นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในระยะสั้น ประกอบด้วย การยกเว้นค่าบริการอนุญาตตั้งโรงงานระยะเวลา 1 ปี การยกเว้นค่าบริการอนุญาตก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมระยะเวลา 1 ปี และการยกเว้นค่าบริการในการออกหนังสือรับรอง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเรียกความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศไทยได้ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นส่งเสริมการลงทุน โดยจะเสนอให้คณะกรรมการ กนอ. พิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ระหว่างเดือน ต.ค. 56 – มี.ค. 57 ได้ดำเนินการให้คำปรึกษา แนะนำด้านการลงทุนให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในนิคมฯ ซึ่งเป็นนักลงทุนที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย โดยนักลงทุนญี่ปุ่น ยังคงเป็นนักลงทุนหลักที่ให้ความสนใจการประกอบกิจการในนิคมฯ และกลุ่มนักลงทุนจากยุโรป และจีนมีแนวโน้มที่ให้ความสนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบกิจการในนิคมฯ มากขึ้น โดยนักลงทุนยุโรปจะเน้นไปทางธุรกิจพลังงาน และรีไซเคิลซึ่งเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบของไทย ขณะที่นักลงทุนจากจีนจะเน้นการผลิตและการขายในตลาดไทย และนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเลคทรอนิคส์เพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออก สำหรับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในพื้นที่บริเวณใกล้กรุงเทพฯ และอีสเทิร์นซีบอร์ด และที่ผ่านมา กนอ. ได้มีการเตรียมพื้นที่นิคมฯ หลายแห่ง ทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรองรับนักลงทุนที่เข้าลงทุนในประเทศไทย ” ตอนนี้นักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ยังให้ความสนใจต่อเนื่อง เช่น อุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องจักร, อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ธุรกิจรีไซเคิล , ยาและเคมีภัณฑ์, อาหารและเครื่องดื่ม, เหล็กและโลหะ, ก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ นอกจากนักลงทุนต่างชาติที่เดินทางมาขอคำปรึกษา แนะนำด้วยตนเองแล้ว ยังมีนักลงทุนไทยหลายรายที่ให้ความสนใจติดต่อขอข้อมูลเบื้องต้นของ กนอ. ทางโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง เช่น การขอข้อมูลเบื้องต้นสิทธิประโยชน์ของ กนอ. ในเขตทั่วไปและเขตประกอบการเสรี ข้อแตกต่างระหว่างนิคมฯ กับสวนอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่นักงทุนให้ความสนใจต่อเนื่อง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนอ.คลอดมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี
เดือน: มิถุนายน 2014
-

กนอ.คลอดมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี
-

ยืมเงินคงคลังจ่ายรถคันแรก
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้ทำเรื่องถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอใช้เงินคงคลังวงเงิน 8,600 ล้านบาท มาจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิรถคันแรกได้อย่างต่อเนื่องไม่เกิดการสะดุด เนื่องจากที่ผ่านมาการตั้งงบประมาณของปี 57 ไม่เพียงพอ โดยแนวทางดังกล่าว สำนักงบประมาณเป็นผู้เสนอให้กระทรวงการคลัง แทนการขอใช้งบกลาง เพราะมีความคล่องตัวกว่า ซึ่งเงินที่ขาดจริงมีอยู่ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท แต่สำนักงบประมาณให้ขอเงินคงคลังครั้งเดียว 8,600 ล้านบาท เพื่อให้นำเงินงบประมาณ 3,600 ล้านบาท มาใช้คืนงบกลางที่ยืมไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การใช้เงินคงคลัง เป็นอำนาจของนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่สามารถอนุมัติได้ทันที และการทำงบประมาณในปีต่อไปก็ต้องตั้งเงินมาใช้คืนเงินคงคลัง เพราะหากใช้งบกลางต้องทำเรื่องผ่านสำนักงบประมาณ และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานและได้เงินมาไม่ทันจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิในเดือน ก.ค.-ก.ย. ที่เป็นช่วงท้ายของงบประมาณปี 57 “การขอใช้งบประมาณ 57 ของกรมสรรพสามิตจนถึงปัจจุบันได้จ่ายเงินรถคันแรกไปครบ 40,000 ล้านบาท ตามงบประมาณที่ตั้งไว้แล้ว ดังนั้น จึงต้องได้รับการอนุมัติให้ทันวันที่ 9 ก.ค.นี้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีเงินจ่ายคืนประชาชนในอีก 3 เดือนที่เหลือ คือตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.นี้” สำหรับการดำเนินการให้ผู้ใช้สิทธิขอคืนรถคันแรกอีกประมาณ 100,000 ราย ยังไม่มารับมอบรถ ได้ขอให้ค่ายรถยนต์ต่างเร่งทำประชาสัมพันธ์กับผู้จองรถให้มารับรถภายในวันที่ 31 ก.ย.นี้ เพื่อที่จะปิดโครงการรถคันแรก อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิตไม่สามารถไปตัดสิทธิกับผู้ยังไม่มาใช้สิทธิได้ เนื่องจากการประกาศโครงการตั้งแต่แรกไม่ได้ระบุว่าต้องรับรถภายในปีไหน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยืมเงินคงคลังจ่ายรถคันแรก -

หุ้นไทยปิดบวก 10.55 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 19 มิ.ย. ดัชนีปรับตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด และเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบในช่วงเช้า จากนั้นช่วงบ่ายทยอยฟื้นตัวในแดนบวกจนกระทั่งท้ายตลาด เนื่องจากการฟื้นตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่ปรับตัวลดลงแรงวานนี้ และไร้ปัจจัยใหม่เข้ากดดดันตลาด รวมถึงนักลงทุนคลายความกังวลหลังจากกระทรวงการคลังยืนยันไม่มีนโยบายเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,462.91 จุด และลดลงต่ำสุด 1,447.20 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,461.91 จุด เพิ่มขึ้น 10.55 จุด หรือ 0.73% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 43,560.19 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ทรู ปิดที่ 9.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.55 บาท 2.เธียรสุรัตน์ ปิดที่ 5.35 บาท เพิ่มขึ้น 1.85 บาท 3.บีทีเอส ปิดที่ 8.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.35 บาท 4.ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 190.00 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง 5.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 20.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยปิดบวก 10.55 จุด