วันนี้ (10 ส.ค.) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 13 ส.ค. 57 มีวาระการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในประเด็นศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษา กรณี ช่อง 3 หรือ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ยื่นฟ้อง กสทช. กสท. และไทยพีบีเอส ต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งชะลอ หรือระงับการปฏิบัติตามมติ กสท. ในการยุติการเป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป(ฟรีทีวี) ตาม ข้อ 8 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป(ประกาศMust Carry) ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท และชะลอการบังคับใช้ประกาศพิพาทจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐและบริการสาธารณะหรือไม่ ทั้งนี้ ช่อง 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือกำหนดมาตรการหรือวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาจะเกิดขึ้น ซึ่งศาลได้พิจารณายกคำขอทุเลาการบังคับตามกฎของช่อง 3 เนื่องจากคำสั่งหรือมติ กสท.ยังมีผลทางกฎหมายจนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า กรณีนี้น่ากังวล หากช่อง 3 ออริจินัลไม่ยอมออกคู่ขนานจะทำให้ช่วงโครงการคูปองแลกกล่องดิจิตอลทีวีช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีปัญหา“เชื่อว่า ช่อง3 ไม่อยากเป็นตัวถ่วงพัฒนาการอุตสาหกรรมโทรทัศน์เมืองไทย และคงไม่อยากทำร้ายจิตใจคนดูให้ต้องเลือกระหว่างระบบแอนาล็อกหรือดิจิตอล อย่าวางเดิมพันเป็นอนาคตทีวีดิจิตอลประเทศไทย ทั้งที่ประมูลได้ถึง 3 ช่อง ควรมีทางออกที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องไปต่อสู้กันในศาล ดีที่ไทยพีบีเอส ช่วยฟ้องสอดอยู่ข้าง กสทช. หากช่อง 3 ออริจินัลมาออกอากาศคู่ขนานกับดิจิตอล น่าจะเป็นประโยชน์กับคนดูแน่นอน” นางสาวสุภิญญา กล่าวส่วนคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอวาระการคุ้มครองผู้บริโภค กรณี บริษัท ทรู วิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จะหมดสัญญาสัมปทานกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในเดือน ก.ย. 57 โดยที่ผ่านมาอนุฯ ได้เชิญ บ.ทรู มาชี้แจง พร้อมทั้งมีเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งประมวลข้อมูลการคุ้มครองผู้บริโภคจากกรณีสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ โดยปัจจุบันมีสมาชิกที่ยังค้างอยู่ในระบบดาวเทียมทรูฯ ประมาณ 20,000 คน ซึ่ง ทรูฯได้แจ้งว่าอยู่ในระหว่างการสื่อสารและดำเนินการให้สมาชิกตัดสินใจว่าจะประสงค์โอนย้ายไปในระบบใหม่ ซึ่งต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ และต้องลงนามในสัญญาที่เป็นธรรม และหากไม่ประสงค์ใช้บริการต่อ บริษัทดำเนินการคืนเงินหรือค่า ประกัน (ถ้ามี) ให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่างๆนอกจากนี้ ได้มีการนำวาระเรื่องร้องเรียน ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ซีซั่น 1 มาพิจารณาอีกครั้ง หลังเลื่อนไปก่อน เพราะทางบ. GMM ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาประกอบการพิจารณา ส่วนฮอร์โมน ซี่รี่ส์ 2 ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใดทั้งนี้ ยังมีผลการดำเนินการติดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ในปีที่ 1 ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และวาระการต่ออายุการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง สำหรับผู้ทดลองออกอากาศที่ถูกระงับสิทธิในการทดลองออกอากาศ ณ วันที่ 8 ส.ค. 57
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สุภิญญา” วอนช่อง3 ออกคู่ขนานดิจิตอลทีวี
เดือน: สิงหาคม 2014
-

“สุภิญญา” วอนช่อง3 ออกคู่ขนานดิจิตอลทีวี
-

“ ซีเอส ล็อกซอินโฟ” โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกกำไร 219 ล้านบาท
รายงานข่าวจาก บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จากัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปี ของปี 57 บริษัทมีรายได้รวม 1,538 ล้านบาท เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิเท่ากับ 219 ล้านบาทหรือคิดเป็น 0.37บาท/หุ้น โดยมีสัดส่วนรายได้ หลักจากธุรกิจการให้บริการด้านไอซีทีประมาณร้อยละ 71 ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองประมาณร้อยละ 18 และจากธุรกิจการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณร้อยละ 11 ของรายได้รวมในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของงบการเงินเฉพาะกิจการเท่ากับ 248 ล้านบาท หรือ 0.42บาท/หุ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจไอซีทีที่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ครึ่งปีแรกสำหรับปี 57 เท่ากับ 1,095 ล้านบาท ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลประจำปี 57 จำนวน 0.41 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 98 ของผลการดาเนินงานจากงบการเงินเฉพาะกิจการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 57ทั้งนี้สืบเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 57 ที่ยังคงอ่อนตัวส่งผลให้รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองและธุรกิจการให้บริการข้อมูล ด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 57 เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวจากความชัดเจนของการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศส่วนแนวโน้มสาหรับครึ่งปีหลังของปี 57 ถึงปี 58 บริษัทจะผลักดันการขายสินค้าแบบเจาะเฉพาะกลุ่มตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะด้านธุรกิจการให้บริการด้านไอซีทีและธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง ขณะที่ด้านธุรกิจการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเน้นการคัดสรรสินค้า/บริการมากขึ้น เพื่อให้เกิดความหลากหลายในการนำเสนอต่อผู้บริโภคและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานให้มากขึ้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ ซีเอส ล็อกซอินโฟ” โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกกำไร 219 ล้านบาท -

ฉลากถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจอุ่นใจ – ไขปัญหาผู้บริโภค
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับการจับจ่าย หาซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ อยู่ทุกวี่วัน ซึ่งการเลือกหาสินค้านั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลบนฉลากให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เพราะหนึ่งในสิทธิที่สำคัญของผู้บริโภค ในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าทุกอย่าง คือ ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยฉลากแล้ว จำนวน 37 ฉบับ ครอบคลุมสินค้าประเภทต่าง ๆ ซึ่งในประกาศแต่ละฉบับจะมีข้อกำหนดไว้ให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงรายละเอียดและข้อมูลที่จำเป็นของสินค้าแต่ละประเภท แต่จากการลงพื้นที่ตรวจสอบฉลากสินค้าพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จัดทำฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง เช่น ระบุชื่อสินค้าไม่ถูกต้อง ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แต่กลับระบุชื่อผู้จำหน่ายแทน คู่มือการใช้งาน เป็นภาษาต่างประเทศแทนที่จะเป็นภาษาไทย ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งการแสดงฉลากสินค้าดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ และอาจเข้าข่ายจะต้องได้รับโทษ จากสภาพปัญหาดังกล่าว สคบ. จึงได้จัดทำโครงการ “ฉลากถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจอุ่นใจ” ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำฉลากสินค้าตามประกาศ คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในการแสดงข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญให้แก่ผู้บริโภค ได้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ รวมทั้ง ได้รับทราบบทกำหนดโทษในกรณีขายสินค้าที่ควบคุมฉลากหรือมีฉลากแต่การแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2524 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรจัดทำฉลากให้ถูกต้อง แสดงข้อมูลที่ชัดเจนบนฉลากสินค้า และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง คุ้มค่า และปลอดภัยต่อการนำไปใช้งานได้เป็นอย่างดี.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฉลากถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจอุ่นใจ – ไขปัญหาผู้บริโภค