วันนี้( 8 ส.ค.) นายเทอเรนซ์ ตัง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจคอนซูเมอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ของ เทรนด์ไมโคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมีอัตราการเติบโตสูงมากโดยในปี 2016 คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ใช้สูงถึง 22 ล้านเครื่อง และคนไทยจะใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงต่อวันในการใช้สมาร์ทโฟน โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่าการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ มีความเสี่ยงที่จะโดนไวรัสและมัลแวร์ต่างๆ บริษัท จึงได้เปิดตัว ดร.เซฟตี้(Dr.Safety)ซึ่งเป็นโมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับการรักษาความปลอดภัย และ ดร.บูตสเตอร์(Dr.Booster)ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในการเล่นเกม“หลังจากเปิดตัวที่ไต้หวันเป็นที่แรกเมื่อเดือนที่แล้วและไทยถือเป็นประเทศที่สอง มียอดดาวน์โหลดแล้ว 5 แสนครั้งเมื่อถึงสิ้นปีตั้งเป้าหมายจะมียอดดาวน์โหลดเพิ่มเป็น 1 ล้านครั้ง ส่วนในประเทศไทยคาดว่าจะมียอดดาวน์โหลดประมาณ 2 แสนครั้งเมื่อถึงสิ้นปี”นายเทอเรนซ์ กล่าวต่อว่า ดร.เซฟตี้ และ ดร.บูตสเตอร์ เป็นแอพดาวน์โหลดฟรีสำหรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ โดยทำงานอยู่บนคลาด์ คอมพิวติ้ง ในส่วนของไอโอเอสกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งบริษัท จะเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานและให้ความรู้ว่าการดาวน์โหลดแอพพลเคชั่นในสมาร์ทโฟนก็มีความเสี่ยงในเรื่องภัยคุกคาม อย่างไรก็ตามเมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นก็อาจจะคุยกับพาร์ทเนอร์ในการกำหนดรูปแบบในการหารายได้ต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรเกมที่ปลอดภัย หรือ Safe Gaming Alliance มีสมาชิกเป็นบริษัทผู้พัฒนาเกมทั้งไทยและต่างประเทศจำนวน 53 บริษัทด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เทรนด์ไมโคร” พัฒนาแอพรักษาความปลอดภัยในมือถือ
เดือน: สิงหาคม 2014
-

“เทรนด์ไมโคร” พัฒนาแอพรักษาความปลอดภัยในมือถือ
-

เครื่องสำอางไทยรุกตลาดลาว
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนเดินทางเยือนแขวงหลวงพระบางประเทศลาว ระหว่างวันที่ 6-8ส.ค. 57 พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ สุขภาพ, สปา และเครื่องสำอาง เดินทางไปพบปะและเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการลาวเพื่อหาลู่ทางในการทำการค้า การลงทุนด้านธุรกิจสุขภาพและบริการร่วมกัน เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสในการขยายตัวสูง หลังจากเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)สำหรับผู้ประกอบการด้านสุขภาพเช่น โรงพยาบาลศุภฤกษ์อู่ทอง โรงพยาบาลโคราชเมโมเรียล โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลจุฬารัตน์ สถานพยาบาลนวศรีเนอสซิ่งโฮม และ คลินิกแพทย์แผนไทยเตาปูน ส่วนธุรกิจด้านสปา และผลิตภัณฑ์ เช่น บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทเกอร์ อายส์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด,บริษัทสยามเวลเนส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และบ้านสวนมาสสาจขณะที่ธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บรรจุเครื่องสำอาง เช่น บริษัท กรีนโซน จำกัด,หจก.มายเฮลท์ แคร์,บริษัทพิโกะโอเคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,บริษัทด็อกเตอร์คอสเมด จำกัด,หจก. ที.อาร์.เอ. และหจก.เคพีอุลตร้าโซนิค“กรมฯ ได้จัดให้คณะผู้แทนได้มีโอกาสพบปะหารือและเจรจาธุรกิจกับหอการค้าและอุตสาหกรรม แขวงหลวงพระบาง รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการลาวซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จ ทั้งในการร่วมมือทำการค้า และการลงทุนร่วมกันได้แน่”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครื่องสำอางไทยรุกตลาดลาว -

คลังยันปรับขึ้นเงินเดือน 8% เริ่มเม.ย. 58
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งให้กรมบัญชีกลางคำนวณตัวเลขเกี่ยวกับการขึ้นบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่อัตราเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ที่จะปรับขึ้นให้ทุกราย ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งจะปรับขึ้นบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่มีรายได้น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาเงินเดือนข้าราชการไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้ง การปรับขึ้นเงินค่าครองชีพจาก 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท ที่ต้องปรับให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถปรับเงินเดือนได้ในเดือน เม.ย.58 ซึ่งเลื่อนออกไปจากเดิมที่จะเริ่มได้ในเดือน ต.ค.57ทั้งนี้ สาเหตุที่การปรับขึ้นไม่ทันในเดือน ต.ค.เนื่องจากต้องมีการจัดทำรายละเอียดและกระบวนการหลายขั้นตอนที่ต้องพิจารณา โดยกรมบัญชีกลาง,สำนักงบประมาณ, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(กพ.) และฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. จะต้องมาหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะเริ่มปรับขึ้นบัญชีเงินเดือนข้าราชการได้เมื่อใด ซึ่งคาดว่าวงเงินที่ต้องใช้จะอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท ระหว่างเดือนเม.ย.58-ต.ค.58 โดยยอมรับว่าตัวเลขยังไม่นิ่ง เพราะต้องมีการปรับในส่วนบำนาญอีกด้วย ที่ต้องพิจารณากันอีกครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าอัตราที่ปรับเพิ่มจะเป็นเท่าใด ส่วนงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจจะโยกงบหรือจัดสรรงบประมาณปี 58 ในช่วงการแปรญัติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)"การขึ้นเงินเดือนทั้งระบบข้าราชการเชื่อว่าทุกคนคงได้ปรับเปอร์เซนต์ไม่เท่ากัน คงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนฐานเงินเดือนอยู่ที่เท่าไหร่หากฐานเงินเดือนน้อยก็มีโอกาสที่จะได้มากกว่า แต่ถามว่าทัน ต.ค. นี้ไหมคงไม่ทันอย่างแน่นอนเพราะต้องศึกษาในส่วนของการปรับเพิ่มเบี้ยเลี้ยงด้วยว่าจะเป็นอย่างไร"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังยันปรับขึ้นเงินเดือน 8% เริ่มเม.ย. 58