ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสในการเข้าดูงานที่องค์การสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น JAXA โดยเฉพาะคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11-15 พ.ค.57 ที่ผ่านมา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกองทัพอากาศ สมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พาสื่อมวลชนและทีมที่ชนะการแข่งขัน “ภารกิจท้าทายวิศวกรรมอากาศยาน” ได้แก่ทีม พีบีอาร์ยู แอเรียล มิชชั่น ทีม (PBRU AERIAL MISSION TEAM) จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี” ไปดูงานที่องค์การสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น JAXA บนพื้นที่ 5.3 แสนตารางเมตร เทียบเท่าสนามฟุตบอล 12 สนาม มีพนักงาน 2,000 คน รศ.ดร.ภูดิส ลักษณะเจริญ ประธานจัดการแข่งขัน และหัวหน้าวิจัยสาขา Dynamics and Robotics แห่งศูนย์วิจัยวิศวกรรมคำนวณและทดสอบขั้นสูง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นตัวแทนสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย เล่าว่า ในการได้เข้าไปทัศนศึกษาดูงานที่ JAXA ถือเป็นการพัฒนาเยาวชนต่อยอดจากการแข่งขันของทีมชนะเลิศภารกิจท้าทายวิศวกรรมอากาศยาน ซึ่งการดูงานครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมอากาศยานให้กับเยาวชนไทย เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับเยาวชนให้ได้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นถึงความเป็นระเบียบ ความมีวินัยของคนญี่ปุ่นส่งผลให้ประเทศเจริญก้าวหน้า และยังเป็นการต่อยอดของการพัฒนาแนวความคิดของการพัฒนาหุ่นยนต์ด้านการบินและอวกาศให้กับเยาวชนไทยด้วย อีกทั้งยังทำให้เข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันว่ามีต้นแบบมาจากเทคโนโลยีอวกาศ ตัวอย่างเช่น ตีนตุ๊กแกที่ใช้ติดเสื้อผ้า หรือรองเท้าที่ได้มีการพัฒนามาจากการติดตั้งแผ่นฉนวนกันความร้อนของดาวเทียม เพื่อที่จะสามารถทำให้ถอดประกอบได้ง่าย นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีอากาศยานที่ใช้ในการขับเคลื่อนจรวด (rocket) เพื่อส่งดาวเทียมขึ้นไปบนอวกาศ ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนานำมาประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนในเครื่องบินที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ด้วย ทั้งนี้ การได้เข้าเยี่ยมชมองค์การสำรวจอวกาศ JAXA ถือเป็นความประทับใจที่สุด เพราะได้มีโอกาสเข้าไปดูถึงห้องควบคุมการบิน KIBO Flight Control Room ถือเป็นส่วนหนึ่งของสถานีอวกาศนานาชาติ International Space Station (ISS)และยังเป็นวันสุดท้ายที่นักบินอวกาศของญี่ปุ่น คือ Mr. Koichi Wakata อายุ 50 ปี ทำงานอยู่บน ISS เป็นเวลานานที่สุดถึง 188 วัน นับได้ว่าเป็นการปฏิบัติภารกิจที่เป็นระยะเวลายาวนานที่สุดของนักบินอวกาศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักบินอวกาศคือ Mr.Satoshi Furukawa ทำไว้เพียง 167 วัน ซึ่งภารกิจของ Mr.Koichi Wakata ได้ทำการถ่ายทำ Comet ISON ด้วยกล้องที่มีความละเอียดสูงถึง 4K “นอกจากนี้ ในวันที่ 14 พ.ค. คณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ National Museum of Emerging Science (Miraikan) ถือเป็นความโชคดีที่ได้เห็น Mr.Koichi Wakata จากการถ่ายทอดสดในขณะที่เดินทางกลับมาที่พื้นโลกด้วยยานอวกาศของรัสเซีย Russian Soyuz spacecraft ลงจอดที่เมือง ZHEZKAZGAN คาซัคสถาน บนทะเลทราย ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนญี่ปุ่น” รศ.ดร.ภูดิส กล่าว ด้านนายวชิรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ หรือ น้องไอซ์ หัวหน้ากลุ่มนักพัฒนาหุ่นยนต์บิน พีบีอาร์ยู แอเรียล มิชชั่น นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เล่าว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีเพราะไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสอย่างนี้อีกหรือเปล่า ภูมิใจที่ผู้สนับสนุนให้ความสำคัญ ซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสนายวชิรวัฒน์ เล่าว่า ได้เห็นแนวคิดและระบบการทำงาน การบริหารจัดการกับนวัตกรรมและสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ถึงจะไม่ได้ช่วยในเรื่องของการเรียน แต่ถือเป็นอีกหนึ่งความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ “ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีความเป็นระเบียบ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีคุณภาพเราจะเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้ ประเทศไทยน่าจะนำมาเป็นแบบอย่างทั้งอุปนิสัยและการใช้ชีวิตโดยเฉพาะความเป็นระเบียบวินัย” นายวชิรวัฒน์ กล่าว ทั้งนี้ อยากจะฝากถึงน้อง ๆ นักศึกษา ที่มีใจรักในเรื่องของการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อยากให้เรียนรู้ด้วยตนเองและค้นพบตนเองโดยเร็วที่สุดว่าตนเองชอบอะไร และพยายามศึกษาด้วยตนเองตลอดเวลา เพราะปัจจุบันโลกเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตลอดเวลา อยากให้ทุ่มเทอย่างจริงจัง แล้วจะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งไว้ JAXA มีหลากหลายภารกิจที่ล้วนแล้วแต่เป็นหัวใจหลักในการสนับสนุนโครงการที่ร่วมมือกับหลากหลายประเทศ ตั้งแต่การยิงจรวด การพัฒนาเกี่ยวกับสถานีอวกาศและติดตามดาวเทียม และฝึกนักบินอวกาศ เป็นต้น. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไม่ได้เข้าไปดูกันง่ายๆ ซีเกทพาเด็กไทยไป JAXA
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ไม่ได้เข้าไปดูกันง่ายๆ ซีเกทพาเด็กไทยไป JAXA
-

บริการอินเทอร์เน็ตฟรีผ่านบอลลูน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
การติดต่อสื่อสารหรือรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากเลยนะครับต่อโลกเทคโน โลยีในศตวรรษที่ 21 ของเรา ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกล เอาแค่การติดต่อสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก การโทรศัพท์หากันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์หรือสไกป์ การสืบค้นข้อมูลด้วยกูเกิลเสิร์ชเอนจิน การใช้ระบบนำ ทางอย่างกูเกิลนาว (Google Now) หรือแม้แต่เกมคลายเครียดยอดนิยมอย่างไลน์ คุกกี้รัน ก็ล้วนแล้วแต่ต้องทำงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น ที่ผมยกตัวอย่างไปเป็นแค่ส่วนหนึ่งของบทบาทความสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในยุคปัจจุบันเท่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วอินเทอร์เน็ตสมัยนี้ยังทำอะไรได้อีกหลาย ๆ อย่างจนผมบรรยายได้ไม่หมดในคอลัมน์ นี้เลย แต่คุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของ ผมทราบไหมครับ ว่าในความเป็นจริงแล้วจำนวนของประชากรโลกที่สามารถเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ตได้นั้นกลับครอบ คลุมเพียง 39% ของประชากรโลกที่มีกว่า 7.1 พันล้านคน หรือก็คือมีคนบนโลกเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นเองนะครับที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ การจะทำให้คนบนโลกที่เหลืออีกประมาณ 2 ใน 3 โดยเฉพาะคนที่อาศัยในถิ่นที่ห่างไกล ในประเทศที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยครับ ไหนจะต้องมีการวางระบบเครือข่าย ไหนจะต้องมีการใช้ไฟฟ้า ไหนจะต้องมีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ว่าต้นทุนราคาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตก็ต้องเป็นราคาที่ไม่แพงเกินไปสำหรับค่าครองชีพของคนในประเทศนั้น ๆ อีกนะครับ ว่าง่าย ๆ ก็คือการจะกระจายอินเทอร์เน็ต ให้กับคนทั่วโลกได้อย่างทั่วถึงนี้ยังคงเป็นความท้าทายหนึ่งของนักประดิษฐ์หลาย ๆ คนทั่วโลกอยู่ครับ กูเกิล บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านไอที เป็นบริษัทนักประดิษฐ์หนึ่งที่ลงมาเล่นในเรื่อง นี้ครับ โครงการ Loon ซึ่งมีที่มาจากคำว่าบอลลูน (Balloon) เป็นโครงการหนึ่งของ กูเกิลที่ใช้บอลลูนลอยฟ้าเป็นอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตสู่ภาคพื้นดิน จากระดับ ชั้นบรรยากาศที่ความสูงประมาณ 30 กิโลเมตร โดยบอลลูนนี้ใช้แผงโซลาร์เซลล์หรือแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานหลัก และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ปล่อยออกมานั้นสามารถมีความเร็วได้ถึง 3G หรือเผลอ ๆ อาจจะมากกว่าด้วยครับ สำหรับบ้านไหนที่อยู่ในรัศมีของบอลลูนนี้ หากต้องการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรีจาก Loon ก็เพียงแต่ติดตั้งเสาอากาศตัวรับสัญญาณที่เป็นบอลลูนลูกเล็ก ๆ เอาไว้ก็พอ ซึ่ง ณ ตอนนี้โครงการ Loon นี้ได้เริ่มทำระบบนำร่องที่ประเทศนิวซี แลนด์กันแล้วนะครับ โครงการ Loon จากกูเกิลนี้ไม่ได้เป็นโครงการเดียวนะครับ ที่มีจุดประสงค์ในการเผยแพร่สัญญาณอินเทอร์เน็ตให้กับคนใน ถิ่นที่อยู่ห่างไกลที่ยากต่อการติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตอนนี้ เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกก็มีโครงการลักษณะเดียวกันออกมาภายใต้ชื่อ Face book’s Connectivity Lab โดยเป็นการใช้โดรนซึ่งเป็นอากาศยานไร้คนขับมาเป็นตัวกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอินเทอร์เน็ตดอตโออาร์จี (Internet.org) ที่มีเฟซบุ๊กเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ผู้สนับสนุน โดยมีเป้าหมายเริ่มต้นแห่งแรกที่ทวีปแอฟริกา เพราะเป็นทวีปที่ค่อนข้างห่างไกลจากโลกเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมากที่สุดทวีปหนึ่งในโลกนั่นเองครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กได้พลิกโฉมโลกของเราไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับ แต่ผมเชื่อว่าผล จากโครงการอินเทอร์เน็ตลอยฟ้าฟรีนี้ ถ้าสามารถทำได้สำเร็จสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ ก็ยังจะสามารถเปลี่ยนโฉมโลกของเราได้อย่างมหาศาลอีกครั้ง คำว่าโลกไร้พรมแดนและโลกแห่งความเท่าเทียมจะเป็นจริงมากยิ่งขึ้น คนในดินแดนหรือทวีปที่ห่างไกลที่เคยเข้าออกได้ยาก จะสามารถก้าวออกมายืนใต้สปอตไลต์บนเวทีสาธารณะชื่อ โลกอินเทอร์เน็ตที่ ๆ ทุกคนมีความเท่าเทียมและเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดได้ แต่อย่าลืมนะครับว่าแต่ละยุคแต่ละสมัย เมื่อเกิดช่วงเวลาที่โลก มีการเปลี่ยนแปลง มันก็มีทั้งผลประโยชน์เก่าบางอย่างที่หายไปและโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา สำหรับผมนั้นเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์เองด้วย ใครที่รู้เท่าทันกระแสความเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสนี้ได้ ใครคนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะที่สามารถได้ประโยชน์สูงสุดจากโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลานี้ในโลกเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้ครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริการอินเทอร์เน็ตฟรีผ่านบอลลูน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี -

เมื่อ facebook และ line กลายเป็นเครื่องมือ ‘นอกใจ’ ของคนรุ่นใหม่
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเครื่องมือสื่อสารแห่งยุคทั้ง 2 ตัวกลายเป็นชนวนเหตุให้คู่รักนับร้อยนับพันต้องเลิกรา และอีกหลายครอบครัวต้องร้าวฉานเพราะ Cyber Cheating จู่โจมถึงในห้องนอนอย่างไม่ทันตั้งตัว สำหรับคนวัย 30+ การใช้ facebook และ line ช่วยให้เรากลับมาเจอเพื่อนเก่า ๆ ทั้งสมัยอนุบาล ประถม มัธยม ป.ตรี ป.โท ฯลฯ ยิ่งแบ่งกลุ่มเปิดห้องคุยกันยิ่งสนุก เพราะได้เจอเพื่อนเก่า ๆ ความทรงจำเก่า ๆ รวมถึงคนที่เราเคยแอบชอบ แอบกรี๊ด ก็มาให้ได้คุยกันอีกหลังจากไม่เจอกันเป็นสิบปี เมื่ออายุอานามมากขึ้น ความเก๋าในชีวิตก็มากตาม จนหลาย ๆ คนไม่อายที่บอกเพื่อนเก่าบางคนว่า “เราเคยแอบชอบเธอนะ” ทั้ง ๆ ที่ตอนโน้นได้แต่หน้าแดงแป๊ดไม่กล้าบอกใคร สำหรับคนในวัยนี้การที่ใครบางคนมาบอกว่า แอบปลื้มถือเป็นมงคลสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิต หากยังโสดอยู่ก็อาจถือเป็นจังหวะเหมาะที่จะได้ก้าวลงจากคาน แต่หากแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ถือว่าได้มีอะไร ๆ ให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง แต่สำหรับหลาย ๆ คนมันไม่เป็นอย่างนั้น… รอบปีที่ผ่านมานี้ เพื่อนฝูงคนรอบตัวผม 3 คู่ที่ต้องประสบมรสุมชีวิตคู่ 2 คู่ในนั้นถึงขั้นหย่าขาดจากกัน เพียงเพราะมิตรภาพจาก face book และ line นี่เอง คู่แรก เป็นเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานาน โดยฝ่ายชายเคยแอบชอบฝ่ายหญิง และยังคงชอบอยู่ถึงเวลาจะผ่านมากว่าสิบปีและฝ่ายหญิงไปมีครอบครัวแล้ว แต่สมาร์ทโฟนกลายเป็นสื่อให้ทั้งคู่ได้กลับมาเผยความในใจ ปรึกษาทุกข์สุข และกลายเป็นการนัดพบกันในที่สุด เพียงแค่ฝ่ายชายบอกว่า “ยังรอเธอ อยู่” ก็ทำให้ฝ่ายหญิงตัดสินใจหย่าขาดจากสามี เพราะเธอรู้สึกว่าสามีมัวแต่รักลูก ไม่มีเวลาให้เธอ ไม่เหมือนเขาคนนั้น (ก็แหงล่ะ มันไม่ต้องดูแลลูกนี่หว่า …อันนี้วิญญาณความเป็นพ่อของผมขอพิมพ์หน่อย) คู่ที่สอง ปลายปีที่แล้วเพื่อนผมโทรฯกลับมาคุยกับผมอย่างร่าเริงว่า เพิ่งไปนัดพบกับเพื่อนเก่าในกลุ่ม line และพบว่า ยัยเด็กกะโปโลผอมกะหร่องสมัย ม.ต้นนั้นกลายเป็น สาวงามที่ใคร ๆ ก็เหลียวมอง ซึ่งหากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว สาว ๆ ในวัย 30 อัพ ผมเชื่อว่าสวยกว่าสมัยเรียนอย่างน้อยก็ 54.23% ละครับ เพราะเธอใส่ใจตัวเองมากขึ้น แต่งตัวเป็น และกล้าโชว์ในสิ่งที่ควรโชว์ ลำพังแค่ชื่นชมความสวยความน่ารักของเพื่อนก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว มีฐานะ มีหน้าที่การงานมั่นคง ก็อาจเตะตาสาว ๆ บางคนได้เหมือนกัน จนถึงวันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าทั้งคู่สานต่อความสัมพันธ์จนใบหย่าตามมาในที่สุด คู่สุดท้าย พิเศษกว่าคู่อื่นเพราะเคยเป็น “แฟนเก่า” ซึ่งเขียนแค่นี้ก็คงพอจะนึกออกใช่ไหมครับว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร โดยแฟนเก่าคู่นี้ต้องเจอปัญหายุ่งยากซับซ้อนเพราะทั้งคู่มีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันทั้งคู่ เมื่อถ่านไฟเก่าติดแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของคน 2 คน แต่กลายเป็น 5-6 คนเพราะแต่ละฝ่ายก็มีลูก มีสามี มีภรรยา ต้องดูแลกันอยู่แล้ว คู่นี้ยังดีเพราะความสัมพันธ์ยังไม่ถึงขั้นทำให้ครอบครัวล่มสลาย และมีเพื่อนฝูงที่รู้เรื่องเสนอตัวเป็น “เผือก” เข้ามาแก้ปัญหาจนยอมแยกย้ายกันไป โดยครอบครัวของทั้งคู่รับรู้ความเป็นจริงและมีรอยร้าวเล็ก ๆ ที่ต้องกลับไปเยียวยากันเอง ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ซะแล้ว เพราะเริ่มมีงานวิจัยออกมาให้เราเห็นมากขึ้นถึงปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์เหล่านี้กับชีวิตคู่ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมิสซูรีก็ ระบุไว้ชัดว่ากลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจยิ่ง ใช้ facebook มากเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความขัดแย้งในความสัมพันธ์ได้มากขึ้น (http://munews.missouri.edu/news-releases/ 2013/0606-excessive-facebook-use-can-damage-relationships-mu-study-finds/) The American Academy of Matrimonial Lawyers ก็เปิดเผยผล สำรวจว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีหลักฐานจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นำมาใช้ในคดีหย่าร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะไม่ได้บ่งชี้ว่าจุดเริ่มต้นของการนอกใจจะมาจากเทคโนโลยี แต่ที่ แน่ ๆ มันกลายเป็นหลักฐานคาหนังคาเขาในชั้นศาลไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง facebook และ line ดูจะเป็นจำเลยในกรณีนี้ รวมไปถึงสมาร์ทโฟน ไอแพด ฯลฯ ที่เข้ามาเติมเต็มอารมณ์เหงาให้คนในวัยนี้ แต่เชื่อผมเถอะว่า “ตัวเราเอง” นี่แหละที่หากรู้จักยับยั้งชั่งใจ และรับผิดชอบชั่วดี ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด ใครที่กำลังจิตใจเบิกบานเพราะได้เจอกิ๊กเก่า ๆ ก็ระวังไว้นะครับ. ปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำ�กัด (มหาชน )
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมื่อ facebook และ line กลายเป็นเครื่องมือ ‘นอกใจ’ ของคนรุ่นใหม่