“บีทอล์ค” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นแอพแชตอันดับ 1ในไทย เผยปัจจุบันมียอดคนใช้งานแล้ว 4.5 ล้านคน คาดสิ้นปีแตะ 10 ล้านคน ชี้จุดเด่นอยู่ที่ฟีเจอร์ต่างจากแอพแชตอื่น ๆ พร้อมดึงดาราวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ น.ส.รวมพร ศิระธนาพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป บีทอล์ค ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นบีทอล์ค (Bee Talk) อย่างเป็นทางการในไทย หลังจากที่เปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือน ธ.ค. 56 ซึ่งปรากฏว่าช่วงเวลา 6 เดือน มีผู้ใช้งานในไทยแล้วมากกว่า 4.5 ล้านราย คิดเป็น 40% จากผู้ใช้ทั่วโลกจำนวน 10 ล้านคน และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีผู้ใช้งานในไทยเพิ่มเป็น 10 ล้านคน และผู้ใช้งานทั่วโลกมีมากกว่า 20 ล้านคน การเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ดึง เต้ย-จรินทร์พร และอเล็กซ์ เรนเดลล์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วย “บีทอล์คถือเป็นแอพพลิเคชั่นแชต ที่แตกต่างจากแอพแชตอื่น ๆ ตรงที่สามารถพูดคุยกับเพื่อนใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ โดยอาศัยฟังก์ชันในแอพพลิเคชั่น กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนเจนวาย ที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี โดยปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานมากที่สุดในเอเชีย รองลงมา คือ ไต้หวัน เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย บริษัทแม่ที่สิงคโปร์จึงให้ความสำคัญในการเปิดตลาดที่ไทย ด้วยการดึงดาราวัยรุ่นทั้ง 2 คน มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นแอพแชตอันดับ 1 ของไทยในอนาคต” น.ส.รวมพร กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของบีทอล์ค อยู่ที่ฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Flip ที่เป็นฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนและเข้าดูโปรไฟล์ได้อย่างรวดเร็วด้วยการปัดหน้าจอ หรือเป็นฟีเจอร์ Look Around การค้นหาเพื่อนใหม่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวหรือฟีเจอร์ Shake ที่ใช้การเขย่าสมาร์ทโฟนเพื่อหาเพื่อน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Whisper ที่เหมือนการกระซิบเมื่อคนที่รับข้อความเปิดอ่าน ข้อความก็จะหายไปในเวลาที่กำหนด ทำให้ที่ผ่านมาบีทอล์คนี้ได้รับความนิยมจนขึ้นอันดับ 1 บน แอพสโตร์ และกูเกิลเพลย์ สโตร์ ได้หลายสัปดาห์ นอกจากนี้ในอนาคตเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ อาทิ คลับ ที่ดึงเอาคนที่อยู่บริเวณเดียวกันและมีความสนใจเหมือนกันมารวมกลุ่มเป็นคอมมูนิตี้ ฯลฯ ส่วนรูปแบบการหารายได้นั้นในปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดอย่างแน่นอน บริษัทจะเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานให้ได้มากขึ้นก่อน จากนั้นในอนาคตอาจจะนำเกมมาให้บริการบนแพลตฟอร์มบีทอล์คและทำการขายไอเทมในเกม หรือการเปิดออฟฟิเชียล แอคเคานท์ ฯลฯ สำหรับในเรื่องความปลอดภัยและการคัดกรองเนื้อหาไม่เหมาะสมนั้น เนื่องจากใช้เซิร์ฟเวอร์ในไทยจึงมีทีมงานคอยตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับเอไอเอส ออกแพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ตให้กับผู้ใช้งานบีทอล์ควันละ 5 บาท และสัปดาห์ละ 19 บาทสำหรับลูกค้าวัน ทู คอล และเดือนละ 49 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสแบบรายเดือนด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘บีทอล์ค’ วางเป้าหมายขึ้นแท่น แอพแชตยอดฮิตอันดับ1ในไทย
เดือน: มิถุนายน 2014
-

‘บีทอล์ค’ วางเป้าหมายขึ้นแท่น แอพแชตยอดฮิตอันดับ1ในไทย
-

คลังเร่งสรุปโรดแมปเศรษฐกิจ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่าน ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ได้เข้าหารือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสรุปการจัดทำโรดแมปทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้คณะที่ปรึกษาของ คสช. จะกลั่นกรองและสรุปแผนและประกาศโรดแมปอย่างเป็นทางการได้ในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป สำหรับการทำโรดแมปทางเศรษฐกิจมีหลายกระทรวงเศรษฐกิจที่ทำงานร่วมกัน ในส่วนของกระทรวงการคลังก็ยังยืนยันในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 การเร่งทำงบประมาณปี 58 เร่งโครงการลงทุนพื้นฐานที่จำเป็น รวมทั้ง คงภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี และปฏิรูประบบภาษีเพื่อเก็บรายได้ให้พอกับรายจ่าย และสร้างความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีมากขึ้น ทั้งนี้ คสช. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานทางเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเงินงบประมาณ และได้มีการตั้งคณะกรรมการใช้งบประมาณภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องการให้เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะหากการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่รั่วไหล จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐ แบ่งออกเป็น การบริโภคภาครัฐมีสัดส่วน 10.3% ของจีดีพี และ การลงทุนภาครัฐมีสัดส่วน 4.7% ของจีดีพี โดยการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมา 7 เดือน เบิกจ่ายได้แล้ว 56.4% ของงบประมาณรายจ่าย ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่เหลือหากเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย 95% ของงบประมาณรายจ่าย จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย เป็นการสร้างความมั่นใจนักลงทุนมากขึ้น โดยสศค. คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม 2.6% ต่อปี และในเดือน มิ.ย.นี้จะปรับประมาณการณ์ใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ยังคงอันดับเครดิตของไทยไว้ ทั้งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่ระดับ บีเอเอ 1 บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้ง ที่ระดับ บีบีบี บวก และบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ระดับ บีบีบี บวก ซึ่งเป็นอันดับที่น่าลงทุน สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรงและรองรับความเสี่ยงทางการเมืองได้ ขณะเดียวกันการที่สถาบันจัดอันดับเครดิต ทริสเรตติ้ง ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากกำไรของบริษัทยังขยายตัว นอกจากนี้แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขยายตัวได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเร่งสรุปโรดแมปเศรษฐกิจ -

ออมสินเล็งถกด่วนขอมติประมูลเงินกู้จำนำข้าว
นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการ เพื่อขอมติให้ธนาคารเข้าร่วมประมูลวงเงินกู้ 40,000 ล้านบาท ให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปคืนสภาพคล่องให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เบิกจ่ายให้ชาวนาไปก่อนหน้านี้ในโครงการรับจำนำข้าว โดยการประมูลวงเงินกู้ในวันที่ 12 มิ.ย.57 คาดว่าสถาบันการเงินจะแข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลจากการประมูลวงเงินกู้รอบแรกไปแล้ว 50,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถาบันการเงินน่าจะประมูลอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ ไบบอร์ 6 เดือนเหมือนเดิม โดยเฉพาะรายใดที่ต้องการในวงเงินกู้ดังกล่าว ก็อาจเสนออัตราดอกเบี้ยติดลบก็ได้ เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอีกมาถึง 15 ล้านล้านบาท ในส่วนของธนาคารออมสิน อาจต้องเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาว่า ต้องการหมดทั้ง 40,000 ล้านบาทเลยหรือไม่ หรืออาจจะแบ่งวงเงินกู้เป็นหลายวง เพื่อเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ย “สำหรับการปล่อยกู้ให้กับกระทรวงคลังถือว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่น่าสนใจที่ 2.1792% ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของแมทช์ฟันด์ 6 เดือนแค่ 1.5% และสูงกว่าการนำสภาพคล่องไปลงทุนตามปกติที่ได้ตอบแทน 1.9-2% ซึ่งขณะนี้ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอในระดับ 250,000 ล้านบาท ซึ่งรวมที่ปล่อยกู้รอบแรก 50,000 ล้านบาท” ขณะเดียวกัน ธนาคารเตรียมเสนอตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อม ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เบื้องต้นมีแนวคิดตั้งกองทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อไม่เกินรายละ 10-50 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งคาดว่ากองทุนจะเปิดตัวปลายปีนี้ และเตรียมโครงการนำร่องที่เชียงใหม่ เพราะมีเอสเอ็มอีที่มีน่าสนใจหลายราย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีกรมพัฒนาชุมชน และสำนักส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ( สสว.) เข้ามาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ โดยมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม ขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาเสริมเรื่องหลักประกัน อย่างไรก็ดี ธนาคารจะเสนอให้ ธปท. มีการตั้งเงินชดเชย หรือไม่ต้องกันสำรองกรณีที่เกิดหนี้เสีย 20 % แรกของพอร์ต เพราะถือเป็นการปล่อยลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยลูกหนี้กลุ่ม ครู ทหาร ตำรวจ โดยจะโอนทั้งหนี้ดี และเสียของแต่ละสถาบันการเงินเข้ามาอยู่ในกองทุน ซึ่งธนาคารได้เตรียมลูกหนี้ไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยกองทุนนี้จะทำหน้าที่บริหารทั้งลูกหนี้ที่ดีให้เข้มแข็งและทำการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่มีปัญหา เพื่อยกระดับขึ้นเป็นธนาคารครูต่อไปได้ เพราะลูกหนี้กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากมีเงินเดือนประจำโอนเข้ามาทุกเดือน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินเล็งถกด่วนขอมติประมูลเงินกู้จำนำข้าว