ม.เกษตร-มหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ทีมเด็กไทยคว้ารางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการระดับนานาชาติ หรือ ไอครีเอท 2014 ที่สิงคโปร์ รายงานข่าวจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) แจ้งว่า จากงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 8 (i-CREATe 2014)ได้จัดระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2557 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งมีการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนักศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งมีการส่งข้อเสนอโครงงานเข้าประกวดจำนวน 32 โครงงาน จาก 6 ประเทศ คือ ไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐเกาหลี ฮ่องกง มาเลเซีย และออสเตรเลีย และมีทีมนักศึกษาจากประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 10 ทีม ทั้งนี้ผลการตัดสินจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปรากฏว่าผลงาน “ระบบตรวจวัดน้ำหนักแรงกดฝ่าเท้าและสมดุลร่างกาย เพื่อตรวจสอบโอกาสการเกิดการล้มในผู้สูงอายุ” ซึ่งพัฒนาโดย นายยุทธพงศ์ อุณหทวีทรัพย์ นางสาวปวีณา มั่นบัว จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบบดังกล่าวพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจสอบสมดุลร่างกาย แสดงผลเป็นกราฟให้เห็นทิศทางการเอนตัวของผู้ทดสอบ เมื่อตรวจพบปัญหา สามารถออกแบบเพื่อป้องกันการล้มได้ ปัจจุบันระบบนี้ได้นำไปใช้งานในโรงพยาบาล 12 แห่ง สำหรับตรวจสอบเท้าผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อดูการกระจายน้ำหนักและโครงสร้างเท้า ในการจัดทำแผ่นรองรองเท้า (Insole) และรองเท้า สำหรับด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ผลงานชื่อ โปรแกรมคีย์บอร์ดบนสมาร์ทโฟนสำหรับผู้พิการทางสายตา ที่พัฒนาโดย นางสาวศิรภัสสร พงศ์พิริยะกาญจน์ นางสาวภัทริน ศรีวัฒนศักดิ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 โดยเป็นโปรแกรมคีย์บอร์ดบนสมาร์ทโฟนสำหรับผู้พิการทางสายตา จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสื่อสารเป็นเสียงหรือเขียนตัวอักษรโดยใช้การลากนิ้วเป็นสัญลักษณ์ลงบนหน้าจอ ผู้ใช้งานสามารถลากเส้น 3 ครั้ง บนหน้าจอสัมผัสของสมาร์ทโฟน จะได้เป็น 1 ตัวอักษร โดยสัญลักษณ์ที่คิดขึ้นนั้นอ้างอิงจากอักษรเบรลล์ซึ่งเป็นภาษาสำหรับผู้พิการทางสายตา คีย์บอร์ดที่พัฒนาขึ้นนี้ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถพิมพ์ตัวอักษรบนสมาร์ทโฟนได้เร็วขึ้น 22.93% เมื่อเทียบกับคีย์บอร์ดที่ผู้พิการทางสายตาใช้อยู่ปกติ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 2 ทีมเด็กไทยคว้าชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ
เดือน: สิงหาคม 2014
-

2 ทีมเด็กไทยคว้าชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ
-

แชตกลายเป็นการสื่อสารหลัก ระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลาน
จากผลงานวิจัยฉบับใหม่ของอีริคสันคอนซูเมอร์แล็บ ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกา เป็นการทำสัมภาษณ์กลุ่มคนสูงอายุ ซึ่งมีอายุระหว่าง 65-75 ปี จำนวน 30 คน ในซานฟรานซิสโก รวมถึงผู้สัมภาษณ์ In-House อีก 8 คน ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร พบว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต่างมองว่า การได้รับข่าวสารต่าง ๆ มากขึ้น ตลอดจนมีการเข้าร่วมกลุ่มสร้างสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆในสังคมออนไลน์รอบตัวมากขึ้นนั้นช่วยทำให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ผู้สูงอายุที่สามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่หลากหลายในช่วงวัยที่อายุมากแล้ว โดยแต่ละคนบอกว่า พวกเขารู้สึกมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับข่าวสารต่าง ๆ มากขึ้น มีความรู้สึกว่าเด็กลง และมีการเข้าร่วมกลุ่มกับบุคคลอื่นและสังคมรอบตัวมากขึ้น ตลอดจนได้รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในสังคมนี้ กล่าวได้ว่า เทคโนโลยีนั้นได้เข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้งานวิจัยยังเผยให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารสามารถเชื่อมรอยต่อระหว่างวัยของผู้สูงอายุกับกลุ่มคนวัยรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยพวกเขาสามารถแชร์ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยี การสอน และการให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่ตรงกลางภายในครอบครัว พัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบัน ยังคงเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมจากการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนในกลุ่มวัยต่าง ๆ อีกด้วย โดยความเหลื่อมล้ำนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นในกลุ่มของผู้สูงอายุเช่นกัน โดยเฉพาะผู้สูงวัยจำนวนมากที่ยังไม่มีการใช้งานสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือการบริการรูปแบบใหม่ ๆ สำหรับกลุ่มวัยที่ทำให้ผู้สูงอายุเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร คือ กลุ่มคนวัยรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยเริ่มจากการพิมพ์แชต (Chat)และส่งรูปภาพนั่นเอง ทั้งนี้ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารดังกล่าวนั้นได้ลดการใช้งานในแบบของโทรศัพท์พูดคุยหรือวอยซ์ (Voice) และการใช้อีเมล (e-mail) โดยผู้สูงอายุมักมองว่า กลุ่มคนวัยที่อายุน้อยกว่าชอบที่จะสื่อสารด้วยการพิมพ์แชตมากกว่า นอกจากนี้ ด้วยหน้าจอที่ปรับขนาดใหญ่ขึ้นและการใช้งานที่ง่าย จึงทำให้แท็บเล็ต กลายเป็นอุปกรณ์ที่สร้างความดึงดูดใจให้กับกลุ่มคนวัย 65-75 ปี และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวิดีโอคอล (Video Call) ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน นายบัญญัติ เกิดนิยม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและองค์กรสัมพันธ์ อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มคนสูงอายุมองว่า อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปกรณ์การสื่อสารที่สมบูรณ์แบบ เพราะมันช่วยให้พวกเขาสามารถสื่อสารกับกลุ่มเพื่อนสนิทและครอบครัว รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และการแชร์บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตในสไตล์หรือที่เป็นตัวตนของพวกเขาได้ดีอีกด้วย กิจกรรมของกลุ่มคนวัยนี้ถูกเติมเต็มด้วยการเชื่อมต่อกับลูกหลานและเพื่อน ๆ กิจกรรมอาสาสมัคร การเข้าสังคมร่วมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ความสนใจเฉพาะบุคคล ตลอดจนการเดินทางท่องเที่ยวของพวกเขาเอง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แชตกลายเป็นการสื่อสารหลัก ระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลาน -

นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ 2557 – ฉลาดคิด
เชิดชูนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ถือเป็นบุคลากรสำคัญ ในการผลักดันให้เกิดการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต วันนี้.. มาทำความรู้จักกับเจ้าของรางวัล “นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2557” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เพิ่งประกาศรางวัลไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิทย์ รุ่นใหม่ทั้ง 4 ท่าน มีผลงานวิจัยที่หลากหลายทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ และคอมพิวเตอร์ เริ่มจาก ‘ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธงไทย วิฑูรย์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมเคมี พัฒนากระบวนการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกระบวนการเผาไหม้ถ่านหินและการผลิตก๊าซชีวภาพ โดยใช้แคลเซียมออกไซด์จากเปลือกไข่เป็นตัวดูดซับ ศาสตราจารย์ ดร.ธงไทย บอกว่าจากเดิมเป็นวิศวกรที่ใคร ๆ ก็มักมองว่าเป็นคนสร้างมลพิษ จึงอยากที่จะมีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมกับเขาบ้าง ซึ่งการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมกับการสร้างพลังงานทดแทนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่หลายฝ่ายทั่วโลกพยายามผลักดันเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ งานวิจัยที่ทำอยู่ จึงเป็นการนำองค์ความรู้เดิมในด้านวิศวกรรมเคมีมาต่อยอด สร้างกระบวนการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซเหลือทิ้งจากการกระบวนการเผาไหม้ในภาคอุตสาหกรรม โดยนำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุในการดูดซับ (Adsorbent) ก่อนส่งเข้ากระบวนการกักเก็บให้มีความเข้มข้นสูงประมาณ 90% โดยปริมาตร เพื่อนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และพลังงานทดแทนต่อไป ท่านต่อมา “ดร.มนตรี สว่างพฤกษ์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ใช้วัสดุนาโนคาร์บอน “กราฟีน” สร้างองค์ความรู้ใหม่ในงานวิจัยพื้นฐาน ผลิตตัวเก็บประจุไฟฟ้าเคมียิ่งยวดและสารยับยั้งเชื้อราในแผ่นยางดิบ ดร.มนตรี บอกว่า กราฟีนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีโครงสร้าง 2 มิติ มีการจัดเรียงคาร์บอนอะตอมด้วยพันธ์โคเวเลนต์ต่อกันเป็นวงหกเหลี่ยมซ้ำ ๆ กันเหมือนตาข่ายคล้ายรังผึ้ง มีคุณสมบัติที่น่าทึ่ง เช่น เป็นสารกึ่งโลหะ เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีกว่าทองแดงหลายเท่า แข็งแรงกว่าเหล็กกล้า และมีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะกับการนำไปใช้ผสมกับพอลิเมอร์ชนิดต่าง ๆ เพื่อเสริมแรง และเพิ่มค่าการนำไฟฟ้า งานวิจัยที่ทำจึงนำวัสดุนาโนคาร์บอน “กราฟีน” มาพัฒนาเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าเคมียิ่งยวด ซึ่งจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์เก็บพลังงานที่ทำจากวัสดุกราฟีน หรือวัสดุผสมของกราฟีนกับโลหะออกไซด์ คาดว่าจะถูกนำมาใช้แทนแบตเตอรี่ในอนาคตอันใกล้ เพราะสามารถจ่ายไฟได้นานแต่ใช้เวลาสั้นลงสำหรับการชาร์จไฟ นอกจากนี้ ดร.มนตรี ยังมีผลงานวิจัยที่โดดเด่นจากการนำกราฟีนมาแก้ปัญหาเชื้อราในยางพารา โดยได้วิจัยสารยับยั้งเชื้อราจากวัสดุกราฟีน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “Natural Rubber Smile” หรือสารยับยั้งเชื้อราบนแผ่นยางพาราดิบ ซึ่งเป็นสารเนื้อผสมระหว่างกราฟีนกับน้ำ ใช้งานง่าย ทดแทนการใช้สารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งและมีต้นทุนถูกกว่าเมื่อเทียบกับกระบวนการรมควัน ด้าน “ดร.ปริญญา การดำริห์” อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิทย์รุ่นใหม่ที่ใช้องค์ความรู้เชิงทฤษฎีฟิสิกส์ พลังงานสูงและฟิสิกส์อนุภาค ศึกษามิติกาลอวกาศและจักรวาล ดร.ปริญญา บอกว่า เป็นงานวิจัยที่นำเสนอแนวคิดใหม่ในแวดวงฟิสิกส์ทฤษฎีของฟิสิกส์พลังงานสูงและฟิสิกส์อนุภาค โดยใช้ทฤษฎีสตริง (String Theory) หรือทฤษฎีเส้นเชือกเป็นหลักในการอ้างอิง ซึ่งจะช่วยเสริมจุดบกพร่องของทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ ซึ่งจากงานวิจัยนำไปสู่การค้นพบทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมุ่งหวังให้นักวิจัยรุ่นหลังนำวิทยาการเชิงทฤษฎี ไปต่อยอดประยุกต์เป็นองค์ความรู้เสริมความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆในอนาคต ส่วน “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทรงยศ นาคอริยกุล” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักวิทย์รุ่นใหม่ ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ “การคัดเลือกคุณลักษณะ (feature selection)” เพื่อจำแนกประเภทมาใช้ลดเวลาต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำในการตรวจสอบ หวังตอบโจทย์ด้านอุตสาหกรรมเกษตร-การแพทย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทรงยศ บอกว่า งานวิจัยที่ทำอยู่จะเน้นใน 2 ด้านที่เหมาะกับประเทศไทยคือ ด้านการตรวจสอบความปลอดภัยในอาหาร โดยไม่ทำลายชิ้นงาน และทดแทนการใช้แรงงานคน ซึ่งจะปลอดภัยและแม่นยำกว่า และด้านการแพทย์ เช่น การใช้ไมโครอะเรย์ในการตรวจยีนที่สามารถบ่งบอกความผิดปกติหรือตรวจหาการก่อโรคในระยะแรกได้ ทั้งนี้การคัดเลือกคุณลักษณะ มีหลากหลายขั้นตอนและมีความซับซ้อน การใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้ช่วยย่นระยะเวลาได้เป็นเท่าตัวและได้ผลลัพธ์ในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ 2557 – ฉลาดคิด