เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ลุ้นตรึงค่าเอฟทีไฟฟ้างวดหน้า

    ลุ้นตรึงค่าเอฟทีไฟฟ้างวดหน้า

    แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) รอบเดือนก.ย.-ธ.ค.57 จะต้องรอคณะกรรมการกำกับกิจพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ชุดใหม่มาพิจารณา คาดว่า จะประชุมภายในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เรคกูเลเตอร์ชุดเก่า ได้หารือเบื้องต้นว่า มีโอกาสที่จะตรึงค่าเอฟทีในรอบเดือนก.ย.– ธ.ค.57 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี หลังจากชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปีสำหรับค่าเอฟทีรอบที่ผ่านมา เดือนพ.ค.-ส.ค. ตามต้นทุนจริง จะต้องปรับขึ้น 13.94 สตางค์ต่อหน่วย แต่ที่ประชุมเรคกูเลเตอร์ในขณะนั้น เห็นชอบให้ปรับขึ้นดำียง 10 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระไว้ 3.94 สตางค์ต่อหน่ว ยหรือคิดเป็นเงิน 2,247 ล้านบาท และระบุว่า งวดต่อไป หากต้นทุนรวมไม่สูงมากนัก จะตรึงค่าเอฟทีไว้ เพื่อลดภาระประชาชน ดังนั้นคงอยู่ที่เรคกูเลเตอร์ชุดใหม่ ว่าจะมีมติในเรื่องนี้อย่างไรนายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานเรกูเลเตอร์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการที่เหลืออีก 6 คน ให้เป็นประธานเรคกูเลเตอร์ ภายหลังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งมา โดยได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ สกพ.เพื่อขอศึกษารายละเอียดโครงสร้าง และแผนงานต่าง ๆสำหรับภารกิจสำคัญที่จะเข้าดำเนินการต่อ มีอยู่หลายเรื่อง โดยเรื่องเร่งด่วน คือการเปิดประมูลโครงการรับซื้อไฟจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ที่กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ รวมถึงการกำหนดอัตราค่าเอฟทีในงวดหน้า รอบเดือนก.ย.-ธ.ค.57 จะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการแต่งตั้งเลขาธิการ สกพ. คนใหม่แทนนายกวิน ทังสุพานิช นั้น จะต้องมาศึกษาระเบียบการสรรหา ว่าเป็นลักษณะใด แต่จะพยายามเร่งดำเนินการ เพื่อให้การทำงานของ สกพ.มีความต่อเนื่องผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อคณะกรรมการเรกูเลเตอร์ 7 คนที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น นายไกรสีห์ กรรณสูต อดีตผู้ว่ากฟผ. , นางดวงมณี โกมารทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและต้นทุน ,นางปัจฉิมา ธนสันติ อดีตอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง, นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ วางแผนหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติบริษัท ปตท ,น.ส.วิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นตรึงค่าเอฟทีไฟฟ้างวดหน้า

  • ดับเบิ้ลเอหนีตายหันจับตลาดรีไซด์เคิ้ล

    ดับเบิ้ลเอหนีตายหันจับตลาดรีไซด์เคิ้ล

    นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991 จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจกระดาษ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังรุกสร้างฐานสมาชิกกลุ่มร้านถ่ายเอกสารเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้า ด้วยการเสนอขายกระดาษถ่ายเอกสารราคาพิเศษแก่ร้านสมาชิก ภายใต้ชื่อโครงการดั๊บเบิ้ลเอก๊อปปี้ เมมเบอร์ หลังช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกระดาษติดลบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ ทิศทางสื่อสิ่งพิมพ์หลายราย ยังต้องปิดกิจการไป เพราะถูกสื่ออื่นเข้ามาแทนที่ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปี จะขยายลูกค้าให้ครอบคลุมร้านถ่ายเอกสาร 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ จากขณะนี้ที่ขยายไปแล้ว 700 แห่ง หลังเริ่มโครงการได้ 2เดือนที่ผ่านมา”ปีนี้ มีหลายปัจจัยทำให้การใช้กระดาษลดลง นอกจากนี้ ในหลายหน่วยงานยังหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการใช้กระดาษลง และหันมาใช้กระดาษที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแทน ทำให้กระดาษดั๊บเบิ้ลเอ ยังขายได้อยู่ โดยรายได้หลักกว่า 60% มาจากกลุ่มออฟฟิศ และหน่วยงานราชการ รองลงมา คือร้านถ่ายเอกสารด้วยสัดส่วน 30% และการขายปลีกลูกค้าทั่วไปอีก 10%”ส่วนแผนดำเนินธุรกิจในต่างประเทศนั้น บริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเพิ่มเติม จากขณะนี้ที่ขยายไปแล้ว 140 ประเทศทั่วโลก เป็นรายได้กว่า 80% ของทั้งบริษัท ขณะเดียวกัน ยังศึกษา และเริ่มทำตลาดกระดาษรีไซเคิ้ล จำหน่ายในกลุ่มประเทศแถบยุโรป และตะวันออกกลางตามกระแสความนิยมในแถบนั้น เบื้องต้นจะรอดูผลตอบรับจากลูกค้า ก่อนจะกำหนดทิศทางการทำตลาดต่อไปสำหรับยอดขายของบริษัทในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ถือว่ายังเติบโตในระดับปกติ 20% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการขยายตลาดในต่างประเทศ ทำเติบโตได้ดีถึง 20% ขณะที่ตลาดในประเทศกลับเริ่มชะลอตัวลง เหลือเพียง 5-6% จากปกติที่เติบโต 10% ทั้งนี้คาดว่าภายในสิ้นปี จะมีรายได้ทั้งหมด 20,000 ล้านบาทหรือเติบโต 6-8% ซึ่งต่ำกว่าปกติที่ 10%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดับเบิ้ลเอหนีตายหันจับตลาดรีไซด์เคิ้ล

  • กำไรบริษัทจดทะเบียนปี57ต่ำกว่าเป้า

    กำไรบริษัทจดทะเบียนปี57ต่ำกว่าเป้า

    นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยภาพรวมปีนี้อาจเติบโตเฉลี่ยเพียง 5-8% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้10% เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจ และการเมือง กดดันผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนให้โตต่ำกว่าที่คาดไว้ในหลายบริษั ทและถึงแม้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน บางธุรกิจยังประสบปัญหาการปรับตัว และบริหารค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่สามารถเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ได้พร้อมกันนี้คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะมีแนวรับที่1,500 จุด และแนวต้านที่ 1,600 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับความชัดเจนด้านนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อนำมาสู่การเลือกตั้ง โดยประเมินว่าทิศทางการพัฒนาประเทศระยะยาว อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัวได้ 4-5% ภายใน 3-5ปีส่วนขณะ นี้ถึงแม้หุ้นในกลุ่มสื่อสารปรับตัวลดลง จากผลกระทบจากการเลื่อนประมูลโครงข่ายสัญญาณ 4 จี แต่เชื่อมั่นว่า ธุรกิจการสื่อสาร มีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 5-10 ปี ข้างหน้า ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้น คาดว่าจะได้รับผลดีจากโครงการของภาครัฐ แต่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในการรอข้อสรุปด้านการประมูลต่าง ๆ เสร็จสิ้นนอกจากนี้ แนวโน้มการเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ อาจมีต่อเนื่องไปอีก 2เดือน ส่งผลดีในการช่วยหนุนดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้ อีกทั้งมีโอกาสที่มูลค่าการซื้อขายจะกลับมาเป็นบวกจากปัจจุบัน ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติ ยังคงมีมูลค่าขายสุทธิกว่า20,000ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กำไรบริษัทจดทะเบียนปี57ต่ำกว่าเป้า