นายเศรษฐา ทวีสินกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า เมื่อวันที่28 ก.ค.ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้นุมัติแผนการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก8,209 ล้านบาทจากเดิม11,614ล้านบาท เป็น 19,823ล้านบาท ภายในปี 62ด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่3,614 ล้านหุ้นราคาหุ้นละ 1.07บาท และออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นสามัญ(วอแรนท์ 2)ไม่เกิน 3,614ล้านหน่วย ให้ผู้ถือหุ้นทุกรายในอัตราส่วน3 หุ้นเดิมต่อ1 วอแรนท์โดยกำหนดใช้สิทธิ์ภายในวันที่7 ต.ค.นี้และจะขออนุมัติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่12 ก.ย.57 เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนและเน้นการสร้างกำไรเพิ่มมากขึ้นนับจากนี้ จากนี้ไปบริษัทจะดำเนินงนภายใต้กลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการแสวงหาโอกาส ปรับกลไกภายในองค์กรให้สอดคล้องกับโอกาสในการสร้างประโยชน์สูงสุดและมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องซึ่งในส่วนของปีนี้ยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่33,000 ล้านบาทจากโครงการที่รอโอนอยู่55,000 ล้านบาทซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้18,000 ล้านบาทที่เหลือทยออรับรู้ถึงปี59 ด้านยอดขายนั้นยังมั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้30,000 ล้านบาทแม้ว่าครึ่งปีแรกนี้จะทำได้เพียง 4,000ล้านบาทก็ตามทั้งนี้เพราะมีโครงการที่พร้อมขายมูลค่าอีก6,000 ล้านบาททำให้มั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมีกำไรสิทธิ์10-11% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่8% และปีหน้าจะเพิ่มเป็น13-14% ได้ “เราตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ10% ในช่วง 3ปีหลังจากนี้ โดยปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้ 35,000-36,000ล้านบาท ปี 59เป็น 40,000-42,000ล้านบาท และเป็น 44,000-47,000ล้นาบาท ในปี 60ซึ่งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจหลังจากเพิ่มทุนจะเน้นการเพิ่มอัตรากำไรสุทธิมากกว่ายอดขายรวมถึงการทำให้ช่องว่างระหว่างยอดขายกับยอดรับรู้รายได้ต่ำลง” “ การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากทำให้มั่นใจว่าจะขึ้นเป็นที่3 ในวงการอสังหาริมทรัพย์โดยนอกจากมีเงินทุนมากพอที่จะขยายธุรกิจครบวงจรทั่วประเทศแล้วยังนำไปลดสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนลงจากปัจจุบัน2.14เท่า เหลือ 0.8–1เท่าใน 3ปีข้างหน้าได้ด้วยซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัทได้เป็นอย่างดี”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “แสนสิริ”เพิ่มทุน8,000 ล้านบาท
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

“แสนสิริ”เพิ่มทุน8,000 ล้านบาท
-

หอการค้าเผยสินค้าดาวร่วงเออีซี
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการประเมิน 4 ปี (53-56) การค้าและการลงทุนไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ว่า ในช่วง 4 ปี (53-56) ตั้งแต่อาเซียนทยอยปรับลดภาษีการค้าก่อน ที่จะเปิดเออีซีเต็มรูปแบบในปี 58 พบว่ามีสินค้าไทย 15 รายการ ที่จัดเป็นสินค้าประเภทดาวร่วง หรือมูลค่าการส่งออกของไทยไปในตลาดอาเซียนเริ่มลดลง และมีแนวโน้มที่จะถูกสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน แย่งส่วนแบ่งตลาดอาเซียนในอนาคตสูงขึ้นหลังปี 58 หากรัฐบาลและภาคเอกชน ไม่เร่งหามาตรการส่งเสริมการทำตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนา การวิจัย การทำแบรนด์ และการสร้างเครือข่ายการค้าของไทยมีไม่มากนักทั้งนี้มหาลัยหอการค้าไทย ต้องการเสนอให้รัฐบาล เร่งส่งเสริมให้เอกชนไปจัดตั้งบริษัทการค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือลงทุนเอง 100% เพื่อให้เกิดการนำเข้าจากสินค้าไทยได้ง่าย และสะดวกขึ้น พร้อมทั้งจัดตั้งไทยแลนด์ เทรดดิ้ง พล่าซ่า ในตลาดสำคัญในการนำสินค้าไทยไปจำหน่าย เน้นตลาดพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และ อินโดนีเซีย เป็นต้น“สาเหตุที่สินค้าของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีสินค้าทั่วไปในตลาดอาเซียน และตีตลาดสินค้าไทย ในตลาดอาเซียน เพราะได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป จีน เข้ามาลงทุน และพัฒนาการวิจัยสินค้า จนสร้างมูลค่าเพิ่ม แก่สินค้านั้น อย่างมาก เช่น ข้าว เครื่องนุ่งห่ม กาแฟ ของเวียดนาม, อาหาร เกษตรแปรรูป น้ำผลไม้ ของอินโดนีเซีย อาหาร ขนมขบเคี้ยวของมาเลเซีย เป็นต้น”สำหรับสินค้าดาวร่วง 15 รายการ ประกอบด้วย อุสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผักและผลไม้, น้ำตาล, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ยางพารา, กาแฟ, น้ำมันปาล์ม, เครื่องนุ่งห่ม, มันสำปะหลัง, ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหิน, ผลิตภัณฑ์ไม้, อาหารทะเลแปรรูป, ข้าวสารนายอัทธ์ กล่าวว่า สาเหตุที่มองว่ายานยนต์ และชิ้นส่วน ของไทยเป็นดาวร่วงตั้งแต่ปี 56 หลังจากก่อนหน้านี้เป็นสินค้าประเภทดาวรุ่งมาตลาด ประกอบกับไทยสามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก เนื่องจากมองว่าคู่แข่งสำคัญ อย่างประเทศอินโดนีเซีย มีการส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มที่ และค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น ได้นำเงินเข้าไปลงทุนอย่างมหาศาล และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วน โดยเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดในประเทศ ที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 250 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียนทั้งนี้ค่ายรถยนต์หลายรายมั่นใจว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าศักยภาพการผลิตรถยนต์ของอินโดนีเซียจะใกล้เคียงกับไทยหรือมีกำลังการผลิตประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี สาเหตุที่ต้องใช้เวลา 5 ปีเพราะอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับสินค้าที่ยังโดดเด่น คือเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอ, เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก, เครื่องดื่มและยาสูบ“หากเปรียบเทียบปีต่อปี พบว่าการส่งออกสินค้าไทยไปในตลาดอาเซียนลดลงต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่ในปี 52-56 โดยเฉพาะในปี 56 ที่ลดลงจากปี 55 ถึง 8,428 ล้านบาท ต่างจากเวียดนาม ที่กลับได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 55,958 ล้านบาท, เมียนมาร์ได้เพิ่ม 11,666 ล้านบาท, มาเลเซียได้เพิ่ม 107,569 ล้านบาท, ลาวเพิ่ม 2,777 ล้านบาท, กัมพูชาได้เพิ่ม 4,290 ล้านบาท เป็นต้น ส่วนประเภทที่มีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหมือนกับไทย เช่น อินโดนีเซีย 10,812 ล้านบาท, สิงคโปร์ 54,534 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าเผยสินค้าดาวร่วงเออีซี -

ห้างดังออสเตรเลียสนใจตั้งออฟฟิตจัดหาสินค้าในไทย
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้ร่วมมือกับบริษัท วูลเวิร์ธลิมิเต็ด จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าวูลเวิร์ธ ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกอันดับ 1 ของออสเตรเลียที่มีสาขาในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กระจายกว่า 3,000สาขา เพื่อเปิดเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยในสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหารเช่น กลุ่มไลฟ์สไตล์กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม โดยมีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 60บริษัททั้งนี้ในอนาคตทางห้างฯมีแผนจะจัดตั้งสำนักงานจัดหาสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคซึ่งวูลเวิร์ธสนใจประเทศไทยเป็นพิเศษนอกเหนือจากปัจจุบันที่มีสำนักงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในการสร้างพันธมิตรการค้าระยะยาวที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทย และขยายช่องทางการกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ“หากมีการเลือกตั้งในการตั้งสำนักงานจัดหาสินค้าก็จะช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศซึ่งคณะผู้บริหารของห้างวูลเวิร์ธ ที่เดินทางเยือนไทยนอกจากจะเจรจาซื้อขายสินค้าแล้ว พร้อมจะให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับแนวโน้มสินค้าในตลาดเป้าหมายอีกด้วย”นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการ 60 บริษัท ในจำนวนนี้ 80%จะอยู่ในกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแช่แข็ง และแปรรูป ผักและผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง และแปรรูป โดยบริษัทชั้นนำของไทยที่ตอบรับร่วมเจรจาธุรกิจ เช่น บริษัทสุรพลซีฟู้ดส์,พรานทะเล, ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์, สามร้อยยอด, กว้างไพศาล รวมถึงบริษัท ปทุมไรซ์ที่เป็นผู้ส่งออกข้าวด้วย ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความสวยงาม เสื้อผ้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างดังออสเตรเลียสนใจตั้งออฟฟิตจัดหาสินค้าในไทย