เดือน: กรกฎาคม 2014

  • กสทโอ่รายได้ครึ่งปีแรกกว่าสองหมื่นล้าน

    กสทโอ่รายได้ครึ่งปีแรกกว่าสองหมื่นล้าน

    กสท เผยรายได้ครึ่งปีแรก 25,260 ล้านบาท กำไร 602 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 500 ล้านบาท คาดรายได้สิ้นปีอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท กำไรไม่ต่ำกว่า 1.2 พันล้านบาท เร่งส่งแผนฟื้นฟูธุรกิจให้ ซูเปอร์บอร์ดพิจารณา นายกิตติศักดิ์  ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า รายได้จากการดำเนินธุรกิจของ กสท ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 25,260 ล้านบาท รายจ่าย 24,658 ล้านบาท กำไร 602 ล้านบาท สูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่ามีรายได้ทั้งปีที่ 5.5 หมื่นล้านบาท  กำไร 1,240 ล้านบาท  โดยเป็นรายได้ที่ไม่รวมรายได้ที่มาจากสัมปทาน ทั้งนี้ ตั้งเป้ากำไรทั้งปีไว้ที่ 1,240 ล้านบาท แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถทำกำไรได้ถึง 17,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แผนการดำเนินงานต่อจากนี้ จะต้องเร่งทำแผนให้มีความชัดเจน ในกรณีการดำเนินธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ความไม่คล่องตัวในการบริหารจัดการเพราะยังมีกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจหากเทียบกับเอกชน  อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการขอคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) อย่างไรก็ดีจะส่งแผนการดำเนินงานให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ  (ซูเปอร์บอร์ด) ภายในเดือนนี้ “นอกจากเรื่องคลื่นความถี่แล้วยังมีปัญหาคู่สัญญาสัมปทาน ทั้งเรื่องการโอนทรัพย์สิน การฟ้องร้องที่ยังอยู่ในชั้นศาล ซึ่ง กสท ต้องเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) เพื่อทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ในอนาคตนั้น หากมีการเปิดประมูล กสท จะเข้าร่วมประมูลด้วยเพราะรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนที่ 67% ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งหมด ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจสำคัญของ กสท ด้วย” นายกิตติศักดิ์ กล่าว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทโอ่รายได้ครึ่งปีแรกกว่าสองหมื่นล้าน

  • จับตาอนาคตเอสเอ็มอีไทย หลังคสช.ดันวาระแห่งชาติ

    จับตาอนาคตเอสเอ็มอีไทย หลังคสช.ดันวาระแห่งชาติ

    ณ เวลานี้ ’เอสเอ็มอีไทย“ กำลังกลายเป็นคนไข้ที่อยู่ในอาการ ’โคม่า“ ทั้งที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการสำคัญของประเทศ แต่ที่ผ่านมาในทุกยุคทุกสมัยแม้จะให้ความสำคัญกับการรักษาอาการป่วยของเอสเอ็มอี แต่ปรากฏว่าการรักษากลับเป็นแบบ ’ขอไปที“ ด้วยเหตุที่ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองกลับให้ความสำคัญกับเรื่องการประสานประโยชน์ในเชิงการเมือง มากกว่าการเข้ามาดูแลรักษาเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง แม้ว่าจะออกจะขนสารพัดมาตรการมาช่วยเหลือก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วเอสเอ็มอีไทย…ยังไม่พ้นปากเหว ต้องล้มหายตายจากไปหลายแสนราย ส่วนที่เหลือก็ใช่ว่าจะแข็งแรง เพราะต้องกู้หนี้ต้องยืดหนี้กันจ้าละหวั่น เห็นได้ชัดจากสัญญาณของบรรดาสถาบันการเงิน ที่ออกมาระบุตรงกันว่า ตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 57 เป็นต้นมา สัดส่วนหนี้เสียของลูกค้าเอสเอ็มอี ค้างจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ครัวเรือนก็พุ่งทะยานถึง 82% ขณะที่การหันไปกู้ยืมนอกระบบก็มีอีกเป็นจำนวนมาก จนมาถึงยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้า คสช. ได้ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีและประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมผ่าตัดองค์กรที่ดูแลเอสเอ็มอีโดยตรง อย่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.ใหม่ พร้อมเข้าไปนั่งบัญชาการเองในฐานะประธานบอร์ด สสว.สั่งทุกหน่วยงานระดมสมองจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ซึ่งเตรียมประกาศอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ หัวใจสำคัญดันเศรษฐกิจ  เป้าหมายกู้ชีพเอสเอ็มอีครั้งนี้ เพราะหัวหน้า คสช. มองว่าเอสเอ็มอี เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีกว่า 2.78 ล้านรายคิดเป็น 98% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)  ยังพัฒนาไร้ทิศทาง   ต้องถือได้ว่าเป็นการผ่าตัดยกเครื่องเอสเอ็มอีครั้งใหญ่ที่สุดเพราะหัวหน้า  คสช.ที่เปรียบเหมือนหัวหน้ารัฐบาลลงมากำกับดูแลเอง จากที่ผ่าน ๆ มาแม้ตำแหน่งประธานบอร์ด สสว.จะเป็นนายกรัฐมนตรีแต่กลับให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับแทนทุกครั้งทำให้มาตรการส่งเสริมต่าง ๆ ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรมีแต่นามธรรม ไม่เป็นรูปธรรมไม่มีผลชี้วัดโดยเฉพาะสิ่งที่พูดกันมาอย่างยาวนานแทบจะทุกยุคทุกสมัยเป็นสิบปีคือ การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตแต่ทำไม เมื่อไปสอบถามปัญหาของเอสเอ็มอี ณ เวลานี้ ก็ยังย่ำอยู่แต่ปัญหาแบบเดิม ๆ เท่ากับว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ผ่านมา “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”  ตปท.หนุนเอสเอ็มอี  ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งให้ความสำคัญผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระดับสูงสุด เช่น สหรัฐอเมริกา ให้หน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอีขึ้นตรงกับประธานาธิบดี และปัจจุบันผู้นำของหน่วยงานที่ดูแลเอสเอ็มอีตรงจะเป็นสมาชิกในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐ, ญี่ปุ่นประกาศให้เอสเอ็มอีเป็นทรัพย์สมบัติแห่งชาติมีการส่งเสริมให้ เอสเอ็มอีออกไปลงทุนในต่างประเทศถึงขนาดตั้งนิคมเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ จากการวิเคราะห์ข้อมูลของสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย “ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล” รองประธาน ส.อ.ท. ในฐานะประธานเอสเอ็มไอระบุว่า สถิติทั่วโลกพบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว เอสเอ็มอีจะต้องมีสัดส่วนในระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นจำนวน 50% ของจีดีพีขึ้นไป แต่ขณะนี้ของไทยอยู่ที่ 37% เท่านั้นทั้งที่ก่อนหน้าปี 40 มีสัดส่วนสูงถึง 42% จึงมีแนวทางส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้สูงถึง 50% ของจีดีพีเพื่อให้เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกับภาคการส่งออกหรือภาคการบริโภคในประเทศรวมทั้งเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีจากรายย่อยสู่ระดับกลางเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้ทางเอสเอ็มไอได้เสนอแผนส่งเสริมตามเป้าหมายแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งที่ประชุมบอร์ด สสว.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์รับทราบแล้ว คือ ระยะสั้น ภายใน 6 เดือน-1 ปี  เช่นสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง คสช.ดำเนินการแล้วกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนย้าย สสว.มาอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีจากปัจจุบันอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมขณะนี้มีความเป็นไปได้สูง รวมทั้งแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เอสเอ็มอี เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เอสเอ็มอีชั้นดีเหลือ 4% ตั้งศูนย์บริการเอสเอ็มอีครบวงจรในหลายพื้นที่สำคัญ ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี เช่นการจัดทำดัชนีวัดผลงานเอสเอ็มอี (เคพีไอ)ให้ชัดเจนพร้อมทั้งรายงานผลเป็นรายไตรมาส,จัดตั้งศูนย์บริการอาเซียนเอสเอ็มอีในไทยรวมทั้งให้จัดประชุมอาเซียนเอสเอ็มอี เอกซโป ทุกปีเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจ จัดทำ เอสเอ็มอี สกอร์ริ่งหรือการให้คะแนนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะยาว ภายใน 3-5 ปี จัดระบบเครดิตเรตติ้ง ซิสเต็ม ของเอสเอ็มอีให้แยกออกจากบริษัทขนาดใหญ่เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น,  จัดทำระบบการจัดอันดับความน่าเชื่อของเอสเอ็มอี, เพิ่มช่องทางการเรียนรู้เกี่ยวกับเอสเอ็มอีในมหาวิทยาลัย, แอพพลิเคชั่นเอสเอ็มอี, ตั้งเอสเอ็มอีคอมเพล็กซ์, นิคมฯ เอสเอ็มอี, กองทุนส่งเสริมการขยายธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างประเทศ งานหินยกระดับเอสสู่เอ็ม   โจทย์ใหญ่…ที่ต้องตีให้แตกคือ จะทำอย่างไรที่จะหาแนวทางการส่งเสริม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียกระดับประสิทธิภาพของตัวเองให้ขึ้นมาให้ได้เพราะทุก วันนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีกว่า 2.76 ล้านรายเป็นขนาดเล็ก (เอส) สูงถึง 2.7 ล้านราย เป็นขนาดกลาง (เอ็ม) 13,274 ราย เป็นขนาดใหญ่ (อี) 7,349 รายแต่ส่วนใหญ่การส่งเสริมจากภาครัฐจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่มีสัดส่วนจ้างงานไม่ถึง 20% ขณะที่กลุ่มขนาดเล็กกลับเข้าถึงการส่งเสริมได้น้อยมาก  ขณะเดียวกันยังมีผลวิเคราะห์ของหน่วยงานสากล ระบุว่า เอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้จะต้องมีขนาดกลางขึ้นไป  สุดท้าย….คงต้องรอดูว่ายุทธศาสตร์ส่งเสริมเอสเอ็มอีฉบับ “ท็อปบู๊ต” จะยกระดับการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดเล็กให้ไปสู่ระดับกลางให้ได้อย่างไร? เพราะนี่แหละ คือตัวชี้วัดที่สำคัญในการยกระดับเอสเอ็มอี เป็นวาระแห่งชาติ. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาอนาคตเอสเอ็มอีไทย หลังคสช.ดันวาระแห่งชาติ

  • ธ.ก.ส.เผยเกษตรกรขอสินเชื่อทำนาแล้ว2ล้านราย

    ธ.ก.ส.เผยเกษตรกรขอสินเชื่อทำนาแล้ว2ล้านราย

    นายลักษณ์ วจนานวัชผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าธ.ก.ส.ได้มีมาตราการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 57/58 ลง 3% ต่อปีวงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาทเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยปรากฏว่ามีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นลูกค้าเข้ามาขอใช้บริการสินเชื่อผ่านธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อนำไปเพาะปลูกข้าวแล้ว 2 ล้านรายอย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่ามีเกษตรกรยังขาดความเข้าใจในการใช้สิทธิดังกล่าวโดยเฉพาะขั้นตอนสำคัญคือเกษตรกรต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับเกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัดในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานเหล่านั้นจะรวบรวมข้อมูลไปยังกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนจะส่งรายชื่อผู้ได้รับสิทธิมาให้กับ ธ.ก.ส. ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นลูกค้า และที่ไม่เป็นลูกค้าธนาคารรวมถึงเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสหกรณ์การเกษตรเร่งไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับหน่วยงานดังกล่าวเพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราเดิมที่เกษตรกรเคยกู้ลง3%ขณะที่มาตรการประกันภัยนาข้าวนาปี ปีการผลิต 57 มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ7,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ จากเป้าหมาย 1.5 ล้านไร่ซึ่งมาตรการประกันภัยถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยอัตราค่าเบี้ยประกันภัยจะแบ่งตามลำดับความเสี่ยงของพื้นที่ตั้งแต่ 129.47 – 510.39 บาทต่อไร่ แต่เกษตรกรจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง60-100 บาทต่อไร่ เท่านั้น เพราะที่เหลือรัฐจะเป็นผู้อุดหนุนแทนเกษตรกรและธนาคารยังร่วมอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยอีกไร่ละ 10 บาท กรณีเป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ทำให้เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50-90 บาทต่อไร่ทั้งนี้การประกันภัยดังกล่าวจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจาก น้ำท่วมภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชย1,111 บาทต่อไร่ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาด ได้รับการชดเชย 555 บาทต่อไร่ดังนั้นในกรณีประสบภัยเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐไร่ละ 1,113 บาทต่อไร่ เมื่อรวมกับประกันภัยที่เกษตรกรซื้อไว้อีก 1,111 บาทต่อไร่ เท่ากับว่าเกษตรกรได้รับเงินชดเชยไร่ละ 2,224 บาทช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนที่สามารถเริ่มต้นการเพาะปลูกในรอบถัดไปได้โดยไม่ต้องไปกู้ยืมเงินเพิ่มและเป็นการบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นสามารถสอบถามข้อมูลและซื้อประกันภัยได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนธ.ค.57 ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.เผยเกษตรกรขอสินเชื่อทำนาแล้ว2ล้านราย