วันนี้(27 พ.ค.) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่า หลังจากที่ คณะรักษาความสงบห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งให้กระทรวงไอซีทีดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาตินั้นกระทรวงไอซีที ได้ร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกองทับบก และผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรททางเทคโนโลยีสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานกำกับดูแลการใช้อินเทอน์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นโดยมีตนเป็นหัวหน้าคณะทำงานทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวจะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์การใช้เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เป็นการกระทำความผิดตามประกาศคสช.โดยเมื่อพบการฝ่าฝืนตามประกาศกระทรวงไอซีทีจะดำเนินการปิดกั้น และส่งข้อมูลให้คณะทำงานด้านฝ่ายสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดส่งลิงค์ข้อความที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เข้าสู่ศาลทหารดำเนินการต่อผู้ที่กระทำความผิดโดยระวางโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นหรือทั้งจำทั้งปรับตามพรบ.ประกาศของกฏอัยการศึกทันทีนายสุรชัย กล่าวว่าสำหรับการสกัดกั้นและเอาผิดกับผู้ใช้งานไลน์ Facebook และทวิตเตอร์ที่มีบานข้อมูลลูกค้ารายบุคลลอยู่ต่างประเทศนั้นหากพบมีการเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม กระทรวงจะประสานงานกับผู้ให้บริการทันที เพื่อขอความร่วมมือให้ดำเนินคดีกับผู้ใช้งานดังกล่าวทันทีซึ่งการดำเนินการอาจต้องใช้เวลาประสานงาน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีเหมือนกับการปิดเว็บไซต์ไม่เหมาะสมต่างๆทั้งนี้ ถ้ายังปิดไม่ได้จะต้องใช้มาตรการอื่นๆ ต่อไป “วันนี้ได้เชิญผู้ประกอบไอเอสพีมาร่วมหารือเพื่อให้ช่วยตรวจสอบลูกค้าถ้ามีสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าข่ายผิดกฏหมายจะสั่งการได้เลย ซึ่งหากยังพบว่ามีการร้องเรียนมายังกระทรวงไอซีทีฝ่ายคดีจะสืบค้นจากไอเอสพีโดยตรง และนำไปสู่การปราบปรามผู้กระทำ สำหรับจำนวนเว็บไซต์ที่มีเนื้อหายุงยงปั่นป่วนสร้างความแตกแยกขัดต่อประกาศ คสช.ระหว่างวันที่ 20 พ.ค.57 -27พ.ค.57 กระทรวงไอซีทีได้ปิดไปแล้วทั้งสิ้น 219 เว็บไซต์”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอซีที ปิดเว็บยั่วยุขัดต่อประกาศคสช.ไปแล้ว 219 เว็บ
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ไอซีที ปิดเว็บยั่วยุขัดต่อประกาศคสช.ไปแล้ว 219 เว็บ
-

แบบเสริมเหล็กโครงสร้างบ้านปูนต้านแผ่นดินไหว ตอนที่ 1
บทเรียนหนึ่งที่ได้รับจากความเสียหายของโครงสร้างนับพันหลังคาเรือนจากเหตุแผ่นดินไหวเชียงรายคือ โครงสร้างบ้านเรือนที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมเป็นสาเหตุหลักให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายเนื่องจากชาวบ้านก่อสร้างบ้านกันตามความเข้าใจของตัวเองหรือลอกเลียนแบบจากบ้านข้างเคียง โดยเน้นที่ราคาประหยัดเป็นหลักจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม หน่วยงานราชการจึงควรจัดหาแบบบ้านมาตรฐานต้านแผ่นดินไหวเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นตัวอย่างในการก่อสร้างบ้านให้ปลอดภัยสำหรับบทความนี้จะขอเสนอตัวอย่างการเสริมเหล็กในโครงสร้างบ้านปูนเพื่อต้านแผ่นดินไหวโดยมีรายละเอียดของ คาน เสา ข้อต่อระหว่างคานและเสา และการทำของอที่ปลายเหล็กปลอกดังนี้ 1. แบบเสริมเหล็กคาน บริเวณที่ต้องเสริมเหล็กให้แข็งแรงคือบริเวณปลายคานทั้งสองด้านดังนั้นการเสริมเหล็กปลอกในคานจะแบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ 1. บริเวณปลายคานวัดออกมาจากเสาสองเท่าของความลึกคานให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน หนึ่งในสี่ของความลึกคาน และ 2. บริเวณกลางคานให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกินครึ่งหนึ่งของความลึกคาน เช่น คานลึก 40 ซม.ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกิน 10ซม. (หรือหนึ่งในสี่ของความลึกคาน) ในระยะ 80ซม. จากปลายคานทั้งสองด้าน ส่วนบริเวณตรงกลางใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของความลึกคาน) 2. แบบเสริมเหล็กเสา บริเวณที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือปลายเสาทั้งด้านบนและด้านล่าง การเสริมเหล็กปลอกในเสาจึงแบ่งเป็น 2บริเวณเช่นกัน คือ 1. บริเวณปลายเสาวัดออกมาเป็นระยะ 50ซม. ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสา และ 2. บริเวณกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกินขนาดเสา เช่น เสาหน้าตัด 20×20 ซม.ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. ในระยะ 50ซม. ที่ปลายบนและล่าง ให้มีระยะเรียงไม่เกิน 10ซม. (หรือครึ่งหนึ่งของขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 7.5ซม. ส่วนบริเวณตรงกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6มม. วางเรียงกันไม่เกิน 20 ซม. (ขนาดเสา) แต่แนะนำให้ใช้เพียง 15ซม. ซึ่งดีกว่ามาตรฐานในขณะที่เสาตอม่อหรือเสาใต้ถุนบ้านให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของขนาดเสาตลอดความสูงของเสา รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศรองเลขาธิการสภาวิศวกร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว”สกว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบบเสริมเหล็กโครงสร้างบ้านปูนต้านแผ่นดินไหว ตอนที่ 1 -

คลังรายได้วูบไป4หมื่นล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 57 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.006 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 43,801 ล้านบาท หรือ 3.9% โดยมีสาเหตุหลักจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการปรับลดอัตราภาษี และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการซื้อรถยนต์ในประเทศชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจ และการส่งมอบรถยนต์สำหรับโครงการรถคันแรกได้เกือบครบทั้งโครงการแล้วขณะที่ การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 1.579 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 27,986 ล้านบาท หรือ 1.8% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 513,217 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 36,137 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 549,354 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 155,160 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 394,194 ล้านบาท โดยเงินคงคลัง สิ้นเดือนเม.ย. อยู่ที่ 209,730 ล้านบาททั้งนี้ การเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สำคัญช่วง 7 เดือนของงบประมาณปี 57 ได้แก่ รายจ่ายเงินอุดหนุนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 188,823 ล้านบาท รายจ่ายเงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ 109,435 ล้านบาท รายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 102,831 ล้านบาท และรายจ่ายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 82,770 ล้านบาท“ช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ ระดับเงินคงคลังที่สูงกว่า 200,000 ล้านบาท รวมทั้งสภาพคล่องที่เข้มแข็ง จากวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล และวงเงินการบริหารเงินสดจะเป็นปัจจัยสำคัญให้รัฐบาลสามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง”สำหรับเดือน เม.ย.57 รัฐบาลขาดดุลเงินสด 28,937 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 62,009 ล้านบาท ขณะที่ดุลเงินนอกงบประมาณเกินดุล 33,072 ล้านบาท โดยฐานะการคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 133,816 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2,187 ล้านบาท และมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 195,825 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกัน ปีที่แล้ว 15,461 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สำคัญในเดือนนี้ ได้แก่ รายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 27,726 ล้านบาท รายจ่ายเงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ 12,913 ล้านบาท รายจ่ายเงินอุดหนุนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 11,880 ล้านบาท และรายจ่ายชำระหนี้กระทรวงการคลังของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ 10,477 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังรายได้วูบไป4หมื่นล้าน