เดือน: กรกฎาคม 2014

  • กองทุนเอฟทีเอช่วยผึ้งไทยรับมือเปิดเสรีการค้า

    กองทุนเอฟทีเอช่วยผึ้งไทยรับมือเปิดเสรีการค้า

    รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการช่วยเหลือ เพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุนเอฟทีเอ) ได้อนุมัติความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ สุโขทัย และพิษณุโลก เพื่อให้สามารถปรับตัวสู้กับการเปิดเสรีทางการค้าในกรอบต่าง ๆ เนื่องจากการเปิดเสรี ทำให้มีน้ำผึ้งจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น และน้ำผึ้ง ที่นำเข้าบางประเทศ เป็นน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ หรือผู้นำเข้าบางรายนำมาปลอมปนกับน้ำผึ้งไทย ซึ่งเป็นน้ำผึ้งบริสุทธิ์ 100% แล้วส่งไปขายต่อยังต่างประเทศในยุโรปและอเมริกา ทำให้ภาพลักษณ์ของน้ำผึ้งไทยเสียหาย และถูกมองว่าเป็นประเทศผู้ฟอกน้ำผึ้ง“คู่แข่งที่สำคัญในการส่งออกน้ำผึ้งเช่น จีน อาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งการเปิดเสรีการค้าในกรอบต่าง ๆ ทำให้บางประเทศได้มีการปรับลดภาษีนำเข้าลงมาเหลือ 0%แล้ว และบางประเทศจะลดเหลือ 0%ในปี 58 ดังนั้นไทยจำเป็นต้องการเร่งเริ่มศักยภาพเกษตรกรไทย ให้มีศักยภาพในการแข่งขันและรับมือกับการเข้ามาของน้ำผึ้งต่างประเทศ”นายพิชัย คงพิทักษ์ อาจารย์ภาควิชากีฎวิทยาและโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า กองทุนเอฟทีเอได้เข้ามาช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งของไทย โดยได้เข้าไปช่วยพัฒนากระบวนการเลี้ยงผึ้งแบบคอนโด และไม่ใช้สารเคมี เป็นการแยกการวางไข่ของผึ้งนางพญากับตัวอ่อน ทำให้น้ำผึ้งที่ออกมาเป็นน้ำผึ้งล้วน ๆ ไม่มีดักแด้ปนลงมาด้วย รวมทั้งให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับว่า น้ำผึ้งมาจากฟาร์มไหน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน“เมื่อพัฒนาผลผลิตน้ำผึ้งให้ได้มาตรฐานแล้ว ก็ได้ศึกษาค้นคว้าในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำผึ้งไทย โดยค้นคว้าสกัดเป็นน้ำผึ้งผง เพื่อนำไปใช้ในวงการอาหารและเครื่องสำอาง และพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น รังนกผสมน้ำผึ้งอาหารเสริม โลชั่น ครีมอาบน้ำผสมน้ำผึ้งซึ่งผลการนำสินค้าที่ได้รับการพัฒนาไปแสดงในงานสินค้าในต่างประเทศ เช่นเวียดนามและจีน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กองทุนเอฟทีเอช่วยผึ้งไทยรับมือเปิดเสรีการค้า

  • โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

    โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรณีน้องแก้ม สะท้อนระบบความปลอดภัยบนรถไฟที่ยังหละหลวมที่ผ่านมาเครือข่ายฯ เคยเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ยกร่างกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ รวมถึงตู้เสบียง เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท คุกคามทางเพศ แม้ปัจจุบันจะมีประกาศของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แต่ยังไม่ครอบคลุม แก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้นายธีระกล่าวว่า จากข้อมูลที่เครือข่ายฯได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของผู้โดยสารรถไฟที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ต่อปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟในพื้นที่สถานีหัวลำโพง สามเสน บางเขนบางซื่อ หลักสี่ ธนบุรี ลาดกระบัง หัวหมาก ระหว่างวันที่ 3-10 ธ.ค.56 จำนวน1,160 ตัวอย่าง พบว่า 85.95% เห็นว่าการขายและดื่มสุราบนรถไฟ เป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารส่วน 44.23% เห็นว่า เสียงดังรบกวนสร้างความรำคาญ 29.31%เห็นว่าเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาท 10.60% เห็นว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ อีก 8.45% เห็นว่าเป็นสาเหตุของการลวนลาม คุกคามทางเพศ และ 7.41% เห็นว่าเป็นสาเหตุของการลักขโมย โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด หรือ 93.53% เห็นด้วย หากมีการออกกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มสุราบนรถไฟ เพราะจะช่วยให้ผู้โดยสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และกลุ่มตัวอย่าง 86.03% เห็นด้วยหากกฎหมายนี้จะครอบคลุมไปถึงบริเวณสถานีรถไฟ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โพลชี้การดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดปัญหาบนรถไฟ

  • ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน

    ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน

    นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติไหลถอนการลงทุนจากตลาดตราสารหนี้ถึง 39,000 ล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 5,000 ล้านบาท ตราสารหนี้ระยะยาว 34,000 ล้านบาท เนื่องจากช่วงเดือนพ.ค. มีปัญหาภายในประเทศ จากการตัดสินคดีทางการเมืองค่อนข้างมาก จึงเป็นแรงกดดันการถือครองตราสารหนี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนออกกว่า 65,253 ล้านบาทแต่อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มปรับตัวดีขึ้น ช่วงเดือน มิ.ย. และหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (โรดแมป) ทำให้เงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้งกว่า 30,835 ล้านบาท"ช่วงหลัง คสช.เข้าทำการบริหารประเทศ ส่งผลกดดันระยะสั้นต่อตลาดตราสารหนี้พอสมควร จากปกติมีเงินต่างชาติไหลออกวันละ 580 ล้านบาท หลังจากคสช.เข้าบริหารประเทศ 2 วัน มีอัตราการไหลออกถึงวันละ 6,750 ล้านบาท แต่หลังจากมีโรดแมป สถานการเริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง และมีเงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาวันละ 1,185 ล้านบาท"สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มีเอกชนระดมทุนผ่านหุ้นกู้ 56 บริษัท มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งหมายทั้งปี 450,000 ล้านบาท ขณะที่มีบริษัทเอกชนรายใหม่ ออกหุ้นกู้ถึง 10 บริษัท จากเป้าหมายทั้งปี 15 บริษัท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี พร้อมทั้งประเมินว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปีนี้จะมียอดหุ้นกู้ออกใหม่สูงสุดมากกว่าสถิติที่ผ่านมานอกจากนี้ ประเมินว่าช่วงครึ่งปีหลังนั้น นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้าลงทุนตลาดตราสารหนี้ไทย หลังจากความขัดแย้งทางด้านการเมืองจบลง แต่ทั้งนี้ต้องจับตาเรื่องรัฐบาลใหม่ที่จะปฏิรูปและดำเนินการต่อจากคสช.ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด รวมถึงปัจจัยจากต่างประเทศ ให้จับตาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่อาจดึงเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทยมากขึ้น และจะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินทุนกลับเข้าในตลาดทุนไทยเช่นกันด้านนายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บลจ.ได้ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปที่ 1,600 จุด เนื่องจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 4 นี้ และไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนตลาดปกติ 4-5 เดือน และคาดว่าจะเห็นเงินเข้ามาในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากในและต่างประเทศส่วนการยกเลิกการให้สิทธิทางภาษีในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) จะส่งผลกระทบให้ผู้ลงทุนถอนการลงทุนออกไปจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเสียผลประโยชน์ที่พึงได้ จากการลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งบลจ.อาจจะรักษาฐานลูกค้าได้เพียง 30-50% ในส่วนลูกค้าที่ต้องการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการออมเงิน รวมทั้งจะใช้วิธีแนะนำลูกค้าบางส่วนเข้าไปในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) หรือกองทุนหุ้นอื่น ๆ เพิ่มเติม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ครึ่งปี3.9หมื่นล้าน