นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยหลังประชุมหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมว่า มอบหมายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)ไปทบทวนวิธีการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คันว่า ควรจะใช้วิธีเช่า หรือซื้อขาดถึงคุ้มค่ากว่ากันเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง รวมทั้งให้ ขสมก.ไปพิจารณาเพิ่มเติมด้วยว่าจะต้องจัดซื้อรถเมล์ให้ถึง7,000 คันหรือไม่ โดยจะต้องศึกษาให้เสร็จและเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน1-2 สัปดาห์ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบหลักการว่ารถเมล์เอ็นจีวีควรต้องจัดหาเพิ่มเพราะสภาพรถที่ผ่านมาเก่าและใช้มานาน 15-20 ปีแต่จะให้ไปดูวิธีจัดหาอย่างไรให้เหมาะสม และคุ้มค่าสูงสุดซึ่งจะพิจารณาถึงค่าซ่อมบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ น้ำมันเชื้อเพลิงไปพิจารณาด้วยรวมถึงยังให้ไปดูว่าจะมีการจัดซื้อรถเมล์เพิ่มเติมในระยะต่อไป จะต้องเพิ่มเท่าไร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการแต่การจัดซื้อต้องไม่ให้เป็นภาระของภาครัฐ” ส่วนการความคืบหน้าการจัดทำรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทยปี 58-65 เตรียมเสนอให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ พิจารณา วันที่ 20 ก.ค.นี้ ก่อนเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผบ.ทบ.หัวหน้า คสช.พิจารณาในวันที่ 22 ก.ค.อนุมัติ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมการดำเนินโครงการลงทุนของกระทรวงคมนาคมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รื้อแผนซื้อรถเมล์เอ็นจีวี
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

รื้อแผนซื้อรถเมล์เอ็นจีวี
-

ราคาข้าวไทยพุ่ง
นายชูเกียรติโอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาส่งออก(เอฟโอบี) ข้าว 5% ของไทยปรับตัวอยู่ในระดับ 427ดอลลาร์สหรัฐต่อตันสูงกว่าราคาข้าวของเวียดนามที่อยู่ในระดับ 410 ดอลลาร์ฯต่อตันและ ข้าวอินเดียที่อยู่ระดับ 425 ดอลลาร์ฯต่อตัน เนื่องจากนโยบายการตรวจสอบสต็อกข้าวในโกดังของโครงการรับจำนำข้าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อย่างเข้มงวด จนผู้ส่งออกต้องไปหาซื้อข้าวในตลาดทั่วไปแทน ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อนที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ในระดับ 31.9 บาท ต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ผลของราคาข้าวไทยที่ปรับตัวแบบก้าวกระโดดได้ส่งผลให้ผู้ซื้อข้าวในหลายๆประเทศที่จะมีคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) ข้าวใหม่เริ่มชะลอออเดอร์ชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์ราคาข้าวไทยอีกครั้งทำให้การขายข้าวในช่วงนี้ซบเซาเล็กน้อยแต่ในส่วนของออเดอร์เก่าที่ลูกค้าต่างชาติเคยสั่งมาก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาอะไรสามารถส่งมอบได้ตามปกติ “ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ราคาข้าว 5% ของไทยสูงกว่าแบบก้าวกระโดดจากราคาต้นเดือนเฉลี่ยที่409-410 ดอลลาร์ฯต่อตัน มาอยู่ระดับ 427 ดอลลาร์ฯ เป็นผลมาจากอัตราแลกเปลี่ยนมากว่ามาจากเรื่องของสต็อกข้าวซึ่งตรงนี้ผู้ส่งออกก็คงต้องดูสถานการณ์สักระยะหนึ่งก่อนเกี่ยวกับสถานการณ์ของราคาอย่างไรก็ตามแม้ราคาจะสูงแต่ราคาข้าวไทยกับเวียดนามยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันซึ่งหากราคาข้าวของทั้ง 2 ประเทศไม่ห่างกันมากผู้ส่งออกไม่กังวลมากนัก” นายชูเกียรติกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกข้าวไทยอยู่ระหว่างการติดตามการประมูลข้าวรอบใหม่ๆจากหลายประเทศเพื่อเข้าร่วมแข่งขันกับคู่แข่งไทย เช่น ในส่วนของอิรักมีการเปิดประมูลต่อเนื่องเดือนละ 40,000 – 50,000 ตัน รวมถึงฟิลิปปินส์ที่กำลังจะมีการเปิดประมูลข้าวรอบใหม่ในระดับหลักแสนตันหลังจากก่อนหน้านี้เวียดนามชนะการประมูลไปและ อินโดนีเซียก็มีแผนที่จะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น เป็นต้น ส่วนแนวทางในการระบายข้าวนั้นทางผู้ส่งออกก็อยากให้ทาง คสช.อนุญาตให้ระบายข้าวในสต๊อกในส่วนที่มีการตรวจสอบแล้ว โดยโกดังใดที่ตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาหรือ มีปริมาณข้าวอยู่ครบตามบัญชี และมีคุณภาพดี ก็ควรจะทยอยระบายออกไปบ้างโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาข้าวปรับตัวดีเพราะหากจะรอให้ตรวจสอบครบทุกโกดังก่อนแล้วค่อยระบายพร้อมกันคงไม่ได้คงใช้เวลานานเป็นปีและทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ ราคาที่ขายได้ก็จะต่ำลงจนส่งผลให้รัฐเสียโอกาสในการขายข้าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ราคาข้าวขาว 5% ของไทยจะมีราคาแพงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย มากในระดับ 120-180 ดอลลาร์ฯต่อตันโดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาทประกอบกับข้าวไทยมีคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก แต่เมื่อมีราคาแพงส่งผลให้ไทยไม่สามารถที่จะส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้เนื่องจากหลายๆประเทศหันไปสั่งซื้อข้าวจากคู่แข่งไทยแทนและเมื่อในช่วงต้นปี 57 รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งข้าวในสต็อกเดือนละ 1ล้านตันเพื่อนำเงินมาจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับลดลงมาจนมีราคาต่ำกว่าข้าวของเวียดนามและอินเดีย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาข้าวไทยพุ่ง -

บอร์ดบีโอไอไฟเขียนลงทุนเพิ่ม
นายอุดมวงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาได้เห็นชอบส่งเสริมโครงการลงทุนเพิ่มเติมอีก 15 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน51,526.5 ล้านบาท ทำให้ล่าสุดมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว92 โครงการ รวมมูลค่า 258,678 ล้านบาท คิดเป็น35% ของโครงการที่ค้างอยู่ประมาณ 742,890ล้านบาท โดยคาดว่า ส่วนที่เหลือจะสามารถพิจารณาได้เสร็จภายในเดือนส.ค.นี้ สำหรับโครงการลงทุนที่ได้ผ่านการเห็นชอบส่วนใหญ่เป็นเรื่องพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ก๊าซธรรมชาติ และผลิตผลทางการเกษตรวงเงินประมาณ 34,000ล้านบาท รองลงมาเป็นด้านยานยนต์และชิ้นส่วน มีกิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลระยะที่ 2 หรือ อีโคคาร์ 2 เงินลงทุน 9,727.5 ล้านบาท ของบริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กิจการเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมเบา วงเงิน 4,300ล้านบาท และกิจการผลิตกระจกเคลือบผิวกันรังสี เงินลงทุน 1,500 ล้านบาท ของบริษัท การ์เดียนอินดัสทรีส์ ระยอง จำกัด ทั้งนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้บีโอไอกลับไปปรับปรุงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนของประเทศฉบับใหม่ในระยะ7 ปี (58-64) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาในครั้งหน้า โดยตามนโยบายใหม่ ได้กำหนดเป้าหมายกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องเป็นกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศระยะยาว เน้นการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนไทยไปต่างประเทศเชื่อมโยงกับการเปิดประชาคมอาเซียน สนับสนุนกิจการที่เป็นเอสเอ็มอี และให้ลดการยกเว้นหรือลดหย่อนสิทธิพิเศษทางภาษี โดยเฉพาะภาษีเงินได้ของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลงเพราะปัจจุบันไทยจำเป็นต้องนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปพัฒนาประเทศอีกหลายด้าน “การปรับลดการสูญเสียภาษีเงินได้มีอยู่2 เรื่อง คือ ถ้าปรับลดประเภทกิจการให้น้อยลงแล้วไปเน้นกิจการเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงก็ช่วยลดภาษีได้รวมทั้งปรับสิทธิประโยชน์ที่ให้แต่ละประเภทกิจการ ถ้าปรับให้น้อยลงก็ช่วยลดภาษีได้เช่นกันในรายละเอียดบีโอไอจะไปหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้งว่า กระทรวงการคลังจะมีข้อคิดเห็นอย่างไรโดยจากการวิเคราะห์ของบีโอไอเอง แต่ละปีรัฐก็สูญเสียภาษีประมาณ 50,000 – 60,000ล้านบาท ถ้าปรับลงแล้ว ได้ลองคำนวณคร่าวๆ คาดว่าจะช่วยลดการสูญเสียภาษีลงได้ถึง50%” นโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงได้เสนออนุกรรมการไปแล้ว และเสนอชุดใหญ่ได้พิจารณาวันนี้ด้วย กรอบของนโยบายใหม่เดิมกำหนด 5 ปี แต่ให้สอดคล้องแผน 12 ได้ขยายเพิ่มอีก 2 ปีให้จบแผน 12 ปี 58-64 โดยกำหนดเป้าหมายไว้หลายเรื่องหลัก คือยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยหลุดพ้นกับดำประเทศรายได้ปานกลาง จึงปรับกิจการเป้าหมายที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนกอุตใช้เทคที่สูงขึ้น เน้น การใช้ฐานความรู้ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ให้มีศักยภาพแข่งขันที่สูงขึ้นปรับเปลี่ยนการให้สิทธิพิเศษ ให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดบีโอไอไฟเขียนลงทุนเพิ่ม