“โจไบเดน ผิดจีนมีนวัตกรรม” เป็นหัวข้อข่าวเรื่องเทคโนโลยีของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นสหรัฐอเมริกา ที่รองประธานาธิบดีโจไบเดนพูดสบประมาทจีนว่าไม่เคยคิดอะไรเองเลยสักอย่าง ผมอาจจะเขียนเป็นไทยแรงสักนิด แต่ลองมาดูคำต่อคำที่รองประธานาธิบดีโจไบเดนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่ออธิบายถึงประเทศจีนว่าเป็นชาติที่ไม่มีความสามารถในการผลิตของใหม่หรือสร้างความคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่และพูดว่า “ผมขอท้าคุณ บอกผมมาเลยสักโครงการหนึ่งหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ สักชิ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คิดเองสักอย่างที่มาจากประเทศจีนมีไหม ซึ่งเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อนักเรียนนายร้อยที่จบหลักสูตรของกองทัพอากาศ” นักข่าวของสำนักซีเอ็นเอ็นไม่เห็นด้วยกับคำพูดของโจไบเดน ท่านรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ก็เลยรายงานต่อไปว่า ความจริงนวัตกรรมก็คือแหล่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจีน รัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินสำหรับงานวิจัยมาแล้วไม่น้อยมานานแล้ว บริษัทต่าง ๆ ในประเทศจีนเพิ่มเงินงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาโดยกล้าใช้ถึง 20% ต่อปี ในขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินสำหรับการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 1% ไป 4% ก็แค่นั้นสิ่งที่รัฐบาลจีนลงทุนไปคุ้มค่า ซึ่งทำให้ประเทศจีนมีนวัตกรรมจำนวนมาก บริษัทผลิตสินค้าใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยีไร้สาย อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ ตัวอย่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน เช่น เซี่ยวไหม ผู้ผลิตโทรศัพท์อัจฉริยะ ก่อตั้งที่กรุงปักกิ่งได้เพียง 4 ปี ขณะนี้มีมูลค่าในตลาดถึง 300,800 ล้านบาท คนมักจะพูดว่าเจ้าของบริษัทเทียบได้กับสตีฟ จ็อบส์ บริษัทเท็นเซ็นด์ มีมูลค่าในตลาดมากกว่าบริษัทซีสโก้ ซึ่งเป็นบริษัทด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดของโลกมาก่อน เท็นเซ็นด์มีลูกค้ามากกว่าทวิตเตอร์และมีรายได้มากกว่าเฟซบุ๊ก วีแชตของเท็นเซ็นด์มีฟีเจอร์ที่คนชอบและมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากกว่าแอพของโลกตะวันตกมาก หัวเว่ย ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมเป็นรองแค่อิริคสัน หัวเว่ยมีพนักงานด้านงานวิจัยและพัฒนาแผนกเดียวถึง 70,000 คน และเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5จี และกำลังจะผลิตโทรศัพท์มือถือ บีจีไอ บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของจีนสามารถสร้างการลำดับดีเอ็นเอมากกว่าแห่งใดในโลก เป็นเจ้าโลกด้านเทคโนโลยีดีเอ็นเอและอีกมากมายหลายบริษัทที่มีนวัตกรรมเป็นที่หนึ่งของโลก ฮวน เรียน ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ “หมดยุคลอกแบบ” ได้กล่าวว่า ไบเดนดูถูกเรื่องความเจริญด้านนวัตกรรมของจีนและบริษัทแมคคินซี ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้แถลงว่าจากการศึกษาความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของจีนพบว่าจีนมีนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค การส่งด่วนข้อความ เกมมือถือ สิ่งเหล่านี้มาจากการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ขาดไปน่าจะเป็นกฎระเบียบประเทศที่จะสามารถปกป้องการคิดค้นสิ่งใหม่ๆของจีนซึ่งกฎหมายเหล่านี้อเมริกามีนับร้อยปีแล้ว และทำให้การค้าซึ่งเกิดจากนวัตกรรมที่อเมริการ สร้างขึ้นขายได้ในโลกปัจจุบันจนรวย ก็จริงสิ่งเหล่านี้ทุกประเทศก็ต้องเรียนรู้ แต่ท้ายที่สุด คุณฮวน เรียน ก็บอกว่า “ท่านรองประธานาธิบดีไบเดนเองที่คิดนโยบายที่จะเตรียมตัวบริษัทอเมริกันเพื่อให้แข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่มาจากนวัตกรรมจีน” จงระวังอย่าประมาทจีน. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สหรัฐอเมริกาคิดว่าจีนไม่มีนวัตกรรม – โลกาภิวัตน์
เดือน: มิถุนายน 2014
-

สหรัฐอเมริกาคิดว่าจีนไม่มีนวัตกรรม – โลกาภิวัตน์
-

ซัมซุงเผยโฉมกาแล็คซี่ แท็บ เอส
แท็บเล็ตระดับพรีเมียมรุ่นแรก ของซัมซุง กาแล็คซี่ แท็บ เอส (Samsung Galaxy Tab S) จอซูเปอร์อะโมเลด นายเจเค ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวในงานเปิดตัวที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า คุณภาพของหน้าจอเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกแท็บเล็ต กาแล็คซี่ แท็บ เอส จึงเน้นมอบประสบการณ์ทั้งด้านการแสดงผลและความบันเทิงที่มีสีสันสมจริงที่สุด กาแล็คซี่ แท็บ เอส เป็นแท็บเล็ตรุ่นแรกที่ปฏิวัติความละเอียดหน้าจอแท็บเล็ต ด้วยหน้าจอแบบซูเปอร์ อะโมเลด ความละเอียด WQXGA 2560 x 1600 อัตราส่วน 16:10 แสดงสีได้ถูกต้องมากกว่าร้อยละ 90 มีเทคโนโลยีรองรับการแสดงผลกลางแจ้ง ใช้พลังงานต่ำกว่าแท็บเล็ตจอแอลซีดี มี 2 รุ่น คือ รุ่นไว-ไฟ และรุ่นแอลทีอี หน้าจอคือ 10.5 นิ้ว และ 8.4 นิ้ว หน่วยความจำ 16 และ 32 กิกะไบต์ จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซัมซุงเผยโฉมกาแล็คซี่ แท็บ เอส -

ข้อเท็จจริงกับมายาคติ ในเรื่องราคาพลังงาน – พลังงานรอบทิศ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีมติกบง.ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลงมา 14 ส.ต./ลิตร ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงจากลิตรละ 29.99 บาท มาเป็น 29.85 บาท ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีการเคลื่อนไหว แทนที่จะถูกกำหนดตายตัวอยู่ที่ 29.99 บาทหรือไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตรอย่างที่ผ่านมา (แต่ก็ยังน่าสงสัยอยู่ว่า ถ้าจำเป็นจะต้องขึ้นไปเกิน 30 บาท/ลิตร กบง.ชุดนี้จะกล้าขึ้นราคาหรือเปล่า) นโยบายราคาน้ำมันดีเซลต้องไม่เกินลิตรละ 30 บาทนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของนโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่ติดมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อทำแล้วก็เลิกไม่ได้ ใครเลิกก็โดนด่าจนต้องกลับมาทำใหม่ ติดพันกันมาจนถึงทุกวันนี้ คำถามที่ผมอยากถามและได้ตั้งคำถามมาตลอดแต่ไม่มีใครตอบได้ก็คือ ราคา 30 บาทนั้นมาจากไหน มีผลการศึกษาหรือผลการวิจัยจากสถาบันใดรองรับหรือไม่ว่าราคาน้ำมันดีเซลที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยควรจะเป็นเท่าไร หรือเป็นราคาที่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง คว้าลอย ๆ มาจากอากาศ แล้วทุก ๆ รัฐบาลก็ใช้ต่อ ๆ กันมา โดยไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวจะเสียคะแนนเสียง (แต่ผมว่านักการเมืองไทยเป็นโรคเจ๊เกียวโฟเบียมาก กว่า เพราะถ้าราคาดีเซลเกิน 30 บาทเมื่อไร เจ๊เกียวก็จะมาต่อรองขอขึ้นราคาค่าโดยสารทันที) จริงอยู่ที่ราคาน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่งทุกชนิดในประเทศ แต่คำถามที่ต้องถามคือ ทำไมต้อง 30 บาท! ทำไมไม่เป็น 28-29 บาท หรือทำไมไม่เป็น 31-33 บาท ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน มีเพตุผลทางวิชาการรองรับหรือไม่ เราควรมาฉุกคิดว่า การที่มีการนำเอาเงินภาษีสรรพสามิตปีละ 108,000 ล้านบาท มาตรึงราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ที่ 30 บาท/ลิตรเป็นเวลาสามปีกว่า หมดเงินไป 333,000 ล้านบาทแล้วนั้น มันสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่ได้ประโยชน์กับประเทศชาติเต็มที่แล้วหรือไม่ จริง ๆ แล้วเราควรนำเงินนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่ดีกว่านี้หรือเปล่า เช่นไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มวลชนเพื่อลดการใช้พลังงาน หรือไปลงทุนในโครงการศึกษาและสาธารณสุขตลอดจนสวัสดิการสังคม ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะดีกว่าเอามาตรึงราคาน้ำมันให้คนขับรถได้ใช้น้ำมันถูก ๆ ออกรถใหม่ ๆ มาเผาน้ำมันกันเล่นอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า? และถ้าบอกว่า ถ้าไม่ตรึงราคาน้ำมันเอาไว้ค่าขนส่งจะแพง ข้าวของจะขึ้นราคา ผมก็อยากจะถามว่า เราตรึงราคาน้ำมันดีเซลกันมาสามปีแล้ว ข้าวของขึ้นราคาไหม และบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลก็ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตรเป็นเวลาหลายเดือน แต่ผมก็ไม่เห็นค่าขนส่งจะลดลงแต่อย่างใด นอกจากนั้นผมก็อยากจะถามว่าแล้วประเทศเพื่อนบ้านของเราเขาอยู่กันได้อย่างไร เพราะราคาน้ำมันดีเซลของเขาแพงกว่าของเราเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นมาเลเซีย ซึ่งก็กำลังปรับราคาขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรัฐบาลของเขาก็ทนอุดหนุนต่อไปไม่ไหว) โดยเฉพาะประเทศลาวและกัมพูชาที่ประชาชนของเขามีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าคนของเรามาก แต่ต้องใช้น้ำมันดีเซลแพงกว่าบ้านเรา เขาอยู่กันอย่างไร ดังนั้นเรื่องของราคาพลังงานจึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องพยายามทำความเข้าใจ อย่าสักแต่เพียงฟังเขาพูดแล้วก็เชื่อต่อ ๆ กันมา เพราะข้อมูลมากมายที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ มีลักษณะเป็นแค่ “มายาคติ” ดังนั้นการพยายามแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่หลากหลาย จึงจะทำให้เราเป็นผู้ที่ “รู้จริง” ก็ได้แต่หวังว่าอย่างน้อยคงไม่มี “มายาคติ” ในหมู่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานในบ้านเรานะครับ !!!
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข้อเท็จจริงกับมายาคติ ในเรื่องราคาพลังงาน – พลังงานรอบทิศ