เดือน: สิงหาคม 2014

  • เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์

    เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์

    แจ๊ค หม่า ตั้งใจคิดทำอะไรก็จะไม่หยุดความพยายาม แม้ว่ารัฐบาลจีนไม่สนับสนุนในช่วงแรก ความตั้งใจล้มเลิกสักสองปี แล้วก็ได้โอกาสจึงตั้งบริษัทอาลีบาบาขึ้นโดยที่เป็นธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกของจีนและผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศ ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 ทางอาลีบาบาได้พบกับโจเซฟ ไซ (Joseph Tsai) เป็นนักกฎหมายชาวไต้หวันจบการศึกษาจากเยลและทำงานด้านธุรกิจ หุ้นทุนเอกชนในฮ่องกง ทั้งคู่คือแจ๊ค หม่าหรือโจเซฟ ไซ เลยเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทโกลด์แมนแซคส์และซอฟต์แบงค์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 หม่าได้ริเริ่มบริษัทเตาเบา (Taobao) ซึ่งเป็นบริษัทที่ค้าขายเชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคด้วยกัน ช่วงนั้นอีเบย์ซึ่งเป็นธุรกิจลักษณะยังครองตลาดจีนอยู่ เพื่อที่จะสู้กับอีเบย์ในประเทศจีน หม่าตัดสินใจเลือกใช้วิธีให้เตาเบาเปิดให้บริการฟรีทั้ง ๆ ที่จะต้องสูญเสียเงินสดไปเรื่อย ๆ อริสแมนผู้ทำภาพยนตร์ได้กล่าวว่า “ในฐานะผู้ลงทุนจากวอลสตรีท (โกลด์แมนแซคส์และซอฟต์แบงค์ที่เขาลงทุนอยู่) เขาเต็มใจที่จะให้อาลีบาบาสู้จนล้มลงพื้น เพื่อที่จะเอาชนะอีเบย์ให้ได้” “สิ่งที่แย่กว่าคู่แข่งที่สุดฉลาดก็คือ คนบ้าที่กล้าสู้กล้าที่จะใช้เงินลงทุนทั้งหมดโดยที่ไม่รู้ว่ากำไรอยู่ตรงไหน เพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง” ในเดือนตุลาคม ค.ศ.  2005 แจ๊ค หม่าได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าเตาเบาสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 70% ของการค้าออนไลน์ในประเทศจีน “ไม่นานนักเตาเบาจะเป็นเจ้าเดียวในตลาด ยุคของอีเบย์หมดไปแล้ว” ในปี ค.ศ.  2006 อีเบย์ประกาศว่าถอยออกจากตลาดประเทศจีนและก็ได้ถูกลีกา ชิง เศรษฐีกระเป๋าหนักชาวฮ่องกงไปควบคุมดูแลกิจการและเปลี่ยนเป็นบริษัททางอินเทอร์เน็ตแทน “ผมเคยฝันว่าผมเกิดในช่วงสงคราม และผมได้เป็นนายพลบัญชาการรบ” แจ๊ค หม่าได้เคยพูดไว้ในสมัยเด็กว่า “ผมคิดไว้เสมอถ้าเป็นช่วงสงคราม ผมจะต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง” หม่า เองก็จะต้องต่อสู้กับการตัดสินใจในห้องประชุมคณะกรรมการผู้ถือหุ้นในเรื่องหนัก ในปี ค.ศ. 2011 ตอนที่อาลีบาบาได้เริ่มร่วมหุ้นส่วนกับยาฮูซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 2005 นั้นปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ หม่าจึงตัดสินใจนำกิจการอาลีเบย์ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจออนไลน์ที่กำไรดีที่สุดของอาลีบาบาแยกออกมา โดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรรมการผู้ถือหุ้นของอาลีบาบาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกรรมการชุดนี้มีกรรมการซึ่งมาจากซอฟต์แบงค์และยาฮูด้วย การที่เขาจำเป็นต้องแยกอาลีเบย์ออกมานั้นเพราะอาลีเบย์จำเป็นจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีน และทางรัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมให้ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาควบคุมกิจการธุรกิจออนไลน์ชาวประเทศจีนเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ “ถ้าอาลีเบย์ทำผิดกฎหมายจีนหรือไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลจีน บริษัทเตาเบาจะพิการทันที” หม่าพูดไว้ในช่วงนั้น “ถ้าหากเตาเบาพิกลพิการ เราจะสามารถปฏิรูปและพัฒนาอาลีบาบาได้อย่างไร” ในที่สุด อาลีบาบา ยาฮู และซอฟต์แบงค์ก็สามารถที่จะตกลงความแตกต่างเรื่องนี้ได้ แจ๊ค หม่าได้เคยเปรียบเทียบการตัดสินใจเรื่องนี้ว่า เหมือนกับการที่เติ้งเสี่ยวผิงผู้นำจีนจำเป็นต้องตัดสินใจสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในวันที่  4 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1989 หรือเหตุการณ์ 6/4 ที่มักจะเป็นข่าวไปทั่วโลก ติดตามต่อไปในบทความหน้าครับ. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์

  • อุดหนุนราคาพลังงาน ช่วยคนรวยหรือคนจน – พลังงานรอบทิศ

    อุดหนุนราคาพลังงาน ช่วยคนรวยหรือคนจน – พลังงานรอบทิศ

    คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่รัฐบาลอุด หนุนราคาพลังงานในประเทศให้มีราคาถูกนั้นเป็นการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น แน่นอนว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเราเคยคิดไหมว่า เงินก้อนใหญ่หรืองบประมาณจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลทุ่มลงไปในแต่ละปีจำนวนเป็นแสนล้านบาทนั้น มันไปสู่คนจนที่เราต้องการช่วยเหลือจริง ๆ เท่าไร และเงินส่วนใหญ่มันไปสู่คนกลุ่มไหนในสังคม มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายทั้งในและต่างประเทศ (ทั้งที่มีประเทศไทยเป็นและไม่เป็นกลุ่มตัวอย่าง) ที่เราอาจหยิบยกขึ้นมาพูดถึงได้อยู่สองสามกรณีด้วยกัน กรณีแรก ในปี พ.ศ.2556 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เรารู้จักกันดี ได้ทำการศึกษาการอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดาน (Across the Board) คืออุดหนุนหมดทุกคน ในประเทศกำลังพัฒนา 21 ประเทศ (ไม่รวมประเทศไทย) พบว่า เงินที่ใช้ในการอุดหนุนราคาพลังงาน 100% นั้น มีเพียง 3-7% เท่านั้นที่ไปสู่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในสังคม (20% ล่างสุดในสังคม) แต่กลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในสังคม (20% บนสุดในสังคม) กลับได้รับส่วนแบ่งเงินอุดหนุนนี้ไปถึง 42-61% เลยทีเดียว กรณีที่สอง ทบวงพลังงานสากล (IEA) ได้ทำการศึกษาการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซลในประเทศไทย และได้รายงานไว้ในรายงาน Citizen’s guide to Energy Subsidy in Thailand, IISD 2013 ว่า คนจนกลุ่มที่รายได้น้อยที่สุด 20% ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินเหล่านี้เพียง 5-6% เท่านั้น ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ องค์กรระดับโลกทั้งสองแห่งวิเคราะห์ไว้ตรงกันว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะ คนรวยนั้นบริโภคพลังงานมากกว่าคนจนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคนรวยนั้นมีศักยภาพในการใช้น้ำมันก๊าซ แถมยังมีอำนาจในการซื้อสินค้าที่มีต้นทุนถูกจากการอุดหนุนราคาพลังงานมากกว่าคนจน ซึ่งข้อวิเคราะห์นี้ก็สอดคล้องกับผลการสำรวจของ สนง.สถิติแห่งชาติของไทยที่ระบุว่า ครอบครัวไทยที่มีรายได้สูงบริโภคพลังงานมากกว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ผลการสำรวจระบุว่าครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน บริโภคพลังงานประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ถึงสิบเท่า จากผลการสำรวจและศึกษาข้างต้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดาน คืออุดหนุนเป็นการทั่วไปและได้หมดทุกคนนั้น เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม ใช้งบประมาณสูง และเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลืออย่างแท้จริง  ข้อสำคัญเป็นการช่วยเหลือคนรวยมากกว่าคนจน และถ้าเรายังคงใช้วิธีการแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้นไปอีก เพราะคนรวยก็จะยิ่งรวยมากขึ้น ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องในการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็คือ ตั้งงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือโดยตรงเป็นรายกลุ่ม ใช้เงินน้อยกว่าและได้ผลมากกว่า คนที่มีความสามารถที่จะจ่ายได้ก็ต้องให้เขาจ่ายตามต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่มาอุ้มกันอยู่อย่างทุกวันนี้ แถมยังเอาคนจน (มอเตอไซค์) มาอุ้มคนรวย (รถเบนซ์) ด้วยซ้ำไป!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุดหนุนราคาพลังงาน ช่วยคนรวยหรือคนจน – พลังงานรอบทิศ

  • กสทช.เตรียมยกร่างคุณสมบัติขายกล่อง

    กสทช.เตรียมยกร่างคุณสมบัติขายกล่อง

    วันนี้(6ส.ค.)ที่ห้องบอลรูม โรงแรม S31 สุขุมวิท นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เปิดเผยถึงกรณีที่สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พร้อมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ยื่นหนังสือเรียกร้องค้านราคาคูปองมูลค่า 690 บาท ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากกสทช.ได้ส่งมติข้อสรุปให้คสช.พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จากกรณีดังกล่าว หากคสช.ต้องการข้อมูลเพิ่มเรื่องการปรับมูลค่าเพิ่มนั้น ส่วนตัวมองว่า สามารถปรับเพิ่มจาก 690 บาทได้เนื่องจากความเห็นของฝ่ายกฎหมาย ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เห็นว่าราคาคูปองเพิ่มขึ้นได้นอกจากนี้เตรียมยกร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการแลกกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ดิจิตอล ได้แก่ ทุนจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่ 1-250ล้านบาท เงินหลักประกัน 5% จุดบริการแลกคูปอง 5 แห่ง /จังหวัด จุดบริการหลังการขาย 2 แห่ง/ จังหวัด มีคอลเซ็นเตอร์เพื่อรับเรื่องร้องเรียน แจ้งปัญหาต่างๆ โดยจะนำเสนอกสทช.ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ในขณะเดียวกันเตรียมตั้งคณะทำงานวัน สต๊อป เซอร์วิส ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การมหาชน)หรือ สพธอ. และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางออนไลน์ เพื่องรองรับกรณีเกิดปัญหาขึ้นกับหน่วยงานใดก็สามารถใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานแก้ไขได้ทันที เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแนวโน้มสูงต่อเนื่อง 7.2ชั่วโมง ต่อวัน จึงต้องให้ความสำคัญต่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เตรียมยกร่างคุณสมบัติขายกล่อง