่วยงานที่จะเข้ามายื่นขอรับการสนับสนุนเงินในการดำเนินงานต้องสอดคล้องวัตถุประสงค์ของกองทุน 4 ด้าน คือ 1. ด้านการจัดให้มีบริการที่ทั่วถึง 2. ด้านการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรการสื่อสารเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาศ 3. ด้านการพัฒนาบุคลกร และ4.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้แต่ละโครงการที่เสนอเข้ามากรอบวงเงินต้องไม่เกิน10 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 2 ปี ซึ่ง กทปส. จะเฉลี่ยกรอบวงเงินให้เท่าๆกันในทุกๆด้านอย่างไรก็ตามสำหรับโครงการดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 โดยในปี 2556 นั้น กองทุนฯได้สนับสนุนจำนวน 10 โครงการ เป็นวงเงิน 32 ล้านบาท โดยโครงการต้องเน้นสังคม และประโยชน์สาธารณะ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในขณะเดียวกันความคืบหน้าการพิจารณามูลค่าคูปองเงินสดส่วนลดสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์ดิจิตอลเตรียมที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯในวันที่ 6 พ.ค. นี้ และจากนั้นจะนำเสนอที่ประชุม กสทช.ในวันที่ 12 พ.ค. ต่อไป หลังจากนั้นจึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนการแจกจ่ายคูปองได้ช่วงประมาณปลายเดือนมิ.ย.– เดือน ก.ค. นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กองทุนฯกสทช.ตั้งกรอบ 500 ลบ.เปิดให้หน่วยงานยื่นขอรับทุน