นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เปิดเผยในงานสัมมนา "ไทยแลนด์+1 โอกาส และแผนการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และนิตยสารนิเคอิ บิสสิเนส ว่า ได้ประเมินความคิดเห็นของผู้ประกอบการทั้งไทย และต่างประเทศ เห็นว่า การเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจะฉวยโอกาสในปัจจุบันไม่ให้สูญเปล่า ด้วยการเร่งปฏิรูประเทศ ให้เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน และดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะการต่อต้านคอรัปชั่น เนื่องจากระยะหลังต่างชาติ มองการลงทุนในไทย จะต้องใช้เงินมากกว่าประเทศอื่น รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบข้าราชการไทย เพราะปัจจุบันอ่อนแอมาก ทำให้ปกป้องผลประโยชน์ไม่ได้“ที่ผ่านมาต่างชาติเรียกไทยว่า “ประเทศ 30%” เนื่องจากต้องจ่ายเบี้ยใบ้รายทางให้กับหน่วยราชการต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก หากแก้ปัญหาจุดนี้ได้ ก็จะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของไทยสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อภายในประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และระบบราชการไทยมีความอ่อนแอ ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศแทนประชาชนได้ เพราะอยู่ในระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรค เล่นพวกมายาวนาน ทำให้คุณภาพราชการลดลงทุกปี หากปรับปรุงระบบราชการให้คนดีมีฝีมือมีโอกาสเข้ามาทำงาน ก็จะทำให้เข้ามาคาดอำนาจฝ่ายการเมืองปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติแทนประชาชนได้”นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า แนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น จึงยังคงมูลค่าขอรับส่งเสริมลงทุนตามเป้าหมายเดิมที่ 700,000 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกมียอดขอรับส่งเสริมแล้วกว่า 300,000 ล้านบาท แต่ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอีกครั้งก่อนปรับประมาณการณ์ ส่วนในปีหน้า ยังมั่นใจว่ายอดการขอรับการส่งเสริมฯจะสูงกว่าปีนี้ แต่จะอยู่ในระดับใดจะต้องรอดูยอดการขอรับการส่งเสริมฯในปีนี้ก่อน"ขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนโครงการลงทุนต่าง ๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต่างชาติจึงมีความเชื่อมั่น แต่อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้อย่างเต็มที่ และเห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ อาทิ มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเร่งรัดอนุมติโครงการต่าง ๆ "ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่มียอดขอรับส่งเสริมมากที่สุด คือ นักลงทุนญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด ซึ่งยังคงเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และจากผลการสำรวจของทางการญี่ปุ่น พบว่า 90% ของนักลงทุน ยังยืนยันที่จะขยายฐานการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะคสช.เร่งปราบบคอรัปชั่นไทย
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

แนะคสช.เร่งปราบบคอรัปชั่นไทย
-

สศช.ยันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.5%
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 57 ให้ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นประธาน รับทราบ พบว่า ล่าสุดเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจไทยหลายตัวปรับตัวดีขึ้น หลังจากคสช.เข้ามาบริหารประเทศ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี มีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ถึง 2.5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขประมาณการสูงสุดเดิมของสศช. ที่คาดว่า จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% นอกจากนี้หัวหน้าคสช.ยังเร่งรัดเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก การสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเรื่องการท่องเที่ยวด้วย“หัวหน้าคสช.มีความเป็นห่วงถึงภาวะเศรษฐกิจในระยะนี้ แต่ถ้าหากดูภาพรวมหลังจากวันที่ 22 พ.ค. เป็นต้นมา ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุน ก็ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ”ทั้งนี้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 2.5% เห็นว่า มีความเป็นไปได้ และเป็นตัวเลขที่สูงกว่าหลายหน่วยงานคาดการณ์ เพราะในไตรมาสที่ 2 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจมีสัญญาณที่จะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากที่ไตรมาสแรกติดลบ 0.6% แต่ก็ต้องติดตามตัวเลขไตรมาสที่ 2 ในเดือนส.ค.นี้ก่อน ส่วนไตรมาสที่ 3-4 เชื่อว่า ตัวเลขต่าง ๆ อาจปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ โดยสิ่งที่ต้องติดตามคือ เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคสช.ได้ให้ความสำคัญมากที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศช.ยันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.5% -

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 4.37 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 ก.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น และเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดวัน โดยลักษณะสวนทางกับตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 ต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อสุทธิอีกครั้ง แต่มูลค่าการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,513.12 จุด และลดลงต่ำสุด 1,505.63 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,507.58 จุด เพิ่มขึ้น 4.37จุด หรือ 0.29% ด้วยมูลค่าซื้อขาย36,587.12 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.เอไอเอสปิดที่ 224.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท2.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 22.30บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท3.ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 179.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50บาท4.เซปเป้ ปิดที่ 30.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท5.จัสมิน ปิดที่ 8.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 4.37 จุด