เดือน: สิงหาคม 2014

  • ลีวายส์เปิดร้านในสนามบินกระตุ้นยอดขาย

    ลีวายส์เปิดร้านในสนามบินกระตุ้นยอดขาย

    น ายปีเตอร์ ฮอร์น ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มสินค้าแฟชั่น บริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่ายเครื่องแต่งกายแบรนด์ลีวายส์ เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทเตรียมจะเปิดตัวร้านสาขารูปแบบใหม่ 1 แห่งที่สนามบินนานาชาติในหัวเมืองท่องเที่ยว บนพื้นที่ประมาณ 50 ตร.ม. เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเพราะมีกำลังซื้อสูง หลังช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาประสบกับปัญหาภายในประเทศ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจยากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้บริษัทได้ทดลองเปิดสาขาที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิไปแล้ว 1 เดือน และได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก โดยลูกค้าหลักกว่า 60% เป็นชาวต่างชาติ ที่มีการใช้จ่ายสูงกว่าชาวไทย 5-10% ซึ่งคนไทยมียอดซื้อสินค้าทีี่ประมาณ 2,350 บาทต่อคน “การทำธุรกิจในภาวะแบบนี้ยากมาก เห็นได้จากตลาดเสื้อผ้าทั้งประเทศค่อนข้างชะลอตัว ซึ่งต่อจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมการตลาดมากขึ้น โดยได้เพิ่มงบการตลาดอีก 1-2% ล่าสุดได้จัดกิจกรรม ลีวายส์ กิฟต์ แอนด์ เก็ท ต่อฝันปันสุข ที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หวังกระตุ้นยอดขายตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.- 30 ก.ย.นี้ให้เพิ่มขึ้นจากปกติ 15-20%” นายพิสุทธิ์ บุนนาค ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย กล่าวว่า คาดว่ารายได้ของบริษัทปีนี้จะเติบโตน้อยกว่าปกติที่ 8-9% เป็น 5% จากยอดขายปีก่อน 2,100 ล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกยอดขายเติบโตไม่ถึง 5% แต่มั่นใจว่าการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างเข้มข้นจะผลักดันให้ยอดขายโตได้ดีขึ้น แต่ถือว่ายังน้อยกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ นายพิสุทธิ์กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้แม้จะกระตุ้นตลาดด้วยแคมเปญต่างๆ แต่ก็ทำได้ไม่ดีเท่าภาวะปกติ สังเกตได้จากแคมเปญก่อนหน้านี้ ที่ช่วยได้ให้ยอดขายไม่ตกเท่านั้น ขณะที่ยอดขายที่อยู่ในแหล่งนักเที่ยวก็ลดลงถึง 30% เพราะนักท่องเที่ยวเดินทางมาน้อยลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคนจีนที่เข้ามาลดลงมาก ซึ่งลูกค้าชาวต่างชาติมีสัดส่วนถึง 40% ของลูกค้าทั้งหมด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลีวายส์เปิดร้านในสนามบินกระตุ้นยอดขาย

  • 14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

    14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. จะเดินทางมาเป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาสรุปการจัดทำงบประมาณและรายเอียดของยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 58-65 ที่มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท  ทั้งนี้จะมีการตัดหรือเพิ่มงบประมาณโครงการทั้งในระบบถนน น้ำ ราง และอากาศ รวมถึงจัดอันดับความสำคัญโครงการเร่งด่วนที่ต้องทำ เช่น ระบบไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ถนนทางหลวง รถไฟกึ่งความเร็วสูง ตลอดจนการพิจารณาที่มาแหล่งเงินทุนว่า จะใช้การกู้ หรืองบประมาณจากแหล่งเงินใด และได้ให้สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาร่วมหารือ ถึงการจัดทำกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระดมทุนใช้ในการก่อสร้างพื้นฐานด้วย นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในการประชุมกับพล อ.อ.ประจิน วันที่ 14 ส.ค.นี้ กระทรวงเตรียมเสนอขอจัดสรรงบประมาณที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนในปี57-58 เพิ่มเติม เพื่อให้โครงการครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมบริเวณ 6 ด่านชายแดนในพื้นที่ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบาย คสช. ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินภาพรวมทั้งหมดทั้งยุทธศาสตร์ยังระบุไม่ได้ว่าจะใช้เท่าไร เพราะต่อรอการพิจารณาในที่ประชุม รวมถึงการหารือกับสำนักงาบประมาณว่า จะสามารถบรรจุงบเร่งด่วนจำนวน 5,000 ล้านบาท ที่เตรียมจะขอเพิ่มเข้าไปในปีงบประมาณใด   “วันที่ 14 ส.ค. นี้คาดว่าที่ประชุมจะได้ข้อสรุปวงเงินที่ชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ ว่าจะใช้เงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าไร รวมถึงวงเงินในแผนยุทธศาสตร์เร่งด่วนปี 57-58 ด้วย ซึ่งกระทรวงอยากให้สำนักงบประมาณใส่งบเร่งด่วน5,000 ล้านที่เราขอใหม่ เข้าไปในงบเร่งด่วนปีแรก เลย เพราะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก ซึ่งหากบรรจุเข้าไปได้เลยก็จะทำให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศสมบูรณ์ได้ทันทีในปีแรก สามารถเชื่อมต่อการขนส่งไปยังด่านชายแดนได้ครบถ้วน” สำหรับงบเร่งด่วนที่กระทรวงขอเพิ่ม นั้นจะนำไปพัฒนาการคมนาคมขนส่งครบทุกด้านทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ แต่จะเน้นโครงข่ายทางถนนเป็นหลัก เพื่อให้การคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อ6ด่านชายแดน ใน5เขตเศรษฐกิจพิเศษให้ครบถ้วน เช่น โครงการก่อสร้างถนนสายย่อย เชื่อมจากถนนหลวงไปยังด่านชายแดนต่างๆ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

  • ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่

    ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่

    น.ส. ผ่องพรรณ  เจียรวิริยะพันธ์  อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า  ในเดือน ก.ค. 57 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน  5,592 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน  8% และสูงที่สุดในรอบปี ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป,อสังหาริมทรัพย์,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร, ขายส่งเครื่องจักร และ ธุรกิจจัดนำเที่ยว เป็นต้น เมื่อรวมทั้งปีคาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจมาขอยื่นจดทะเบียน 60,000 – 65,000 ราย  โดยจำนวนนี้เป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไปไม่ต่ำกว่า7,000 รายเพื่อรองรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่และรอประมูลงานในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า2.4 ล้านล้านบาท “ยอดการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในช่วง 7 เดือนของปี (ม.ค. – ก.ค. 57)อยู่ที่ 35,058 รายแม้ว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18%  สาเหตุมาจากเรื่องความเข้มงวดจากการจดทะเบียนค้าสลากและในช่วงต้นปีมีปัญหาเรื่องของการเมืองแต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีผู้ประกอบการรายใหม่ทยอยมาจดทะเบียนมากขึ้นเพื่อรอโครงการใหม่ๆของรัฐบาลเช่น โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท”                 น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่าตั้งแต่มีการจัดตั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีธุรกิจมาจดทะเบียนจัดบริษัทใหม่กว่า 1.2ล้านราย เงินทุนจดทะเบียน 14 ล้านล้านบาทแต่ปัจจุบันเหลือบริษัทที่ดำเนินกิจการทั่วประเทศจำนวน 568,276 ราย ทุนจำทะเบียน10.79 ล้านล้านบาท   แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 396,842 รายบริษัทมหาชนจำกัด1,061 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 170,373 ราย             ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการในเดือนก.ค. 57 จำนวน 1,477 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% เมื่อรวม 7เดือน มีการเลิกกิจการทั้งสิ้น 7,327 ราย และทั้งปีน่าจะมีการเลิกกิจการ 15,000ราย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มก่อสร้างอาคารทั่วไป และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้ง 2กิจการนี้มีการจดทะเบียนเยอะก็ต้องเลิกกิจการจำนวนมากตามไปด้วย โดยปัจจัยหลักๆมาจากไม่มีผลประกอบการเป็นจำนวน40%เนื่องจากไม่สามารถประมูลงานได้ รองลงมาเป็นเรื่องของการขาดทุน และหุ้นส่วนทะเละกัน เป็นต้น                 “ในส่วนของการเลิกกิจการนั้นในปี57 จำนวน 15,000 รายถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เปิดกิจการแล้วก็ต้องปิดสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้และที่สำคัญยังเป็นอัตราที่น้อยกว่าปี 56ที่มีการเลิกกิจการ 17,000 รายซึ่งปัญหามาจากการขาดทุนและสภาพคล่องการเงินไม่ดร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีสายป่านการลงทุนจึงน้อยกว่ารายใหญ่”                ทั้งนี้ที่น่าจับตาคือการจัดตั้งบริษัทรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะขยายมากขึ้นซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุน และการจ้างงานเชื่อว่าแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจจะกลับมาเป็นขาขึ้น  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่