เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ททท.เตรียมเปิดตัวเว็บไซด์มายไทยแลนด์

    ททท.เตรียมเปิดตัวเว็บไซด์มายไทยแลนด์

    นายธวัชชัย อรัญญิกผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เตรียมปรับรูปแบบเว็บไซต์หลักของ ททท. คือ www.tourismthailand.org. ครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อแคมเปญ มาย ไทยแลนด์ให้เป็นรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการ ของนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจนโดยเฉพาะด้านการหาข้อมูลท่องเที่ยวเพื่อให้รับรู้ลักษณะการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในเชิงลึก ว่าต้องการแบบใดจากนั้นก็จะนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับภาคเอกชนที่มีบริการตรงกับสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการและจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวให้ตรงกับรูปแบบนั้นๆซึ่งจะช่วยทำให้เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากขึ้นเพราะเป็นการท่องเที่ยวที่ตรงกลุ่มลักษณะเฉพาะแบบชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ระบบปฏิบัติการจะจัดเก็บข้อมูลของผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์จากนั้นจะจดจำข้อมูลที่ผู้ใช้ชื่นชอบและเคยค้นหาเพื่อนำมาประมวลผลและดึงข้อมูลท่องเที่ยวในหมวดหมู่เดียวขึ้นมานำเสนอในการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ครั้งต่อไปของผู้ใช้รายเดิมโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเข้าเว็บไซต์นี้คือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง(เอฟไอที) “การเปิดตัวมาย ไทยแลนด์ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือน ต.ค.จะถือเป็นครั้งแรกที่เว็บไซต์ขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ(อสท.) นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ เพราะในปัจจุบันมีเพียงเว็บไซด์ของภาคเอกชน อาทิออนไลน์ทราเวลเอเยนต์ (โอทีเอ) เท่านั้นที่นำระบบนี้มาทำตลาดกับลูกค้าซึ่งข้อดีที่สุดของมาย ไทยแลนด์คือ การที่เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาค้นหาข้อมูลแล้วครั้งต่อไประบบจะจดจำข้อมูลทันทีและไปแสดงข้อมูลผ่านเว็บไซต์ต่างๆที่นักท่องเที่ยวเข้าชมบ่อย เช่น www.facebook.comซึ่งถือเป็นการตอกย้ำการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี” ด้านนางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ผู้อำนวยการกลุ่มสารสนเทศการตลาด ททท. กล่าวว่าตามปกติเว็บไซต์การท่องเที่ยวไทยจะมียอด 20 ล้านเพจวิวต่อวันขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ 2-3 ล้านต่อวันโดยยอดการเข้าชมมากที่สุดในกลุ่ม อสท.ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแต่ในระดับเอเชียยังเป็นรองออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ แต่หลังจากเปิดตัวเว็บไซต์รูปแบบใหม่และนำระบบมายไทยแลนด์มาใช้คาดว่าจะเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมได้ไม่ต่ำกว่า10-15% โดยจะใช้กลยุทธ์การนำสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย)มาโยงให้คนเข้าถึงเว็บไซต์หลักอีกทางหนึ่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เตรียมเปิดตัวเว็บไซด์มายไทยแลนด์

  • ทีมฟุตบอลยุโรปแห่สั่งชุดกีฬาไทย

    ทีมฟุตบอลยุโรปแห่สั่งชุดกีฬาไทย

    นายวัลลภ วิตนากร ประธานบริษัท ไฮเทคกรุ๊ปและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ในปี 57คาดว่าสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน เยอรมนี อิตาลี โปรตุเกส เป็นต้นมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ชุดฟุตบอลจากงผู้ผลิตชุดกีฬาไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 4,000 ล้านบาท เนื่องจากมั่นใจในศักยภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าของโรงงานไทยโดยสโมสรฟุตบอลที่สั่งออเดอร์ชุดฟุตบอลจากไทยมากสุด จะเป็นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, รีลมาดริด และบาร์เซโลน่า ซึ่งแต่ละทีมจะมียอดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านชุดต่อปี เพราะเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากในระดับต้นๆของโลก และมีซุปเปอร์สตาร์ที่แฟนบอลทั่วโลกคอยติดตามสำหรับทีมที่มียอดออเดอร์รองลงมาจะเป็นทีมลิเวอร์พูล, อาเซนอล, เชลซี, บาเยิร์น มิวนิค เฉลี่ยทีมละไม่ต่ำกว่า 400,000 -600,000 ตัวต่อปี และทีมที่มีออเดอร์200,000 -300,000 ตัวต่อปี เช่น ทีม แอตเลติโก มาดริดซึ่งเป็นแชมป์ลาลีกา หรือลีกฟุตบอลอาชีพลีกสูงสุดในประเทศสเปนปีล่าสุดทำให้ความต้องการเสื้อทีมของแฟนบอลทั่วโลกมากขึ้น รวมถึงทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ หรือทีมฟุตบอลในลีกโปรตุเกสหลายทีมก็มีการสั่งออเดอร์เพิ่มเช่นกัน“ทีมที่มีผลงานเด่นๆในปีที่แล้วมีการสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของแฟนบอลโดยเฉพาะทีมลิเวอร์พูลที่เล่นได้ดีและได้รองแชมป์การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นที่ประทับใจของแฟนบอลทำให้ทีมจำเป็นต้องมีการสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้น เพราะปีนี้ทีมลิเวอร์พูลได้รับสิทธิ์ในการลงแข่งขันรายการฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือฟุตบอลสโมสรยุโรป”นายวัลลภ กล่าวว่าขณะนี้โรงงานผลิตเสื้อผ้ากีฬาของไทยก็เริ่มมีการทยอยส่งชุดที่จะรองรับการแข่งขันฟุตบอลในฤดูกาลปี57-58ไปแล้วทีมละ50,000 -60,000 ชุดต่อทีมต่อเดือน แต่ผู้ผลิตไทยอาจได้รับออเดอร์รอบ2เพิ่มจากบางทีมที่จะมีนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์เข้ามาอยู่ในทีมเพิ่มเติมเพราะหากมีนักเตะดังๆเข้ามาก็จะทำให้ความต้องการเสื้อฟุตบอลจากแฟนบอลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตามหากเจ้าของทีมฟุตบอลจะมีการสั่งออเดอร์เพิ่มเพื่อรองรับความต้องการก็จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย60-90วันในการผลิตเสื้อผ้า“ตอนนี้เจ้าของลิขสิทธิ์สโมสรฟุตบอลในยุโรปที่สั่งออเดอร์ส่วนใหญ่จะเป็นไนกี้กับอดิดาสโดยในส่วนของทีมไนกี้ส่วนใหญ่จะมีการสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานไทย เช่น ทีมแมนฯยูไนเต็ด, บาร์เซโลน่า, อาเซนอล เป็นต้น ส่วนอดิดาสนั้นส่วนใหญ่จะซื้อจากจีนมากกว่าซื้อจากไทย โดยเสื้ออดิดาส เช่น ทีม รีลมาดริด, บาเยิร์น มิวนิค, เชลซี เป็นต้น”ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของทีมฟุตบอลที่จะมีแนวโน้มในการสั่งออเดอร์เพิ่มจากโรงงานในไทยมีหลายทีมโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดูตลาดว่าให้การตอบรับนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ดังๆที่เข้ามาใหม่มากน้อยแค่ไหนซึ่งหากมีการตอบรับมากก็จะทำให้ทีมเหล่านั้นอาจมีการทีมออเตอร์ล็อตสองเพิ่มเติมแน่นอน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีมฟุตบอลยุโรปแห่สั่งชุดกีฬาไทย

  • เอกชน-พาณิชย์ระดมแผนระบายข้าว

    เอกชน-พาณิชย์ระดมแผนระบายข้าว

    นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่าสมาคมฯได้หารือร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเพื่อหามาตรการในการรองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 57/58ซึ่งเป็นข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะทยอยออกมาในช่วงเดือนต.ค.นี้เบื้องต้นเห็นร่วมกันว่าจะต้องหาตลาดส่งออกข้าวมารองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปีโดยภาครัฐและเอกชนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการไปเจรจาขายข้าวในตลาดต่างประเทศสำหรับประเทศที่จะเป็นตลาดในการไปเจรจาขายข้าวนั้นได้หารือไว้มี 4 ประเทศ คือจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อข้าวของไทยโดยลักษณะรูปแบบการเจาะตลาดจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียจะให้เอกชนเป็นตัวนำในการเจรจาหรือร่วมประมูลขายข้าวให้กับทั้งสองประเทศนี้และรัฐเป็นสนับสนุนให้เอกชนเข้าไปทำตลาด ส่วนจีนและมาเลเซียรูปแบบการขายข้าวจะเป็นการเจรจารัฐต่อรัฐ(จีทูจี)โดยมีภาครัฐเป็นตัวนำในการเจรจาขายข้าวและเอกชนสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกให้กับภาครัฐ“หากใช้วิธีนี้ เชื่อว่าไทยจะส่งออกข้าวไปยังตลาดเหล่านี้ได้มากขึ้นอย่างมาเลเซีย และจีน ก็มีการซื้อขายข้าวผ่านรัฐอยู่แล้วเมื่อได้คำสั่งซื้อมาเอกชนจะสนับสนุนเป็นผู้ปรับปรุงข้าวและส่งออกให้ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มประเทศที่เปิดให้มีการประมูลนำเข้าข้าวก็จะใช้เอกชนเป็นตัวนำในการไปเข้าร่วมประมูล”ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของข้าวนาปี57/58นั้นน่าจะมีผลผลิตในระดับ27-28ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน ( 56/57) ที่มีผลผลิต 28.4 ล้านตัน ส่วนในปี55/56มีปริมาณ 26.5 ล้านตัน และ ปี 54/55 มีปริมาณ 25.8 ล้านตันนางดวงพร รอดพยาธิ์อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า แผนการระบายสต็อกข้าวรัฐบาลจะมีความร่วมมือกับเอกชนแบบใกล้ชิดมากขึ้น แต่คงไม่ไดเน้นการขายจีทูจีเป็นหลักเพราะมีหลายรูปแบบที่สามารถร่วมมือกันได้ ทั้งการขายข้าวแบบรัฐบวกเอกชนและการให้เอกชนไปหาคำสั่งซื้อและมาซื้อข้าวสต็อกรัฐอีกทอดหนึ่ง“ในส่วนการขายข้าวแบบรัฐบวกเอกชนเป้าหมายคือต้องการตลาดใหญ่ๆที่ภาคเอกชนเข้าไปทำลำบาก เช่น ฟิลิปปินส์ ตอนนี้ติดตามสถานการณ์อยู่แม้ฟิลิปปินส์จะมีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามแต่เท่าที่ทราบพบว่าฟิลิปปินส์มีแผนต้องเปิดนำเข้าข้าวอีกมากโดยไทยต้องการเอาส่วนแบ่งตลาดคืนกลับมาและคิดว่าสต็อกที่มีอยู่น่าจะเป็นการสนับสนุนที่ดีให้กับทั้งผู้ส่งออกในการเข้าไปทำตลาดของภาคเอกชนด้วย”อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมั่นใจว่าจะสามารถเจรจาขายข้าวไทยได้มากขึ้นเพราะมีรายงานว่าขณะนี้เวียดนามเริ่มมีปัญหาหลังจากที่ขายล่วงหน้าไว้มากแต่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ไม่ได้มากอย่างที่คาด จึงถือเป็นโอกาสของไทยซึ่งจะให้เอกชนเดินเข้าไปในช่องทางกลไกการค้าปกติ โดยมีรัฐบาลสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชน-พาณิชย์ระดมแผนระบายข้าว