เดือน: มิถุนายน 2014

  • กกร.หวังจีดีพีโต2.5%

    กกร.หวังจีดีพีโต2.5%

    นายบุญทักษ์  หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกกร.ว่า   มาตรการเศรษฐกิจที่คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้แต่ละหน่วยงานเร่งดำเนินการโครงการต่าง ๆ นั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ 2-2.5%  จากเดิมในช่วงที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเศรษฐกิจในไตรมาส 1/57 ติดลบ 0.6% และทั้งปีจะโตเพียง 1%   เป็นผลมาจากการเร่งจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวให้กับชาวนาวงเงิน 92,000 ล้านบาทภายในเดือนมิ.ย.นี้ทำให้การบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้น  รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนอีก 7,000 ล้านบาท  ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานไปจัดทำงบประมาณปี 58 ให้เสร็จก่อนเดือนก.ย.นี้ นอกจากนี้การเลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทบางโครงการที่มีความจำเป็น  เช่น  ส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดิน รถไฟรางคู่ และโครงการบริหารจัดการน้ำ จะส่งผลดีต่อระบบโลจิสติกส์และการขยายตัวของสินเชื่อ คาดว่าจะโตประมาณ 8-10% จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าสินเชื่อในระบบจะโตประมาณ 6-8%  “ปัจจุบันผู้บริหารประเทศมีความชัดเจนจะทำให้เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ จากเดิมก่อนรัฐประหารเศรษฐกิจหดตัว แต่เชื่อว่าการจ่ายเงินให้ชาวนาจะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน”  สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เตรียมเสนอคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติจัดสรรงบประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ขยายการค้ำประกันความสูญเสียโครงการให้เอสเอ็มอี จากเดิมสัดส่วน 18% เป็นสัดส่วน 50% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง  นอกเหนือจากการให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาร่วมค้ำประกันกับบสย. ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะเดียวกันเร่งออกพรก. ขยายเวลาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติ บุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ออกไปอีก 2 ปี เร่งจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะมีโครงการรอพิจารณา 400 โครงการ เงินลงทุน 660,000 ล้านบาท  รวมถึงเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ เพื่อกระตุ้นการส่งออก รวมทั้งเสนอให้มีคณะกรรมการและการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน(กรอ.)  เพื่อเป็นกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า การเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ  โดยภาคเอกชนจะใช้เวทีการประชุม อาเซียนบิสสิเนส ซัมมิท  ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 14 – 15 ก.ย.นี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ทำความเข้าในกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ  และเร่งให้จัดทำโครงการเมดอินไทยแลนด์   กำหนดใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.หวังจีดีพีโต2.5%

  • ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ

    ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ

    นางอังคณาปิลันธน์โอวาท ไชยมนัสกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่าธอส.ได้เตรียมวงเงิน5,000ล้านบาทจัดทำโครงการสินเชื่อบ้านธอส.เพิ่มสุขสำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า36เดือนจะได้รับสิทธิ์กู้เพิ่มเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยวงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน1.5ล้านบาทโดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่3ปีแรก3.99%ปีที่4ดอกเบี้ย4.975%ส่วนปีที่5จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้และทำนิติกรรมตั้งแต่วันนี้ถึง 30ธ.ค.นี้หรือจนกว่าวงเงินดังกล่าวจะหมด“การทำแคมเปญดังกล่าวเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งธนาคารเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีภารกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสร้างโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอยู่แล้วจึงขานรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพื่อตอบแทนลูกค้าที่มีประวัติผ่อนชำระดีมาอย่างต่อเนื่อง”เนื่องจากเห็นว่าดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นนับว่าต่ำมากสำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อฯในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งลูกค้าอาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังนั้นจึงเชื่อว่าโครงการสินเชื่อเพิ่มสุขจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าได้ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์โทร 0-2645-9000หรือwww.ghbank.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ

  • ขนส่งเริ่มสอบใบขับขี่แบบเข้มข้น

    ขนส่งเริ่มสอบใบขับขี่แบบเข้มข้น

    นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มใช้หลักสูตรสอบข้อเขียนทำใบขับขี่รถยนต์มาตรฐานใหม่แล้ว โดยปรับเกณฑ์สอบผ่านจาก 75% เพิ่มเป็น 90% หรือต้องทำข้อสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า 45 ข้อ จากทั้งหมด 50 ข้อ เพิ่มจากเดิมที่ต้องผ่าน 23 ข้อ จาก 30 ข้อ พร้อมกับนำข้อสอบพร้อมเฉลยทั้งหมด 1000 ข้อ มาลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก www.dlt.go.th ให้ประชาชนทุกคนเข้าไปอ่าน และทำความเข้าใจก่อนเข้าสอบได้  “ไม่อยากให้ประชาชนกังวลใจมากไปกับ เพราะกรมฯได้นำข้อสอบทั้งหมดเผยแพร่ในเว็บไซต์แล้ว และในการสอบแต่ละครั้งก็จะสุ่มคัดเลือกข้อสอบจากเว็บไซต์ 50 ข้อจากในนี้มาสอบ ดังนั้นหากอ่านทั้งหมดแล้วเข้าใจ จำได้ ต้องสอบผ่านแน่นอน ซึ่งเป็นแนวทางช่วยให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น และช่วยทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงด้วย พร้อมทั้งสั่งให้ขนส่งจังหวัดทุกแห่งดำเนินการเรื่องขอใบอนุญาตขับรถยนต์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาบางพื้นที่สอบผ่านง่ายกว่าบางพื้นที่”  นายอัฌษไธค์กล่าวต่อว่า บรรยากาศการปรับมาตรฐานสอบใบขับขี่วันแรก วันที่ 2 มิ.ย. 57 ยังเป็นไปปกติ มีประชาชนติดต่อทำใบขับขี่ใกล้เคียงกับวันทั่วไป โดยมีผู้ยื่นขอทำทดสอบทำใบขับขี่วันละ 200 คน แต่กรมสามารถให้บริการได้เพียง 150 คนต่อวัน จึงเกิดปัญหาบริการไม่เพียงพอและต้องรอคิวนาน ดังนั้นกรมฯ จึงได้เพิ่มช่องทางการสอบใบขับขี่ โดยได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เปิดอบรม 4 ชั่วโมงก่อนเข้าสอบเพื่อลดการเข้าคิว แต่ยืนยันว่าไม่มีแผนเพิ่มเวลาการอบรม ยังคงใช้ 4 ชั่วโมงเท่าเดิม 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขนส่งเริ่มสอบใบขับขี่แบบเข้มข้น