นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยภายหลังงานสถาปนาครบรอบ 81 ปี กรมธนารักษ์ ว่า ขณะนี้ กรมฯเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ของกรมต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งการเร่งหารายได้เพิ่ม ซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถนำส่งรายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,000 ล้านบาท และเตรียมยกระดับให้ไทยเป็นแหล่งผลิตเหรียญขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน สอดรับกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เปิดให้มีการนำเงินไทยออกนอกประเทศได้มากขึ้น รวมถึงแก้กฎกระทรวงเพื่อเพิ่มจุดรับแลกเหรียญในพื้นที่อื่น เช่น ห้างสรรพสินค้า เนื่องจากทางกระทรวงการคลังไม่ต้องการให้ผลิตเหรียญเพิ่มทุกปี แต่ให้ใช้วิธีการบริหารจัดการเหรียญในระบบแทน นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดประมูลผู้รับเหมาโครงการบ้านผู้สูงอายุที่เชียงใหม่, การพัฒนาพื้นที่เรือนจำคลองเปรม 400 ไร่ สร้างศูนย์ราชการแห่งที่ 2 ซึ่งมีความคืบหน้ามากกว่า 50%, สำหรับที่ราชพัสดุของทหารที่เคยเป็นจุดที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ก็ยังไม่ได้มอบหมายให้ไปสร้างด้านอื่น สำหรับความคืบหน้าเรื่องการตั้งกองทุนเพื่อบริหารทรัพย์สินของประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 57 มีวงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ในแปลงที่มีศักยภาพเอามาให้เอกชนได้เช่าเพื่อหารายได้ ขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังร่างระเบียบการเบิกจ่ายเงิน หากแล้วเสร็จก็พร้อมที่จะโอนเงิน 1,000 ล้านบาท ให้กรมฯได้ทันที ขณะที่ การประกาศปรับราคาประเมินที่ดินอีก ว่า กรมฯได้ว่าจ้างเอกชนเข้าประเมินที่ดินเป็นรายปีเพื่อเก็บข้อมูล ส่วนข้อเสนอที่ให้ประกาศราคาประเมินจาก 4 ปีเหลือ 2 ปี ก็สามารถทำได้หากเป็นนโยบายระดับกระทรวง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธนารักษ์จ่อเสนอยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลใหม่
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ธนารักษ์จ่อเสนอยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลใหม่
-

กบข.เชื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ปรับตัวได้
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ภาคการลงทุน มองว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ปรับตัวเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการณ์แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้แล้ว และแม้ว่าก่อนหน้านี้ดัชนีจะปรับตัวลดลงมามาก จากการเทขายหุ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีการช้อนซื้อกลับด้วย จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าการรัฐประหารครั้งนี้แตกต่างกับการปฏิวัติเมื่อปี 49 โดยสิ้นเชิง สำหรับ กบข. ได้ประเมินตั้งแต่กลางปี 56 แล้วว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จึงได้ปรับพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลดลงเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 11% หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากพอร์ตการลงทุนทั้งหมด 4.7 แสนล้านบาท โดยส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยประมาณ 62% ต่างชาติ 4-5%หุ้นต่างชาติ 14% อสังหาริมทรัพย์ 5-6% และส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง “4 เดือนแรกของปี 57 ผลตอบแทนจากการลงทุนของ กบข. เป็นบวกในระดับที่น่าพอใจ โดยทั้งปีตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิก กบข. ให้สูงกว่าระดับอัตราเงินเฟ้อ 2-3% โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 2% กว่า ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าปีนี้ผลตอบแทนของสมาชิก กบข. จะอยู่ที่ 5-6%” อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น คงต้องมาติดตามสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างจะยุติลงหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต เรทติ้ง) ของประเทศ แต่เชื่อว่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เพราะหลังจากนี้จะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจะทำให้ระบบต่าง ๆ เดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กบข. พร้อมจะระมัดระวังการลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งกลยุทธ์เบื้องต้นคือจะกระจายการลงทุนออกไปในหลายกลุ่ม หลายรูปแบบ โดยเฉพาะในปี 57 นี้ เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กบข.เชื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ปรับตัวได้ -

ขอผ่อนผันรถขนส่งพลังงานช่วงเคอร์ฟิว
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เตรียมเสนอผ่อนผันกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้รถขนส่งน้ำมัน, รถขนส่งก๊าซเอ็นจีวี,แอลพีจี สามารถ ขนส่งบริการประชาชน ได้อย่างมั่นคงและไม่ขาดแคลนและไม่ขัดต่อการรักษาความสงบของ คสช.เพราะปกติแล้วรถน้ำมัน รถแอลพีจีจะขนส่งเฉพาะกลางคืน เวลา21.00-06.00 น. เท่านั้น ขณะที่ รถเอ็นจีวีขนส่งได้ 24 ชม. แม้ในขณะนี้น้ำมันจะไม่ขาดแคลน เพราะที่ปั๊มน้ำมันมีสำรอง แต่ก็เป็นห่วงว่า หากไม่ผ่อนผันเรื่องการขนส่งก็อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนได้ เช่นอาจขนส่งกลางวันทดแทนกลางคืนในช่วงเคอร์ฟิวส์22.00-05.00 น. หรือ ขอขนส่งในเวลาเดิม เพื่อลดปัญหาจราจร โดยทั้งนี้ก็แล้วแต่การพิจารณาของ คสช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ คสช. ได้ประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) ตั้งแต่เวลา 22.00 – 05.00 น. ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ช่วงเช้าวันที่ 23 พ.ค. เกิดปัญหาขาดแคลนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) หลายสถานีบริการ (ปั๊ม) ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปั๊มหลายแห่งต่างมีคิวเติมเอ็นจีวียาวมาก โดยเฉพาะกลุ่มรถแท็กซี่ ที่แห่ไปรอเติมก๊าซเอ็นจีวีกันหนาแน่น โดยผู้ประกอบการแท็กซี่หลายราย ระบุว่า ได้ตระเวนหาก๊าซฯ หลายแห่งมาก บางรายต้องปล่อยผู้โดยสารลงกลางทางหลัง เนื่องจากหาก๊าซฯเติมไม่ได้ เนื่องจากช่วงค่ำวันที่ 22 พ.ค. ไม่สามารถเติมก๊าซเอ็นจีวีไว้ล่วงหน้าได้เพราะมีการประกาศเคอร์ฟิวต้องรีบหยุดวิ่งรถให้ทันภายในเวลา 22.00น. ตามประกาศของทหาร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขอผ่อนผันรถขนส่งพลังงานช่วงเคอร์ฟิว