เดือน: มิถุนายน 2014

  • ‘LG G3’ สมาร์ทโฟนมากด้วยเทคโนโลยี

    ‘LG G3’ สมาร์ทโฟนมากด้วยเทคโนโลยี

    แม้จะไม่ได้ยืนอยู่บนสถานะผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนของไทย แต่ “แอลจี” ที่มีชื่อเสียงไม่เป็นรองใครในฐานะผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในตลาดโลก ก็ยังคงเดินหน้ารุกตลาดสมาร์ทโฟนของไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของแอลจีในตลาดโลก แน่นอนว่าไทยก็เป็นเป้าหมายที่แอลจีจะนำผลิตภัณฑ์ลงสนามแข่งกันชิงส่วนแบ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุก ๆ ปี ล่าสุดทาง บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด ได้จัดงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ แอลจี จี 3 (LG G3) ที่ประเทศสิงคโปร์ และได้เชิญสื่อมวลชนจากประเทศไทยเข้าร่วมงานพร้อมสื่อมวลชนประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งสิงคโปร์เป็น 1 ใน 6  เมืองสำคัญทั่วโลก นอกเหนือจาก ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก กรุงโซล และอิสตันบูล ที่ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัว พร้อมกันในครั้งนี้ แอลจี จี 3  ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่ทางแอลจี ประเทศไทย จะนำมาใช้แข่งกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ในตลาดไทยช่วงครึ่งหลังของปี 57 นี้  โดยถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ได้รวมเทคโนโลยีไว้มากที่สุดเหนือว่าทุกรุ่นที่แอลจีเคยมีมา พัฒนาขึ้นภายใต้ แนวคิด “Simple is the new smart LG G3” ดร.จง ซอก ปาร์ค ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวว่า แอลจี จี 3 คือที่สุดของการวิจัยผู้บริโภค ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแอลจี โดยรวมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันไว้ด้วยกัน  เป็นการสร้างสรรค์ความลงตัวระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากับการใช้งานที่เรียบง่าย ทั้งนี้สำหรับ แอลจี จี3 รองรับ 3จี และ 4จี แอลทีอี ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.4.2 คิทแคท หน่วยประมวลผลควอลคอมม์ สแนปดรากอน 801 (2.5 GHz) หน้าจอ quad HD 5.5 นิ้ว ความละเอียด 538ppi มากกว่าหน้าจอเอชดี (HD) ถึง 4 เท่า และมากกว่า ฟูล เอชดี (Full HD) เกือบสองเท่า  ส่งผลให้หน้าจอมีความคมชัด และสีสวยสมจริง ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอลจีที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้สัมผัสมาแล้ว ส่วนกล้องหลังความละเอียด 13 เมกะพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี เลเซอร์ ออโต้ โฟกัส สามารถถ่ายภาพได้คมชัดด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีของกล้องสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนฝาหลังเมทัลลิค น้ำหนักเบา ป้องกันรอยนิ้วมือ ออกแบบปุ่มกดด้านหลังแบบ RearKey  ขอบจอถูกออกแบบให้บางเฉียบทั้ง 4 ด้าน จึงให้สัดส่วนหน้าจอสูงถึง 76.4% ให้ความรู้สึกเหมือนถือสมาร์ทโฟนหน้าจอขนาดเล็กกว่า ส่วนแบตเตอรี่มีขนาด 3,000 mAh รองรับการใช้งานยาวตลอดวัน ส่วนกล้องหน้า 2.1 เมกะพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพใหญ่กว่าเดิม สามารถถ่ายภาพเซลฟี่ ด้วยโหมด Gesture Control ใช้การกำมือเพื่อเป็นสัญญาณจับเวลาถ่ายภาพย้อนหลัง 3 วินาที ทำให้ถ่ายภาพได้ง่าย พร้อมฟังก์ชัน Virtual Flash ช่วยให้ถ่ายภาพเซลฟี่ได้คมชัดแม้ที่แสงน้อย อย่างที่บอกว่า “แอลจี จี3” ได้รวมเทคโนโลยีเหนือกว่าทุกรุ่นที่มีมา คนที่ชอบพิมพ์ ชอบแชต จึงหายห่วงด้วย ฟีเจอร์ สมาร์ท คีย์บอร์ด ที่เรียนรู้จากผู้ใช้ทำงานให้พิมพ์ได้เร็วขึ้น ลดการพิมพ์ผิดได้ถึง 75% นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ สมาร์ท โนทิส  (Smart Notice)  เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งานในช่วงเวลาสำคัญ โดยอิงจากพฤติกรรมรูปแบบการใช้โทรศัพท์และสถานที่ของผู้ใช้ เตือนสายเรียกเข้าที่ผู้ใช้ปฏิเสธและถามต้องการโทรฯกลับหรือไม่ และหากมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากในเครื่องและกินพื้นที่ เครื่องจะถามว่า ต้องการลบออกจากเครื่องหรือไม่ รวมถึงการปรับเปลี่ยนการแจ้งอุณหภูมิและสภาพอากาศในแต่ละวัน เป็นการให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งาน  เช่น วันนี้ควรพกร่มไปด้วยเพราะฝนจะตกเย็นนี้ ซึ่งถือเป็นความสามารถใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานกรณีต้องใช้งานร่วมกับผู้อื่นก็มีฟีเจอร์ Knock code ที่ช่วยปลดล็อกหน้าจอด้วยการเคาะเบา ๆ และสามารถเข้ารหัสส่วนตัวจากตำแหน่งใดก็ได้บนหน้าจอ ส่วนฟีเจอร์  Content Lock จะช่วยซ่อนข้อมูลส่วนตัวไม่ให้มองเห็นเมื่อใช้เครื่องร่วมกับผู้อื่น และป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์มองเห็นข้อมูลเพื่อความปลอดภัย เมื่อนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และหากแอลจี จี 3 ถูกขโมย ไป ผู้ใช้สามารถตัดการใช้งานได้และสั่งล้างข้อมูลส่วนตัวจากระยะไกล ได้ด้วยฟีเจอร์ Kill Switch ด้าน นายยอน โฮ (ไมเคิล) เจิง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี  อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอลจี จี 3 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่จะนำเข้ามาทำตลาดในไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 2 ของตลาดสมาร์ทโฟนให้ได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยจะร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของไทย และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายในไทยในการทำตลาดร่วมกัน ทั้งนี้แอลจี จี 3 มี 6 สี คือ ดำ ตะกั่ว ขาว ทอง ม่วง และแดงเบอร์กันดี้   เริ่มวางจำหน่าย 170 ประเทศทั่วโลกแล้วตั้งแต่วันเปิดตัว คือ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเพียง 3 สี คือ ขาว ดำ ทอง โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ประมาณสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนราคายังไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการใครที่เป็นแฟนแอลจีเก็บตังค์หยอดกระปุกไว้รอกันได้เลยเพราะน่าใช้จริง ๆ. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘LG G3’ สมาร์ทโฟนมากด้วยเทคโนโลยี

  • คาดเปิดขายประกันภัยนาข้าวช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้

    คาดเปิดขายประกันภัยนาข้าวช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้

    นายลวรณ แสงสนิท รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ได้เสนอเรื่องประกันภัยนาข้าวให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาแล้ว หาก คสช.อนุมัติแผนประกันภัยนาข้าวภายในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นเดียวกับการประกาศโรดแมปด้านเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดขายประกันภัยนาข้าวได้ในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ พร้อมกับการปลูกข้าวที่กำลังจะเริ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ได้เสนอไปยังคสช.เพื่อช่วยจ่ายเบี้ยประกันให้กับชาวนา ในพื้นที่เป้าหมาย 1.5 ล้านไร่ วงเงินชดเชย 500 ล้านบาท โดยมีเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เบิกมาดำเนินการในปีทีผ่านมาและยังเหลือกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้นจึงขอใช้งบเพิ่มอีก 376 กว่าล้านบาทเท่านั้น โดยธ.ก.ส.ได้เตรียมแผนขายประกันไว้พร้อมแล้ว และมั่นใจว่าปีนี้จะได้เกินกว่าเป้าหมาย 1.5 ล้านไร่แน่นอน เพราะเมื่อเทียบจากปีที่ผ่าน ๆ มา ขายได้น้อยมาก เนื่องจากกว่าจะดำเนินการขายก็เลยเวลาปลูกข้าวไปแล้ว สำหรับโครงการประกันภัยนาข้าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สศค. ธ.ก.ส. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องถึง 3 ปี โดยปีนี้จะยังคงยึดหลักการเหมือนปีที่ผ่านมาคือแบ่งพื้นที่ประกันออกเป็น 5 โซนตามความเสี่ยงภัย คือ พื้นที่เสี่ยงต่ำสุดคิดเบี้ยประกันไร่ละ 129.47 บาท แบ่งเป็น เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน 60 บาท รัฐบาลร่วมจ่ายเบี้ยประกัน 69.47 บาท หากพื้นที่เสี่ยงต่ำมาก คิดเบี้ยประกันไร่ละ 247.17 บาท โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน 70 บาท รัฐบาลจ่ายเบี้ย 177.17 บาท ขณะเดียวกัน หากพื้นที่เสี่ยงต่ำคิดเบี้ยประกันไร่ละ 376.64 บาท โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน 80 บาท รัฐบาลจ่ายเบี้ย 296.64 บาท ส่วนพื้นที่เสี่ยงปานกลางคิดเบี้ยประกันไร่ละ 472.94 บาท โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน 90 บาท รัฐบาลจ่ายเบี้ย 382.94 บาท และพื้นที่เสี่ยงสูง คิดเบี้ยประกันสูงสุดไร่ละ 510.39 บาท เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน 100 บาท รัฐบาลร่วมจ่ายเบี้ยประกัน 410.39 บาท ทั้งนี้ประกันดังกล่าวมีความคุ้มครองทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากศัตรูพืช แบ่งเป็น ความคุ้มครองความเสียหาย 6 ประเภท คือ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง วาตภัย อัคคีภัย ลูกเห็บและอากาศหนาว ซึ่งจะได้รับชดเชย 1 ,111 บาทต่อไร่ ถ้าเสียหายจากภัยศัตรูพืชและโรคระบาดจะคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเปิดขายประกันภัยนาข้าวช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้

  • ดึง 8 แบงก์รัฐอัดฉีดเงิน 3.43 แสนล้านบาท

    ดึง 8 แบงก์รัฐอัดฉีดเงิน 3.43 แสนล้านบาท

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการหารือระหว่างผู้บริหารระดับสูง กระทรวงการคลัง ร่วมกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการเร่งด่วนสูงที่พร้อมดำเนินการ โดยส่วนมาตรการสินเชื่อผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเดือน มิ.ย.57-ธ.ค.58 ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 11 มาตรการ จาก 8 แบงก์รัฐ คิดเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 343,600 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ 140,000 ราย ส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 58 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8-1%“เชื่อว่ามาตรการสินเชื่อผ่านแบงก์รัฐ วงเงินรวม 343,600 ล้านบาทนั้น จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 57 และทั้งปี 58 รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย ส่งผลดีต่อจีดีพี ในปี 58 โดยเชื่อว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.8-1% เมื่อเทียบกับการเบิกจ่ายงบโครงการจำนำข้าวในปี 57 ที่วงเงิน 92,000 ล้านบาท ที่กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 0.2%”ทั้งนี้ มาตรการผ่านแบงก์รัฐ ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ในโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีสุขใจ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ให้สินเชื่อระยะสั้นและระยะยาว วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท ปล่อยกู้ไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ปีที่ 1 ที่เอ็มแอลอาร์ -1 ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 10,000 ราย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โครงการเพิ่มสินเชื่อตลอดห่วงโซ่อุปทาน วงเงิน 25,000 ล้านบาท จำนวน 63,500 ราย สินเชื่อวิสาหกิจชุมชนวงเงิน 7,500 ล้านบาท จำนวน 10,437 กลุ่มวิสาหกิจ สินเชื่อผู้ประกอบการ 3,400 ล้านบาท และสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (บัตรสินเชื่อเกษตรกร) 30,000 ล้านบาท จำนวน 3 หมื่นรายขณะที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โครงการขยายสินเชื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต 2 วงเงิน 3,000 ล้านบาท รวม 1,200 ราย โครงการสินเชื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตามยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม 5,000 ล้านบาท จำนวนผู้ประกอบการ 600 ราย และมาตรการป้องกันหนี้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย โดยพักชำระหนี้เงินต้น 6 เดือนและเพิ่มวงเงินสินเชื่อฉุกเฉิน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) โครงการขยายสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ธสน. 10,000 ล้านบาท ให้กับผู้ส่งออก 22,000 ราย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาตรการจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนเอสเอ็มอีปีแรก วงเงิน 119,000 ล้านบาท และของบชดเชย 1,224 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 15,000 ราย มาตรการให้ความช่วยเหลือไมโครเอสเอ็มอี 5,000 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโอท็อป 10,000 ล้านบาท และมาตรการพักชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 6 เดือนนอกจากนี้ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) โครงการเอสเอ็มอีฮาลาลเทรด วงเงิน 2,000 ล้านบาท ลูกค้ารายใหม่ 40 ราย โครงการสินเชื่อมาตรฐานเฟร็คซี่แอนด์ชัวร์ วงเงิน 4,800 ล้านบาท มาตรการแคมเปญสินเชื่อบุคคล 4 โครงการ วงเงิน 800 ล้านบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โครงการสินเชื่อเพิ่มสุขสำหรับลูกหนี้ประวัติดี ปล่อยกู้เพิ่มรายละไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกันต่อราย และโครงการอื่นๆอีก 14 โครงการ และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกค้า บตท.โดยใช้นโยบายและมาตรการที่สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และออกมาตราการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึง 8 แบงก์รัฐอัดฉีดเงิน 3.43 แสนล้านบาท