นางนันทวัลย์ ศกุนตนาคอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( เอสเอ็มอี โปร-แอ็คทีฟ )ว่า ขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจไปเจรจาธุรกิจเจาะตลาด38 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นตลาดจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า อเมริกายูเออี เยอรมนี มาเลเซีย รัสเซีย ฝรั่งเศส เป็นต้นนางนันทวัลย์กล่าวว่า โครงการเอสเอ็มอีโปร-แอ็คทีฟ เป็นโครงการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกซึ่งกว่า1 ปีที่ผ่านมาของโครงการมีเอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือ 1,350 บริษัท รวม 296กิจกรรม ทั้งในรูปแบบขอรับการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและการจัดคณะไปเจรจาธุรกิจ โดยกว่า 43% อยู่ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์รองลงมาเป็นสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และแฟชั่น “โครงการนี้กรมฯได้ร่วมกับภาคเอกชนวางแผนงานวิเคราะห์ จุดแข็ง โอกาสทางการตลาดและสินค้าซึ่งได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศและประโยชน์ของเอกชนเป็นหลัก ซึ่งในช่วงที่เหลือของโครงารอีก 1 ปี 6 เดือนทางกรมฯได้ขอให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดส่งออกสินค้าในต่างประเทศให้แจ้งความต้องการมายังตัวแทนภาคเอกชนประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยเพื่อกรมฯจะเร่งพิจารณาช่วยเหลือต่อไป”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีไทยสนลุยจีน-ญี่ปุ่นมากสุด
เดือน: มิถุนายน 2014
-

เอสเอ็มอีไทยสนลุยจีน-ญี่ปุ่นมากสุด
-

อานิสงส์การเมืองคลี่คลายกระตุ้นลงทุนครึ่งปีหลัง
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า ในช่วงครึ่งหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)ของปีนี้ยอดขายพื้นที่ใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตได้ประมาณ 3.7-9.7% จากที่หดตัวประมาณ57.7% ในช่วงครึ่งแรก(ม.ค.-มิ.ย.)ของปี เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพ ประกอบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนา การเร่งขับเคลื่อนการลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี57 การแก้ปัญหาภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ปรับตัวสูงขึ้นและโดยเฉพาะการเข้ามาแก้ไขปัญหาการอนุมัติโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่รอการพิจารณาอนุมัติมูลค่าประมาณ700,000 ล้านบาท ประมาณ 700โครงการ โดยคสช.วางกรอบการพิจารณาโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่ค้างการอนุมัติให้เสร็จสิ้นภายใน2 เดือน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการลงทุนกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่มีแผนจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน “ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่นักลงทุนยังให้ความสำคัญด้วยความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ประกอบกับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการลงทุนในไทย โดยแนวโน้มการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาจกระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้นนอกเหนือจากที่มีศักยภาพหลักในภาคตะวันออกซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านคาดว่าภาพรวมทั้งปียอดขายพื้นที่ในนิคมฯหดตัวลง 18.9- 27.2% จากปี56 ที่ผ่านมาหดตัว 56.3% “ สำหรับ สถานการณ์การเมืองน่าจะเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการลงทุนและต่อธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม แต่การเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติ โดยองค์ประกอบสำคัญที่จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยนอกจากการเมืองนิ่งแล้ว ความชัดเจนของกฎหมาย เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ควรออกกฎข้อบังคับชัดเจนและนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าธรรมเนียมการทำธุรกิจค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาแก้ไขอุปสรรคปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานรองรับการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนของประเทศด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อานิสงส์การเมืองคลี่คลายกระตุ้นลงทุนครึ่งปีหลัง -

แบงก์ชาติมั่นใจถอนคิวอีกระทบค่าบาทจิ๊บจ๊อย
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่หลายฝ่ายประเมินว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงรวดเร็วมาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับสหรัฐอเมริกาจำนวนมากนั้น ยืนยันว่าค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าลงรวดเร็วแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดรับรู้ข่าวสารดังกล่าวมากแล้ว และปรับตัวได้พอสมควรจึงไม่มีอะไรน่ากังวล ประกอบกับที่ผ่านมา ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกิดจากนโยบายที่ไม่ได้คาดคิด หรือประเมินไว้ก่อนหน้า ส่วนภาพรวมค่าเงินบาทในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยมีสาเหตุจากข่าวดีต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่มั่นใจต่อเศรษฐกิจมากขึ้น หลังการเมืองคลี่คลาย มีแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ได้กลับมาแข็งค่าขึ้น และเงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมากนัก สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย หรือติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสแน่นอน เนื่องจาก ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จะเติบโตมากกว่าไตรมาสแรกที่ติดลบที่ 0.6% เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจน ส่งผลให้การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนเริ่มกลับมา ประกอบกับมีแรงขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 57 ต่อเนื่องในปี 58 ขณะที่การท่องเที่ยวคาดว่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ตามปกติในช่วงครึ่งปีหลัง “แม้การบริโภคที่เริ่มกลับมาจะไม่ได้ฟื้นตัวแรง เพราะครั้งนี้ภาคประชาชนยังมีภาระหนี้เก่าค่อนข้างมาก หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่นเดียวกับการจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่เงินถูกโยนเข้าไปในระบบแล้ว แต่ชาวนาก็ต้องนำเงินไปใช้หนี้เดิมที่ค้างอยู่ จะช่วยมากน้อยแค่ไหน ต่อเศรษฐกิจคงต้องมีการติดตามในระยะต่อไป แต่ตัวที่จะช่วยดึงเศรษฐกิจแน่ๆคือ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่เดินหน้า การลงทุนเริ่มกลับมา ขณะที่ในอนาคตการส่งออกยังเป็นตัวหลักในการเดินหน้าของเศรษฐกิจอยู่แน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ชาติมั่นใจถอนคิวอีกระทบค่าบาทจิ๊บจ๊อย