เดือน: สิงหาคม 2014

  • ตั้งเป้าส่งออกรถยนต์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

    ตั้งเป้าส่งออกรถยนต์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

    นางนันทวัลย์ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าในปี 57กรมฯยังคงเป้าการส่งออกรถยนต์ที่20,582.43ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 10%และส่งออกสินค้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์13,183.94ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัว 10% ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันการส่งออกไทยเนื่องจากแนวทางของอุตสาหกรรมยานยนต์มีทิศทางดีขึ้นจากมาตรการต่างๆรัฐบาลนำมาดำเนินการ ขณะเดียวกันมั่นใจว่าในอนาคตการส่งออกจะดีขึ้นต่อเนื่องจากการคณะที่กรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)อนุมัติโครงการต่างๆที่ค้างอยู่โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ที่มีการอนุมัติโครงการมาแล้วกว่า100,000ล้านบาทและหากโครงการอีโค คาร์ 2แล้วเสร็จจะช่วยให้ตลาดยานยนต์คึกคักมากขึ้น “ไทยยังเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ1ของอาเซียนที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจจากการมีแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพได้มาตรฐานความเป็นศูนย์กลางของระบบการขนส่งโลจิสติกส์ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะหากภาครัฐจัดตั้งศูนย์ทดสอบทางวิศวกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านชิ้นส่วนรายย่อยและส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนส่งออกให้ได้มาตรฐานโลกต่อไปซึ่งทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกเพิ่มขึ้นมากนี้” ทั้งนี้เป้าหมายการผลิตในปี57จำนวน2.2ล้านคันเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก1.2ล้านคันและผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ1ล้านคันโดยตลาดหลักอยู่ในออสเตรเลียซาอุดิอาระเบียอินโดนีเซียฟิลิปปินส์ มาเลเซียสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชิลีนิวซีแลนด์ โอมาน และลาวรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 61%ส่วนตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงได้แก่สหรัฐอเมริกา 37%อิรัก60%คูเวต69%กัมพูชา19%สหราชอาณาจักร17%ส่วนคู่แข่งที่สำคัญในการส่งออกรถยนต์คือ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี นางนันทวัลย์กล่าวว่าไทยมีจุดแข็งที่มีฐานการผลิตรถปิ๊คอัพและรถยนต์ประหยัดพลังงานที่มีศักยภาพรัฐบาลให้การสนับสนุนผ่านโครงการอีโคคาร์ 2แม้ว่าจะยังมีอุปสรรคสำคัญซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการแก้ไข เช่น การขาดแคลนแรงงานที่ต้องแข่งขันแย่งแรงงานกับอุตสาหกรรมอื่น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งเป้าส่งออกรถยนต์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

  • พาณิชย์ดันข้าวไทยที่1ของโลก

    พาณิชย์ดันข้าวไทยที่1ของโลก

     น.ส.ชุติมาบุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพการค้าข้าวให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมวิเคราะห์เผยแพร่ข้อมูลการค้าและการตลาดเพื่อการพัฒนาการผลิตแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์แบบเบ็ดเสร็จส่วนการบริหารงานจะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการบริหารสถาบันซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องข้าวในทุกๆด้านทั้งด้านการเพาะปลูกการผลิต และการตลาด สำหรับงบประมาณในการจัดตั้งจะใช้งบประมาณปี 58วงเงิน500ล้านบาทซึ่งสำนักงบประมาณจะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินให้และยังมีเงินจากกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจำนวน 587ล้านบาทโดยจะนำเงินในส่วนที่เก็บจากค่าธรรมเนียมการส่งออกข้าวไปตลาดสหภาพยุโรป(อียู)มาใช้ “สถาบันฯจะเข้าไปช่วยเหลืออุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิตการสีแปร และการทำตลาดส่งออกโดยจะมีข้อมูลในทุกๆด้านอย่างครบวงจรเพื่อทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องข้าวและจะได้วางแผนการผลิตการทำตลาดได้อย่างเหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ไทยเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องข้าวในทุกๆด้านตามที่ตั้งใจไว้โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมการข้าวในการจัดตั้งเพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนกัน” น.ส.ชุติมากล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้เน้นให้มีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นโดยได้มอบหมายให้กรมการข้าวกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ดีการใช้ปัจจัยการผลิต เช่นปุ๋ยและสารเคมี ตามคำแนะนำรวมทั้งผลักดันให้เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนหรือเสริมกับการใช้ปุ๋ยเคมีให้มากขึ้นแต่หากเป็นไปได้ให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อผลิตข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นเพราะแนวโน้มตลาดโลกมีความต้องการสูงและขายได้ราคาดี นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับเกษตรกรให้มีการกำหนดเขตที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าว(โซนนิ่ง)เพราะพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าวต้องผลักดันให้เกษตรกรไปปลูกพืชเกษตรชนิดอื่นแทนเช่น อ้อย มันสำปะหลัง ทั้งนี้คสช.ยังมีนโยบายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกด้วยโดยอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดิน นายชูเกียรติโอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวว่าปัญหาเรื่องของข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและข้าวเสื่อมคุณภาพที่เก็บไว้ในโกดังของโครงการรับจำนำข้าวนั้นกระแสสังคมรู้อยู่แล้วว่ามีจำนวนมากจึงไม่แปลกซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็มีการเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้าวและมีการตักเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่องและสุดท้ายก็เป็นจริงตามเกิดความกังวล สำหรับในส่่วนของข้าวคุณภาพต่ำที่ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้นั้นหากจะมีการเปิดประมูลราคาก็น่าจะต่ำกว่าราคาทั่วไป20-30ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเพราะภาคเอกชนต้องนำข้าวดังกล่าวไปปรับปรุงคุณภาพอย่างมากและที่สำคัญเมื่อปรับปรุงคุณภาพแล้วก็จะทำให้น้ำหนักของข้าวลดลงไปตามไปด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ดันข้าวไทยที่1ของโลก

  • ธนารักษ์แจงผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 33

    ธนารักษ์แจงผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 33

    วันที่ 12 ส.ค.57 เมื่อเวลา 12.30 น. นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ได้มีข่าวว่ามีร้านรับแลกซื้อเหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาทที่ผลิตใน ปี 2533 ในราคาเหรียญละ 100,000 บาท  เนื่องจากมีจำนวนผลิตเพียง 100 เหรียญนั้น กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว พบว่าในปี 2533 กรมฯได้เข้าร่วมการประชุม มิ้น ไดเรคเตอร์ คอนเฟอร์เรนซ์ ครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ จึงได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 10 บาทขึ้น เพื่อมอบเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นตัวแทนจากโรงกษาปณ์รัฐบาลของประเทศต่างๆ และมีผู้จำหน่ายเครื่องมือ เครื่องจักรต่างๆ เกี่ยวกับเหรียญเข้าร่วมด้วย”เหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาทที่กรมธนารักษ์ผลิตในปี 2533มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปมอบเป็นที่ระลึกในการประชุมดังกล่าว ให้แก่ชาวต่างประเทศทุกคนที่เข้าร่วมการประชุม  โดยจัดทำเป็นแผงเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ส่วนจะเป็นจำนวน 100 เหรียญหรือไม่นั้น กรมธนารักษ์จะตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าได้มอบเป็นที่ระลึกแก่ที่ประชุมดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ โดยได้ชี้แจ้งให้สื่อมวลชนทราบต่อไป”อย่างไรก็ตาม กรมธนารักษ์ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท โลหะสองสี ผลิตออกใช้ในปี 2531 เป็นครั้งแรก โดยกรมธนารักษ์ผลิตเอง 60,200 เหรียญ ต่อมาในปี 2532 เพื่อให้มีเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี ชนิดราคา 10 บาท เพียงพอต่อการใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจซึ่งสำนักกษาปณ์กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถผลิตได้ด้วยตนเองในจำนวนที่มากพอ จึงได้สั่งซื้อเหรียญ 10 บาท สำเร็จรูปจาก ดิ อิตาเลียน เสตรท มิ้น ประเทศอิตาลี จำนวน 100 ล้านเหรียญ ซึ่งได้ทยอยส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ในปี 2532-2533ทั้งนี้ ในปี 2533 กรมธนารักษ์ได้สั่งซื้อเหรียญตัวเปล่า 10 บาท จาก บริษัท โอลิบัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 50 ล้านเหรียญ เพื่อมาตีตราเป็นเหรียญสำเร็จรูปเอง แต่เมื่อปรากฎว่าเหรียญ 10 บาทที่ซื้อเข้ามาในปี 2532 ประชาชนไม่นิยมแลกไปใช้ เนื่องจากยังมีธนบัตร ราคา 10 บาท ที่ยังผลิตให้ประชาชนได้ใช้อยู่ กรมธนารักษ์จึงไม่ได้ผลิตเหรียญชนิดราคา10บาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธนารักษ์แจงผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 33