นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯจะเชิญผู้ประกอบการ อีคอมเมิร์ซหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 1,000 ราย ที่มียอดขายกว่า100,000 ล้านบาทมาชี้แจงถึงหน้าที่การเสียภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องชัดเจนว่าจะเสียภาษีเป็นแบบบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคล โดยจะให้เริ่มจ่ายตั้งแต่ปีภาษี 58 เป็นต้นไปส่วนการเก็บภาษีย้อนหลังจะดำเนินการก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเสียภาษีไม่ถูกต้องสำหรับการจัดเก็บภาษีในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาพบว่าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 4,000 ล้านบาทคาดว่าในช่วงครึ่งหลังการเก็บภาษีจะดีกว่าที่ผ่านมาจากเป้าหมายเก็บภาษีทั้งปีงบประมาณ 57 จำนวน 1.89 ล้านล้านบาท เดิมคาดว่าจะต่ำกว่าเป้า 100,000ล้านบาทแต่จากยอดภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนก.ค. พบว่าขยายตัว1.7% ผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจึงทำให้ปัญหาการเก็บภาษีพลาดเป้าหมายน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงท้ายของปีงบประมาณ 57ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรได้กำชับผู้เสียภาษีนิติบุคคลรอบครึ่งปีที่เริ่มยื่นแบบและชำระภาษีเดือน ส.ค. นี้ อย่าเสียภาษีต่ำกว่าเป็นจริงเพราะจะถูกปรับรวมถึงยังเรียกผู้ตรวจสอบบัญชีกว่า 10,000 ราย ทั่วประเทศมาทำความเข้าใจการทำบัญชีให้กับลูกค้าหากทำไม่ถูกต้องทำให้เสียภาษีครบก็จะขึ้นบัญชีดำกับผสำนักงานบัญชีนั้นและเข้าตรวจสอบการเสียภาษีกับผู้ประกอบการที่เป็นสำนักบัญชีแห่งนั้นขณะเดียวกันกรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างเสนอแก้กฎหมายให้คณะบุคคลต้องแสดงรายได้เสียภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อป้องกันการไปตั้งคณะบุคคลหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินภาษีและมีการแก้ไขกฎหมายให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเข้าไปอายัดบัญชีผู้ทุจริตภาษีเพื่อได้ทันทีจากเดิมที่กรมสรรพากรมีอำนาจแต่การอายัดบัญชีเฉพาะผู้ที่เป็นหนี้ภาษีหรือจ่ายภาษีไม่ครบเท่านั้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรบี้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเสียภาษี
เดือน: สิงหาคม 2014
-

สรรพากรบี้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเสียภาษี
-

“ประยุทธ์”สั่งแก้ปัญหาผลผลิตเกษตรภายใน 1 ปี
พ.อ.วินธัย สุวารีรองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. เป็นประธาน ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผลผลิตทางการเกษตร เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำในแต่ละฤดูกาล ให้เห็นผลสำเร็จภายใน 1 ปี เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาดังกล่าวมักแก้ไขแบบเฉพาะหน้าไม่ได้สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริงทั้งนี้ในแนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อนนำมาบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อจัดทำโซนนิ่งทางการเกษตรให้ชัดเจน จากนั้นจึงประกาศให้เกษตรกรรับทราบข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมตัว และปรับพฤติกรรมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน“หัวหน้าคสช.ได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาของเกษตรกร เพราะตอนนี้พื้นที่บางพื้นที่ยังปลูกพืชไม่เหมาะสม ไม่ได้ปลูกพืชหมุนเวียน ส่งผลถึงคุณภาพของผลผลิต และคุณภาพดิน ขณะเดียวกันผลผลิตหลายชนิดยังมีปัญหาราคาตกต่ำมาโดยตลอด ดังนั้นในระยะยาวจึงต้องรวมรวมข้อมูลของทุกหน่วยงานมาก่อน ซึ่งใน 1 ปีนี้ ต้องให้เห็นผลเป็นรูปธรรมว่าสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรจริง และตอนนี้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวก็มีแผนอยู่แล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไร”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ประยุทธ์”สั่งแก้ปัญหาผลผลิตเกษตรภายใน 1 ปี -

“เสี่ยปั้น”ชี้ปฎิรูปการเมืองยาก
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทยเปิดเผยว่า การปฏิรูปทางการเมืองเป็นเรื้องที่ทำได้ยาก เพราะจะต้องใช้เวลานานจึงเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ควรลำดับความสำคัญโครงการก่อนหลังและทำโครงการที่มีความจำเป็นก่อนเนื่องจากมีเวลาในการบริหารประเทศจำกัดจะเนรมิตทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายใน 1ปีคงทำไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามาไทยพูดถึงการปฎิรูปมาเป็นเวลานาน แต่ทำสำเร็จเพียง 2ครั้งคือ การปฎิรูปโครงสร้างทางการเงินในช่วงเกิดวิกฤติปี 40 เพราะหลังจากทุกอย่างเสียหายทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และธนาคารพาณิชย์คำนึงถึงความเสี่ยงมากขึ้นทำให้สถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่งจนถึงปัจจุบันนี้ และอีกครั้งเป็นการปฎิรูปการปกครองก่อนตนเกิดในปี2475 เพราะมีปัญหาวิกฤติด้านการคลัง ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์“การปฏิรูปน่ากลัวกว่าเงินเฟ้อเพราะเป็นการฟุ้งเฟ้อแต่ถ้าจะไม่พูดถึงก็ไม่ทันสมัย ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงการปฎิรูปทางการเมืองเป็นเรื่องราคาคุยเสียมากกว่าเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจและราชการก็ไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งการปฏิรูปจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องทำอย่างจริงจังไม่ใช่เรื่องแฟชั่นที่ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้เหมือนเดิม" สำหรับการปรับตัวของภาคเอกชนไทยสามารถทำได้ในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย และปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสามารถต่อสู้กับคู่แข่งขันได้ด้วยตัวเองและความกดดันของตลาดเป็นตัวกระตุ้นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการจากภาครัฐคือความชัดเจนในเรื่องของกฎหมาย โครงสร้างภาษี เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจให้ราบรื่นรวมถึงการสนับสนุนด้านการศึกษา เพราะจะช่วยสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ“ที่ผ่านมาอำนาจทางการเมืองล้นฟ้าและข้าราชการหัวหดไม่ทำตามถูกเฉือด นโยบายการคลังไม่ค่อยมีวินัยแต่ยังโชคดีที่นโยบายการเงินมีความโปร่งใส แต่ที่น่าเกลียดที่สุดคือภาคการคลังยังมีความพยายามเข้ามาแทรกแซงธปท.ผ่านการขอนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกไปใช้โดยนำความเจริญของประเทศมาเป็นข้ออ้างหากไม่ให้ก็กล่าวหาว่าไม่นึกถึงความเจริญของชาติแต่ก็โชคดีที่ภาคการเงินมีวินัยและไม่ยอมคล้อยตาม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เสี่ยปั้น”ชี้ปฎิรูปการเมืองยาก