นายเรเน่ เจมส์ ประธานของอินเทลกล่าวในงานคอมพิวเท็กซ์ ณ กรุงไทเปประเทศไต้หวันว่า เมื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์มีวิวัฒนาการและขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยได้ก้าวข้ามการใช้งานพีซีรูปแบบเดิมไปแล้ว ทั้งอินเทลและบริษัทด้านเทคโนโลยีในไต้หวันจึงมีโอกาส สร้างประวัติศาสตร์ด้านความร่วมมือทางนวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีส่วนบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้นอย่างไร้ขอบเขต“ปัจจุบันการแบ่งประเภทของเทคโนโลยีทำได้ยากขึ้น เนื่องจากเป็นยุคเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แบบผสมผสานที่ลักษณะภายนอก (formfactor) มีความสำคัญน้อยกว่าประสบการณ์การใช้งานที่ได้รับจากการใช้งานและอุปกรณ์มีการเชื่อมต่อระหว่างกันและกัน และเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีคลาวด์ อินเทลพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อมอบเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน เสื้ออัจฉริยะ อุปกรณ์ทูอินวันที่มีขนาดบางมากหรือระบบคลาวด์ที่ออกแบบเพื่อการสร้างระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกัน พื่อนำไปสู่โลกที่เชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด”อินเทลยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีแบบ SoC หรือ System on Chip รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อและการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบ สำหรับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนในหลากหลายกลุ่มราคาและสามารถทำงานได้บนหลากหลายระบบปฏิบัติการ ได้เปิดตัวแท็บเล็ตที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังของอินเทลมากกว่า12 รุ่น โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้วโดยส่วนใหญ่ใช้ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ และร้อยละ 35ของแท็บเล็ตที่ใช้ อินเทล อะตอม โปรเซสเซอร์นั้นจะมาพร้อมกับโซลูชั่นทางการสื่อสารของอินเทลอีกด้วยภายในงานผู้บริหารอินเทล ได้สาธิตการใช้สมาร์ทโฟนต้นแบบที่ใช้อินเทล SoFIA3G โซลูชั่น แบบ ดูอัลคอร์ ล่าสุดอินเทลได้ประกาศเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์กับ Rockchip เพื่อนำเทคโนโลยีอินเทล โซเฟีย 3G แบบคว๊อดคอร์ ไปใช้ในแท็บเล็ตสำหรับกลุ่มผู้เริ่มใช้งานซึ่งก็มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้าเช่นเดียวกันรวมถึงโน้ตบุ๊กต้นแบบที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อนซึ่งใช้สถาปัตยกรรม 14 นาโนเมตร จากอินเทล โดยมีความบางเพียง 7.2มิลลิเมตร มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 12.5 นิ้ว และน้ำหนักเบาเพียง 0.67กิโลกรัม คีย์บอร์ดแบบถอดได้และแท่นวางสำหรับใช้ชมมัลติมีเดียโดยจะใช้เป็นตัวระบายความร้อนพร้อมกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นโดยเครื่องต้นแบบนี้ สร้างขึ้นเพื่อใช้งานกับ โปรเซสเซอร์รุ่นต่อไปของอินเทลชื่อรหัส บรอดเวลล์ (Broadwell) ซึ่งมีขนาด 14นาโนเมตร ผลิตมาสำหรับอุปกรณ์ทูอินวัน ที่จะวางจำหน่ายปลายปีนี้ Intel®Core™ M Processor (อินเทล® คอร์™เอ็ม โปรเซสเซอร์)ถือเป็นตัวประมวลผลที่มอบประสิทธิภาพสูงสุดในตระกูล คอร์ นับตั้งแต่เคยผลิตมา1โดยอุปกรณ์ที่ใช้ตัวประมวลผลรุ่นนี้ จะไม่มีพัดลมระบายความร้อนโดยจะติดตั้งทั้งในแท็บเล็ตประสิทธิภาพสูง และแล็บท็อปที่บางเฉียบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะตัวหลักขับเคลื่อนคอมพิวเตอร์อนาคต
เดือน: มิถุนายน 2014
-

อุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะตัวหลักขับเคลื่อนคอมพิวเตอร์อนาคต
-

สิงเทลบริการพูดคุยเสียงคมชัดครั้งแรกของโลก
สิงเทลได้เปิดตัวบริการใหม่ ในชื่อ 4 จีเคลียร์วอยซ์ ( 4G ClearVoice) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการให้บริการ voiceover LTE ที่สมบูรณ์แบบ ครบถ้วนด้วยเทเลโฟนีฟีเจอร์สไม่ว่าจะเป็น call waiting และ call forwarding บนเครือข่ายLTE 4G ClearVoice จะช่วยเสริมบริการโมบายล์บรอดแบนด์ความเร็วสูงที่สุดในสิงคโปร์และเพื่อความยืดหยุ่นสูงสุด ลูกค้าจะสามารถใช้บริการ HD voice ได้แม้ในขณะที่กำลังใช้งานบนเครือข่าย LTE โมบายล์ดาต้าความเร็วสูงอยู่การให้บริการดังกล่าวถูกสร้างอยู่บนโซลูชั่น voice over LTE ของอีริคสันซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงเทคโนโลยี voicehandover แบบ Single Radio Voice Call Continuity(SRVCC) เป็นต้นนาย เท ซู เมง ซีทีโอของกลุ่มสิงเทล กล่าวว่า สิงเทลร่วมงานกับอีริคสัน เพื่อเปิดตัวบริการ VoLTEสมบูรณ์แบบในเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของโลก บริการ 4G ClearVoice เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สำหรับอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ นาย อรุณ บานซาลหัวหน้าภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย แห่งอีริคสัน กล่าวว่า อีริคสันและสิงเทลได้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านบริการรูปแบบใหม่ในสิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ประสบความสำเร็จในการเปิดให้บริการ LTEและ VoLTE ระดับเวิลด์คลาส ได้รวดเร็วบนรากฐานของโซลูชั่นและบริการควบรวมระบบ (integration services) ของอีริคสัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สิงเทลบริการพูดคุยเสียงคมชัดครั้งแรกของโลก -

แนะผู้ส่งออกศึกษาสิทธิเอฟทีเอ
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยว่า ช่วงนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายอย่างสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนในการส่งออกได้โดยการขอใช้สิทธิเขตการค้าเสรี(FTA) ซึ่งไทยทำFTAไว้กับ8ภาคี (รวม16ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนมาร์ จีนอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และเปรู)และสินค้าส่วนใหญ่ที่เราค้าขายกับทั้ง 16 ประเทศลดภาษีเป็น 0%แล้วเกือบทั้งหมดทั้งนี้ในช่วง4เดือน (ม.ค. – เม.ย.57)มีการส่งออกโดยขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้FTAที่จะเป็นข้อได้เปรียบของไทยกับประเทศคู่แข่งเพียง 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯทั้งนี้อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มอาหาร ยานยนต์แฟชั่น(สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นสำหรับประเทศไทยมีทั้งข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งแบบทวิภาคีและแบบที่ทำรวมกันในนามอาเซียน เช่น ไทยกับอินเดียความตกลงทวิภาคีเจรจาในเบื้องต้นเมื่อลดภาษีก่อน 83 รายการ ซึ่งภาษีเป็น 0%ไปตั้งแต่เดือน ก.ย.49 แต่ส่วนสินค้าที่เหลือ ยังไม่ลงนาม ในขณะที่FTAอาเซียน-อินเดีย เจรจาเสร็จและมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ปี 1 ม.ค.53โดยเมื่อ 1 ม.ค.57 สินค้าที่มีภาษีเป็นศูนย์แล้วกว่า 70%ของจำนวนสินค้าทั้งหมด 5,224 รายการดังนั้นผู้ส่งออกที่ทำการค้ากับอินเดีย จึงต้องตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้และเร่งมาใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว“อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจโดดเด่นและมีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและจีนด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 8%ต่อปีส่งผลให้ต่างประเทศเข้าไปลงทุน ทำให้ประชากรมีรายได้สูงขึ้นและเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่มีกำลังซื้อปานกลาง-สูงรวมกว่า 350 ล้านคนแต่การที่อินเดียมีระดับอัตราภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันสูง ดังนั้นการลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าของอินเดียภายใต้FTAจะช่วยลดภาระต้นทุนทางภาษีของสินค้าที่ส่งออกจากไทยซึ่งจะเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันกับสินค้าของคู่แข่งในตลาดอินเดียได้ดีขึ้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะผู้ส่งออกศึกษาสิทธิเอฟทีเอ