เดือน: มิถุนายน 2014

  • สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย

    สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.จะเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาออก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีลูกหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลจำนวนมากถูกทวงหนี้ยังไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ฯ จะดำเนินการ โดยให้บริษัททวงหนี้เข้ามาลงทะเบียน ซึ่งกระทรวงการคลัง มีกฎระเบียบในการควบคุมดูแล เช่น ห้ามข่มขู่ หรือประจานลูกหนี้ ต้องทวงหนี้ในเวลาที่กำหนด หากทำผิดมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุก 1 ปี เป็นต้น นอกจากนี้ สศค.จะเสนอ คสช. ออก พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะสามารถนำสินค้าคงคลังมาหลักประกันขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จากปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะสินค้าคงคลังไม่สามารถจดจำนองได้  รวมทั้ง ยังมี พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เสนอให้ คสช. เห็นชอบ เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประเทศ จะเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะลดภาระงบประมาณในการให้อุดหนุนกับ อปท. ทำให้ประเทศมีเงินเหลือเพื่อไปการลงทุนพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น สำหรับ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ สศค. เคยศึกษาไว้จะมี 3 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.1% และที่เกษตรกรรมไม่เกิน 0.05% สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าใน 3 ปีแรก ให้เก็บภาษีไม่เกิน 0.5% หากยังไม่ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่ม 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% โดยทาง อปท. แต่ละท้องถิ่นเป็นผู้เก็บไม่ใช่รัฐบาลกลาง “สศค.จะผลักดันกฎหมายทวงถามหนี้เป็นธรรม กับ หลักประกันธุรกิจ ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะเป็นประโยชน์กับประชาชนและธุรกิจ ส่วน พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะดำเนินการต่อมา เพราะยังไม่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ก็ต้องมีความจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะถือเป็นโอกาสดีที่ตอนนี้ คสช. มีอำนาจเต็มสามารถอนุมัติกฎหมายได้ทันที หากเป็นรัฐบาลปกติกฎหมายดังกล่าวผลักดันให้เกิดได้ยาก” นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช. ออกประกาศห้ามเจ้าหนี้ทวงหนี้ชาวนายังไม่เป็นธรรม และไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อรักษาความมั่นคง คสช. ประกาศว่าผู้ใดข่มขืนใจชาวนา ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตน หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องยอมเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากพบว่ามีเจ้าหนี้นอกระบบไปตามทวงหนี้ชาวนาที่หน้าธนาคาร หรือยึดรถมอเตอร์ไซค์ และยึดบัญชีเงินฝากของชาวนาไว้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.เล็งเสนอ คสช.ออกกฎหมาย

  • สั่งคงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน

    สั่งคงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน

    พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่ง เพื่อหารือถึงแผนการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (โรดแมป) ว่า ขณะนี้ แผนโรดแมฟ ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนไว้ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัมออกไปไม่มีกำหนด และ ให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกับเร่งปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยมอบหมายให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการเร่งด่วน คือ โครงการประกันภัยข้าวนาปี  57 โดยให้เตรียมวงเงินไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกัน และจ่ายค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้น และให้มีการเร่งลงทุน ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า รางรถไฟ และ ถนน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงให้มีการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ทั้ง ไทย-มาเลเซีย ไทย-ลาว ไทย-พม่า อย่างเป็นรูปธรรมให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 57 พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ให้ขับเคลื่อนโครงเร่งด่วน เช่น การค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป และไมโคร เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น และให้ผลักดันสินเชื่อที่อาศัย ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีประวัติดี ไม่เป็นหนี้เสีย รายละ 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1-3 ปีคงที่ 4.125% และ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งนี้ โครงการเร่งด่วนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ 30 โครงการเร่งด่วนที่ต้องให้แล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 30 ด้าน ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 10 เรื่อง คือ การใช้งบประมาณ ไม่เกินตัวจนผิดวินัยการคลัง, สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน, เร่งงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่, แก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ, เร่งรัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ, ยึดถือกฎกติกาและวินัยการเงินการคลัง กฎเกณฑ์กติกาตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทมหาชน, จัดตั้งลงทุนภาคเอกชน กองทุนประเทศขนาดใหญ่ เพื่อลดการลงทุนภาครัฐ, เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานรัฐวิสาหกิจ ปรับระเบียบมาตรฐาน และใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ, ผลักดันด้านพลังงานทดแทน และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งคงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน

  • ลีสซิ่งเข้มสแกนคุณภาพลูกค้า

    ลีสซิ่งเข้มสแกนคุณภาพลูกค้า

    นายอัครนันท์  ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจทำให้ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อคุมเข้มเรื่องคุณภาพของลูกค้าควบคู่ไปกับการขยายฐานธุรกิจ  เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ดังนั้นคาดว่าในปีนี้จะไม่เห็นการแข่งขันที่รุนแรงในเรื่องราคาหรือการเพิ่มสัดส่วนวงเงินสินเชื่อ  โดยยอมรับว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาสินเชื่อรายใหญ่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งให้ความสำคัญสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการที่รายเล็กที่สู้ไม่ได้ต้องหลีกเลี่ยงหันไปจับตลาดเช่าซื้อสินค้าประเภทอื่นที่มีการแข่งขันต่ำกว่าแทน  สำหรับทิศทางการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจเช่าซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)ยังมีต่อเนื่อง แต่คงไม่รุนแรงมากนักหากเทียบกับปีก่อน “ความเสี่ยงเอ็นพีแอลมีทิศทางเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวประกอบกับสถานการณ์ด้านตลาดรถมือสองที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติแม้ว่าระดับราคาจะค่อนข้างนิ่งแล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อรวมกับนโยบายการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์คาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อจะขยายตัวเป็นด้วยเลขหลักเดียวไม่ต่างจากสินเชื่อเพื่อการบริโภครายย่อยประเภทอื่น” สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ครึ่งปีหลัง57 แม้ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายมากขึ้นทั้งภาวะความขัดแย้งทางการเมือง การดำเนินงานต่าง ๆของภาครัฐน่าจะเดินหน้าได้บ้างส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเริ่มฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง  นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะ จีน และการเตรียมตัวของธุรกิจ เพื่อเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีจะทำให้ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ออกแคมเปญกระตุ้นตลาดรถยนต์รุ่นใหม่มากขึ้น  คาดว่าได้รับการตอบรับดีมากกว่าครึ่งปีแรก   โดยเฉพาะรถเพื่อการพาณิชย์อย่างไรก็ตามปีนี้ตลาดรถยนต์จะมียอดจำหน่ายรวมไม่เกิน 1ล้านคัน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลีสซิ่งเข้มสแกนคุณภาพลูกค้า