ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (6ส.ค.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวันสอดคล้องทิศทางเดียวกันกับตลาดภูมิภาคเนื่องจากความกังวลด้านสถานการณ์ในยูเครนยังเป็นปัจจัยหลักกดดันดัชนี ในขณะที่แรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส2 สามารถผลักดันดัชนียืนได้ในแดนบวกระยะสั้นเท่านั้น ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด1,521.92จุด และทะยานขึ้นสูงสุด1,532.30จุด จนมาปิดตลาดที่1,522.41 จุด ลดลง 6.57 จุด หรือ0.43%ด้วยมูลค่าซื้อขาย49,916.70 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด5อันดับแรก1.จัสมิน ปิดที่6.55ลดลง 0.70 บาท2.ทรู ปิดที่10.60 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง3.ช.การช่าง ปิดที่26.25บาท เพิ่มขึ้น 0.50บาท4.บีทีเอส ปิดที่9.00บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท5.ซีพีเอฟ ปิดที่28.75บาท เพิ่มขึ่น0.50 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 6สค. 57 ปิดลบ 6.57 จุด
เดือน: สิงหาคม 2014
-

หุ้นไทยวันที่ 6สค. 57 ปิดลบ 6.57 จุด
-

กนอ.ชงบอร์ดไฟเขียวบริษัทลูกลงทุนต่างประเทศ
นายวีรพงศ์ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เตรียมขออนุมัติแนวทางการจัดตั้งบริษัท กนอ.อินเตอร์ จำกัดซึ่งเป็นบริษัทลูกของกนอ. ในการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะกรรมการกนอ.อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาการจัดตั้งบริษัทลูก ของกนอ.ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากสิ้นสุดรัฐบาลชุดเก่าซึ่งหากที่ประชุมบอร์ดกนอ.อนุมัติแล้วจะต้องมีการนำเสนอที่ประชุมครม.ใหม่ อนุมัติต่อไป คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนการจัดตั้งบริษัทลูกจะแล้วเสร็จ สำหรับแนวงทางการจัดตั้งบริษัทกนอ.อินเตอร์ ทางกนอ. จะถือหุ้นไม่เกิน 49% ส่วนที่เหลือจะให้พันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและมีความเชี่ยวชาญในด้านการทำตลาดร่วมถือหุ้นซึ่งขณะนี้มีพันธมิตรหลายรายแสดงความสนใจบ้างแล้ว ทั้งนี้ประเทศที่กนอ.จะเข้าไปลงทุน ตามแนวทางเดิม เช่นเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีทางเชื่อมต่อจากไทย, เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย, เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน5 แห่งตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ อ.แม่สอด จ.ตาก,อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว,อ.คลองใหญ่จ.ตราด, จ.มุกดาหารและ อ.สะเดาจ.สงขลา โดยจะไปตั้งในพื้นที่ต่างประเทศที่ติดกับชายแดนไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนอ.ชงบอร์ดไฟเขียวบริษัทลูกลงทุนต่างประเทศ -

โออีซีดีแนะทุกประเทศพึ่งเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช. ได้รับทราบรายงานผลการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เสนอโดยตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป (โออีซีดี) ได้เสนอว่า ทุกประเทศควรผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ด้วยการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากกว่าการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ คสช. ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เข้มแข็ง และส่งเสริมการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรในประเทศ หรือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) รวมทั้งแนวโน้มของการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาได้ จึงเห็นควรให้ประเทศพัฒนาแล้ว ควรดำเนินการลดมาตรการคิวอีอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนามากนักทั้งนี้สศช.ยังได้รายงานว่า สศช.และกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมการะประชุมเชิงปฏิบัติการ และได้จัดทำข้อเสนอเบื้องต้นเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบในการออกกฎหมายของไทย ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมีประเทศออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์หลักให้สมาชิกเอเปคที่เข้าร่วมสามารถเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการอุดหนุนด้านงบประมาณจากเอเปค เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านกฎระเบียบ การปฏิรูปนโยบาย และกฎหมายตามหลักการของเอเปคที่เน้นการเปิดตลาด ความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม โดยหากโครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากเอเปคจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปด้านกฎหมายของไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โออีซีดีแนะทุกประเทศพึ่งเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก