เดือน: มิถุนายน 2014

  • คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร

    คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (สคช.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเกษตรก รผู้ปลูกข้าวในฤดูกาลผลิต 57/58 เน้นการเพิ่มรายได้ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มมูลค่าข้าว โดยออกเป็นมาตรการหลัก และมาตรการเสริม 5 มาตรการ ใช้งบประมาณทั้งหมด 4,747 ล้านบาท ซึ่งมาตรการหลัก เป็นการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร ทั้งเมล็ดพันธ์ ค่าปุ๋ย ค่าบริการรถเกี่ยวข้าว และค่าเช่าที่นา ให้ลดลงไร่ละ 432 บาท จากต้นทุนรวมไร่ละ 4,787 บาทส่วนมาตรการเสริม มี 4 มาตรการ คือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 3% ต่อปี นาน 6เดือน วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 50,000 บาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร 20,000 ล้านบาท ส่งเสริมการตลาดโดยให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่ช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าข้าวเก็บสต๊อกข้าว โดยการชดเชยดอกเบี้ย เชื่อมโยงตลาดข้าวทั้งในและต่างประเทศ และการประกันยุ้งฉาง โดยให้ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อ 80% ของราคาตลาดเฉลี่ย เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และประกันภัยนาข้าว ซึ่งเป็นมาตรการตามความสมัครใจของเกษตรกร คุ้มครองไร่ละ 1,111 บาท พื้นที่เป้าหมาย 1.5 ล้านไร โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันไร่ละ 60-100 บาท และธ.ก.ส.สมทบไร่ละ 10 บาท หากประสบภัยจะได้ชดเชยถึงไร่ละ 2,224บาทขณะเดียวกันที่ประชุมคสช.ยังอนุมัติงบกลางฯของปีงบประมาณ 57 จำนวน 90 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อควบคุมและลดความสูญเสียของสินค้ากุ้งทะเล จากกลุ่มอาการตายด่วน โดยให้กรมประมงไปเร่งนำเข้าพ่อแม่พันธุ๋ ก่อนนำมาให้ผู้เลี้ยงกุ้งให้เสร็จภายใน 3 เดือนจากนี้ ด้านนายวิทูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าที่ประชุมคสช.ได้เห็นชอบให้ช่วยเหลือชาวไร่อ้อย โดยกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายของฤดูการผลิตปี 55/56 ที่ 999.20 บาทต่อตันอ้อยที่ความหวาน 10 ซีซีเอส ขณะเดียวกัน ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเพิ่มค่าอ้อยในฤดูกาลดังกล่าวอีก 160 บาทต่อตันอ้อย จากเดิมที่ประกาศไว้ 900 บาทต่อตันอ้อย ทำให้เกษตรกรกว่า 300,000 คนจะได้รับเงิน1,060 บาทต่อตันอ้อย โดยเงินส่วนเพิ่มนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ในวงเงิน 16,000 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร

  • ส่งสัญญาณลอยตัวน้ำมัน

    ส่งสัญญาณลอยตัวน้ำมัน

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ได้เห็นชอบให้คงมาตรการการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ต่อไปอีก 1 เดือน ไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ แต่ก็ขอให้ประชาชนใช้น้ำมันกันอย่างประหยัด เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากจากวิกฤติการณ์ในตะวันออกกลางกรณีเหตุการณ์ ในอิรัก ซึ่งต่อไปอาจต้องขึ้นราคาตามตลาดโลก ดังนั้นขอให้รายประชาชนเตรียมใจไว้ด้วย โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่บาร์เรลละ 115 เหรียญสหรัฐแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้จะเป็นภาระต่อการนำเข้าอย่างมาก แม้ว่าภาครัฐต้องดูแลสถานการณ์ในประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ในตลาดโลกด้วยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า ในการต่ออายุภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในแต่ละเดือน จะทำให้กรมสรรพสามิตต้องสูญเสียรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ปรับลดภาษีน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.54-มิ.ย.57 รวมเฉือนเนื้อไปแล้วกว่า 3.36 แสนล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งสัญญาณลอยตัวน้ำมัน

  • เอกชนไทยไม่แคร์อียูตัดสัมพันธ์

    เอกชนไทยไม่แคร์อียูตัดสัมพันธ์

    นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมการสถาบันกรรมการบริษัทไทย และอดีตรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศใช้มาตรการระงับการเยือนไทย และยกเลิกเจรจาเอฟทีเอ ร่วมถึงการลดอันดับเกรดกาคค้ามนุษย์ของสหรัฐว่า ไม่ประหลาดใจที่สหภาพยุโรปคว่ำบาตรไทย เนื่องจากไม่พอใจที่ไทยเกิดการยึดอำนาจการปกครองขึ้นโดยประกาศไม่มีข้อความที่ระบุว่า จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย มีเพียงการระงับการต้อนรับคณะของไทย และไม่ส่งคณะของสหภาพยุโรปมาเยือนประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์ทางการทูต แต่จะมีการทบทวนความสัมพันธ์อีกครั้งหากไทย มีการจัดการเลือกตั้งขึ้น โดยเชื่อว่าไม่กระทบต่อการค้า และการส่งออกของเอกชนไทย เพียงแต่อาจกระทบเนื่องความต่อเนื่องในการเจรจาเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่ชะงักไป ขณะที่ประเทศอื่นมีการเจรจาเดินหน้าอย่างต่อเนื่องส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกาจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับต่ำสุด หรืออยู่ในระดับเทียร์ 3 ว่า อย่าไปตื่นตระหนกกับการจัดอันดับของสหรัฐครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาเมื่อปี 30 – 31 สหรัฐฯ เคยขู่จะตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี ) สินค้าไทย โดยอ้างปัญหาเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ซึ่งประเทศไทยก็ได้ต่อสู้ และชี้แจงต่อสหรัฐอเมริกา จนผ่านพ้นได้ เช่นเดียวกับกรณีปัญหาการค้ามนุษย์ ที่ไทยต้องชี้แจงเรื่องนี้กับสหรัฐ เพราะไม่มีประเทศไหน และ รัฐบาลไหนที่เห็นด้วยกับปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาเรื่องนี้มาจากการทุจริตคอรัปชั่นนอกจากนี้การที่สหรัฐฯหยิบยกปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพื่อต้องการให้รัฐบาลไทยเดินหน้าแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดังนั้นไทยต้องเร่งแก้ไขและเชื่อว่าสหรัฐจะไม่มีการบอยคอตสินค้าไทย เพราะหากทำเช่นนั้นก็เท่ากับสหรัฐตัดเครื่องมือทางการค้า c]tภาคเอกชนก็ต้องร่วมมือด้วยการปฏิเสธแรงงานที่มาจากการค้ามนุษย์ เดินหน้าการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว เพราะปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวกว่า 3 ล้านคน หากแรงงานกลุ่มนี้มีปัญหา ก็จะส่งผล กระทบต่อการผลิตสินค้ารวมถึงการส่งออกได้นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรีบทำการชี้แจง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสากลทุกคนต้องรับฟัง โดยสิ่งที่ห่วงคือไม่สามารถซื้อวัตถุดิบได้ และอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องของไทยถูกกีดกันไม่สามารถเข้าไปขายในยุโรปได้ ส่วนการทำธุรกรรมทางการเงินยังไม่ทราบว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และมาตรการดังกล่าวครอบคลุมไปถึงไหนนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( สอท. ) กล่าวว่า จะส่งผลกระทบเกิดการเสียประโยชน์ทางการค้าต่อกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากไม่มีการลงนามเอฟทีเอ มองว่า เอกชนก็จะยังสามารถค้าขายเป็นปกติ ไม่มีปัญหา โดยทางเอกชน ต้องเร่งชี้แจงกับคู่ค้าให้เกิดความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าตรงต่อเวลา โดยในการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. หอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ในเดือนหน้า จะมีการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสหรัฐอเมริกา และอียูไปหารือในทีประชุมเพื่อเตรียมพร้อม ประเมินถึงผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข โดยขณะนี้มีเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นระยะสั้นทางจิตวิทยาเท่านั้น ไม่กระทบต่อด้านการค้า โดยเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคสช. ได้มีทีมเศรษฐกิจ และต่างประเทศชี้แจงกับอียูให้เกิดความเข้าใจและเชื่อว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและอียูจะไม่คว่ำบาตรไทยอย่างแน่นอน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนไทยไม่แคร์อียูตัดสัมพันธ์