นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามการสนับสนุนเงินทุนให้กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อนำไปจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย ฤดูการผลิตปี 56/57 ตามมติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้เพิ่มเป็น 160 บาทต่อตัน โดยจ่ายตรงให้ชาวไร่อ้อยทุกตันอ้อย ที่ส่งเข้าหีบให้โรงงานน้ำตาล หรือตามปริมาณอ้อยที่เข้าหีบจริง 103.67 ล้านตัน วงเงินกู้ 16,582 ล้านบาท กำหนดชำระเสร็จสิ้นภายใน 17 เดือนข้างหน้า โดย ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) -0.75% ต่อปี หรือปัจจุบันเท่ากับ 4.25% ต่อปี"ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้เงิน เพื่อนำไปรักษาเสถียรภาพราคาในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ตั้งแต่ ปี 42 เป็นต้นมา รวม 11 ครั้ง ซึ่งช่วยเหลือ และแก้ปัญหาความเดือนร้อนของชาวไร่อ้อยโดยเฉลี่ยปีละ 150,000 ราย นอกจากนี้ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระบบการผลิตอ้อย และสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ธ.ก.ส. และกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย จึงได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร เพื่อเพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมถึงลดต้นทุนการผลิต เพื่อสร้างส่วนต่างรายได้ หรือผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน"ทั้งนี้ จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนกระบวนการปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ การอบรมให้ความรู้ และอื่น ๆ ตลอดจนการสนับสนุนสินเชื่อให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เส้นใยจากอ้อย การผลิตไฟฟ้า การทำปุ๋ยอินทรีย์ และการผลิตเอทานอล เพื่อเป็นพลังงานทดแทน โดย ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องดังกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.ปล่อยกู้กองทุนอ้อยฯ1.65หมื่นล้านบาท
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

ธ.ก.ส.ปล่อยกู้กองทุนอ้อยฯ1.65หมื่นล้านบาท
-

ชงแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอแผนการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (โรดแมป) ไปยัง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติ คสช. ที่ต้องการให้แก้ปัญหาอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบ หลังจากเพิ่มค่าอ้อยในอัตรา 160 บาทต่อตัน ซึ่งการแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมนี้ มีลักษณะเหมือนกับการแก้ปัญหาพลังงานทั้งนี้ แผนดังกล่าว มีข้อเสนอในเรื่องการเพิ่มปริมาณอ้อยเป็น 200 ล้านตัน ปี 63 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มี 103.66 ล้านตัน ซึ่งจะต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น 18 ล้านไร่ จากขณะนี้มีอยู่ 8 ล้านไร่ และอาจต้องเพิ่มโรงงานน้ำตาลจากปัจจุบันที่มีอยู่ 50 แห่ง ส่วนแผนดังกล่าว จะก้าวไปถึงการแก้ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายหรือไม่นั้น คงต้องให้ คสช.พิจารณาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรสำหรับแผนการเพิ่มปริมาณอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น มีจุดประสงค์เพื่อส่งออก เนื่องจากประเมินว่าประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิต และส่งออกรายใหญ่ของโลกนั้น มีข้อจำกัดในการผลิตน้ำตาลทราย เพราะโรงงานเริ่มเก่าแล้ว ดังนั้นเป็นโอกาสของไทย ที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยผลิตน้ำตาลได้ 10 ล้านตัน ปริโภคในประเทศ 2.5-2.6 ล้านตัน ที่เหลือส่งออก 7.4-7.5 ล้านตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย -

สรรพากรต่ออายุแอลทีเอฟถึงปี 59
นายไพบูลย์นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรว่า กรมฯ มีมติให้คงนโยบายลดหย่อนภาษี ให้กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ไปจนถึงปี 59 ตามสัญญา ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) นั้นให้คงสิทธิตามเดิม เนื่องจากไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งขณะนี้สภาฯได้พยายามนำเสนอข้อมูลให้สรรพากรพิจารณาคงนโยบายลดหย่อนภาษีให้กองทุนอาร์เอ็มเอฟอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างก่อนหมดสัญญา เพื่อพัฒนาธุรกิจตลาดทุนในอนาคต และโอกาสการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนเพิ่มมากขึ้น“นโยบายการลดหย่อนภาษีนั้น เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไป ใส่ใจการลงทุนมากขึ้น โดยกองทุนดังกล่าว ส่งผลประโยชน์ต่อบุคคลรายได้ปานกลาง ถึงรายได้น้อยค่อนข้างมาก ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก คือการเชิญชวนเพื่อให้คนเข้ามาในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันยังมีผู้เข้าระดมทุนในกองทุนแอลทีเอฟเพียง 700,000 บัญชี วงเงินรวม 220,000 ล้านบาท และในการหารือร่วมกันครั้งหน้า อาจจะยื่นข้อเสนอการข้อจำกัด ด้านจำนวนบัญชี หรือวงเงินที่เหมาะสม เพื่อยกเลิกการลดหย่อนภาษีในอนาคต”นอกจากนี้สภาฯได้ขอเข้าพบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเชิญตัวแทนฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศอาทิ ฮ่องกง และสิงคโปร์ โดยจะมีทั้งตัวแทนภาครัฐได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตัวแทนภาคเอกชน ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการเรียนเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องสถานการณ์ภายในประเทศ อย่างครบทุกภาคส่วนส่วนแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้น สภาฯจะเข้าไปเสนอแนวทางการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่เหมาะสม สำหรับการหาเงิน เพื่อใช้ในการลงทุนจำนวนมา กถึงแม้ว่าการกู้เงิน จะมีต้นทุนที่ถูกกว่า เพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน แต่หากรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ใช้การกู้เงินช่องทางเดียว จะทำให้หนี้สาธารณะในประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้ค สช. วางนโยบายให้รัฐวิสาหกิจระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกับการกู้เงินไปด้วย ซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มให้ความสนใจในวิธีการดังกล่าวแล้วพอสมควรนอกจากนี้ จะเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนชุดใหม่ เพื่อดูแลเรื่องข้อกฏหมาย และภาษีที่เกี่ยวกับตลาดทุนโดยเฉพาะ รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นธรรม เป็นระบบมากขึ้น เพื่อความแข็งแกร่งของภาคตลาดทุนไทยในอนาคต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรต่ออายุแอลทีเอฟถึงปี 59