นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัดดำเนินการช่วยเหลือชาวนาแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในพื้นที่ต่างๆ ด้วยการจัดทำตลาดนัดซื้อขายข้าวเปลือก โดยจะนำโรงสีในพื้นที่และใกล้เคียง มาตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา เพื่อช่วยดึงราคาในพื้นที่นั้นๆให้สูงขึ้นได้ เพราะเดิมทีในแต่ละพื้นที่อาจมีผู้ซื้อเพียง 1-2 ราย จึงสามารถกำหนดราคารับซื้อในระดับต่ำได้ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. คาดว่าจะมีข้าวเปลือกนาปรังปี 57 จากภาคกลางออกสู่ตลาดเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง และอาจทำให้ราคาข้าวในตลาดลดต่ำลงอีก จากปัจจุบันที่ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) อยู่ที่ตันละ 6,500-7,000 บาท ดังนั้นกรมฯจึงเตรียมแผนรับมือไว้แล้วล่วงหน้า โดยจะเสนอให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พิจารณาโครงการช่วยเหลือชาวนาในระยะสั้น เช่น ชดเชยค่าปัจจัยการผลิตให้ชาวนาตันละ 3,000 บาท หากได้รับความเห็นชอบ จะเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเห็นชอบต่อไปอย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าว มีข้อเสียคือจะไม่ช่วยทำให้ราคาข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีการนำข้าวออกจากระบบ แต่จะมีผลดีในแง่ไม่ต้องนำเข้ามาเก็บไว้ในสต๊อกรัฐบาล เหมือนวิธีการตั้งโต๊ะรับซื้อ ซึ่งราคาชดเชยจะขึ้นกับราคาตลาดในช่วงนั้นๆ ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร หากมีแนวโน้มลดต่ำลงมากอีก อาจทำให้รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยมากขึ้น“ตอนนี้ราคาข้าวอยู่ที่ตันละ ประมาณ 6,000-7,000 บาท ก็ถือว่าต่ำแล้ว แต่ถ้ามีข้าวนาปรังรอบ 3 ออกมาอีก ก็ห่วงว่าราคาจะลดลงไปอีก จึงได้สั่งการให้ค้าภายในจัดหวัดดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้จัดตลาดนัดข้าวเปลือกทันที เพราะไม่ต้องใช้งบประมาณมาก และช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่แบบเฉพาะหน้าไปก่อน ส่วนข้าวนาปรังที่เหลือ และนาปีที่จะออกสู่ตลาดช่วงเดือนพ.ย.นี้เป็นต้นไป หากยังไม่มีรัฐบาลที่แท้จริง สำนักงานงบประมาณให้คำแนะนำไว้ว่า ให้จัดเป็นโครงการขนาดเล็กและของงบประมาณดำเนินการในระยะสั้น เพื่อให้กกต.พิจารณาช่วยเหลือชาวนาได้”อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ราคาข้าวจากนี้อาจไม่ปรับตัวลดลงต่ำมาก เพราะหลายตลาดมีความต้องการข้าวจากไทยมากขึ้น เช่น จีน ขณะเดียวกันสถานการณ์ภัยแล้งในหลายประเทศอาจมีความรุนแรงจนต้องการข้าวไทยเพิ่มขึ้น ส่วนแผนที่จะให้ชะลอการระบายข้าวให้ผู้ส่งออกที่คำสั่งซื้อจากต่างประเทศมาขอซื้อจากกระทรวงพาณิชย์โดยตรงนั้น ได้รับคำชี้แจงจากกรมการค้าต่างประเทศว่า วิธีการนี้ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ เพราะขายตามราคาตลาด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งแก้ข้าวเปลือกตกต่ำ
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

พาณิชย์เร่งแก้ข้าวเปลือกตกต่ำ
-

พาณิชย์เร่งหามาตรการพยุงส่งออก
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า 19 – 20 พ.ค. นี้กรมฯได้เชิญทูตพาณิชย์ 64 แห่งทั่วโลก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 30 องค์กร เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมด้านการค้าสินค้าและบริการ เพื่อร่วมประเมินสถานการณ์การส่งออกและหามาตรการเร่งรัดผลักดันการส่งออกช่วงครึ่งหลังของปี 57 และปี 58“จากการประเมินร่วมกับภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาพบว่าปัจจัยทางการเมืองของไทย เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามมากที่สุด แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันการผลิต และส่งมอบสินค้ายังสามารถดำเนินการได้ตลอดการชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ตามหากปัญหาสิ้นสุดได้เร็ว เชื่อว่าทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 5% หรือปี 56 ที่มีมูลค่า 228,530 ล้านเหรียญสหรัฐทั้งนี้ ในการประชุมวันที่ 19 พ.ค. จะเปิดโอกาสให้ทูตพาณิชย์ทั้ง 9 ภูมิภาค เช่น ภูมิภาคอาเซียน, ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย จีน ซึ่งรวมทั้งฮ่องกงและไต้หวัน, เอเชียใต้, เมริกาเหนือ, ลาตินอเมริกา, ยุโรป, เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง เป็นต้น เพื่อประเมินสถานการณ์ คณะทำงานบุกเบิกตลากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลังส่วนวันที่ 20 พ.ค. นี้จะมีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกและมาตรการเร่งรัดผลักดันการส่งออกช่วงครึ่งหลังของปี 57 และปี 58 พร้อมทั้งรับมอบนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ในส่วนเป้าหมายการส่งออกรายตลาดในปี 57 นั้น ในส่วนของตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อาเซียน ( 9 ประเทศ)มีสัดส่วน 25% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งไทยตั้งเป้าส่งออกอาเซียนไว้ที่ 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 8% , ตลาดจีน 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 3%, อินเดีย 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 3%, ตะวันออกกลาง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 5%ตลาดรัสเซียและซีไอเอส 15,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 8%, แอฟริกา (57 ประเทศ) 9,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 5%, ลาตินอเมริกา 8,634 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 5% ส่วนตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ มูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ขยายตัว 3%, สหภาพยุโรป (27ประเทศ) มูลค่า 23,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 5%, ญี่ปุ่น มูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว หรือ 2%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งหามาตรการพยุงส่งออก -

‘กทปส.’ ยืนยันแจกคูปองอย่างช้าไม่เกินส.ค.นี้
กรรมการและเลขานุการบอร์ดกองทุน กทปส. ยืนยันว่าจะมีการแจกคูปองให้ประชาชนนำไปแลกซื้อเซ็ตท็อปบ็อกซ์แน่นอน อย่างช้าไม่เกินเดือน ส.ค.นี้นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการกสทช.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) เปิดเผยว่า จากที่ประชาชนมีความกังวล และสับสนเกี่ยวกับเรื่องการแจกคูปองเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ขอยืนยันว่า จะมีการแจกคูปองให้กับประชาชนเพื่อนำไปแลกซื้อเซ็ตท็อปบ็อกซ์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการรับชมโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลแน่นอน ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เตรียมเร่งพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการจัดทำวางระบบ จัดทำฐานข้อมูล และบริการเพื่อการบริหารจัดการหน่วยตรวจสอบและขึ้นคูปองในวันที่ 20 พ.ค. 57 นี้ และจะพิจารณาเรื่องมูลค่าคูปองในวันที่ 27 พ.ค. 57“ขอยืนยันอีกครั้งว่าจะมีการแจกคูปองเพื่อนำไปแลกซื้อเซ็ตท็อปบ็อกซ์ให้กับประชาชน 22 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 1 ใบแน่นอน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเราดำเนินการด้วยความรอบคอบ และจะพยายามให้ทันตามกำหนดเดิมที่จะแจกคูปองในเดือน ก.ค. 57 หรือหากล่าช้าไปคงไม่เกินเดือน ส.ค. สำหรับประเด็นเรื่องการพิจารณามูลค่าคูปอง กรรมการบริหารกองทุนฯ 3 ท่าน คือ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ ผู้แทนสภาพัฒน์ และดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค จะเป็นผู้กำหนดราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ซึ่งกำลังเร่งพิจารณากำหนดราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์อยู่” นายฐากร กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘กทปส.’ ยืนยันแจกคูปองอย่างช้าไม่เกินส.ค.นี้