วันนี้ (5 สิงหาคม 2557) ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพ ฯ มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และเอสซีจีจัดงานประกาศผลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2557ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ละเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ จัดให้มีการมอบรางวัลดังกล่าวขึ้นเป็นปีที่32ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวในการสนับสนุนผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตซึ่งปัจจุบันจากผลสำรวจพบว่าไทยมีนักวิจัยประมาณ11 คนต่อประชากร 10,000 คนซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ประกอบกับงบประมาณงานวิจัยและพัฒนาจากภาครัฐมีเพียง0.2-0.25 % ของจีดีพีเท่านั้นซึ่งต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 5-10 เท่า ส่งผลให้งานวิจัยที่ออกมาสวนทางกับโครงสร้างการพัฒนาประเทศที่ต้องการนักวิจัยในสายงานวิทยาศาสตร์มากเป็นเท่าตัวดังนั้นหากจะต้องปฎิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวใจหลักก็คือการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่โดยต้องเพิ่มงบด้านนี้ให้ถึง1-2 % ภายใน 4-5 ปีขณะเดียวกันต้องมีการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ขึ้นมารองรับด้วย ทั้งนี้การมอบรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จะเป็นแรงผลักดันอีกช่องทางหนึ่งที่ต้องการขับเคลื่อนงานวิจัยให้มีบทบาทในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศส่งเสริมให้นักวิจัยมีเป้าหมายในการทำงานมากยิ่งขึ้นมีความเป็นเลิศในงานวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพสำหรับ ในปีนี้คณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มีมติเป็นเอกฉันท์ให้นักวิจัย 2ท่าน ได้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2557” คือ ศ.ดร.ธวัชชัย ตันฑุลานิ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้บุกเบิกงานวิจัยด้าน “เคมีซุปราโมเลกุลหรือเคมีของโฮสต์-เกสต์”นำไปสู่การประยุกต์ด้านเซ็นเซอร์สำหรับไอออนและโมเลกุลเพื่อใช้ในการตรวจวัดปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับน้ำที่ใช้ในการเกษตรและการตรวจวัดปริมาณของโลหะโซเดียมในเลือดเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ และ ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้นำความรู้ทางเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ มาผลิตงานวิจัยซึ่งมีสร้างพีเอ็นเอ (PNA ) ซึ่งเป็นสารเลียนแบบดีเอ็นเอ เพื่อรักษาโรคในระดับสารพันธุกรรมศ.ดร.ธีรยุทธ เปิดเผยเกี่ยวกับงานวิจัยที่ทำว่าเป็นการใช้ความรู้ด้านเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ เพื่อสร้างสารชนิดใหม่ ๆที่สามารถควบคุมคุณสมบัติต่าง ๆ ได้อย่างเช่น การสร้างสารเลียนแบบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอที่เรียกว่าพีเอ็นเอ ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือการออกแบบและพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารยับยั้ง”เอนไซม์ไดไฮโดรโฟเลตรีดักเทศ”ของเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ฟอลซิพารัม ซึ่งนำไปสู่พัฒนายาต้านเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาร่วมกับไบโอเทคหรือศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาตินอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี 2557 ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ท่าน คือ ผศ.ดร.ทรงยศ นาคอริยกุล ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผศ.ดร.ธงไทย วิฑูรย์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ปริญญา การดำริห์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.มนตรี สว่างพฤกษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 2 นักวิจัยเคมี จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทย์ดีเด่นปีนี้
เดือน: สิงหาคม 2014
-

2 นักวิจัยเคมี จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทย์ดีเด่นปีนี้
-

ไอมี่เลดี้สมาร์ทโฟนสำหรับผู้หญิง
บริษัท ไอมี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด ผู้ผลิต นำเข้าและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือระดับพรีเมี่ยม ไอมี่ ได้เปิดตัว ไอมี่ เลดี้ รุ่น Beauty Perfume Phone สมาร์ทโฟนจากฮ่องกงเครื่องแรกในไทยที่ออกแบบมาเพื่อคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ ทั้งดีไซน์และความทันสมัย ด้านหลังตัวเครื่องออกแบบให้คุณผู้หญิงสามารถฉีดพรมน้ำหอมลงไปตามความต้องการกล้องหน้า 8 เมกะพิกเซล และกล้องหลัง 13 เมกะพิกเซล และระบบการสั่งงานด้วยเสียงมีวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอมี่เลดี้สมาร์ทโฟนสำหรับผู้หญิง -

อีก4ปีความหนาแน่นข้อมูลบนอุปกรณ์พกพาเพิ่ม11 เท่า
จากรายงานคาดการณ์ปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์ทั่วโลกซิสโก้ เวอร์ชวล เน็ตเวิร์คกิ้ง สำหรับปี2556 ถึง 2561 ระบุว่า ปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 11เท่าในสี่ปีข้างหน้า และแตะระดับ 190 เอ็กซาไบต์ต่อปีภายในปี 2561 ปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากจำนวนการเชื่อมต่อโมบายล์อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนบุคคล และการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ (Machine-to-Machineหรือ M2M) ซึ่งจะเกิน 10,000ล้านการเชื่อมต่อภายในปี 2561 และมากกว่าจำนวนประชากรโลกถึง 1.4 เท่า(สหประชาชาติประเมินว่าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 7.6 พันล้านคนภายในปี 2561) ตามข้อมูลคาดการณ์ปริมาณความหนาแน่นบนโมบายล์อินเทอร์เน็ตเฉพาะในปี 2560 ถึง 2561 จะเพิ่มที่อัตรา5.1 เอ็กซาไบต์ต่อเดือน ซึ่งมากกว่าถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปริมาณความหนาแน่นของโมบายล์อินเทอร์เน็ตทั้งหมดในปี 2556 (1.5เอ็กซาไบต์ต่อเดือน) ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์ทั่วโลก • มีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้น:ภายในปี 2561 จะมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4.9 พันล้านคน (เพิ่มขึ้นจาก 4.1พันล้านคนในปี 2556) • มีการเชื่อมต่อโมบายล์เพิ่มมากขึ้น:ภายในปี 2561 จะมีอุปกรณ์/การเชื่อมต่อโมบายล์กว่า 10,000 ล้านจุดรวมถึงอุปกรณ์พกพาส่วนบุคคล 8 พันล้านเครื่อง และการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ (M2M)กว่า 2 พันล้านจุดโดยเพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์ที่พร้อมรองรับระบบโมบายล์และการเชื่อมต่อ M2Mราว 7 พันล้านจุดในปี 2556 • การเชื่อมต่อโมบายล์ที่รวดเร็วมากขึ้น:ความเร็วเฉลี่ยของเครือข่ายโมบายล์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.4Mbps ในปี 2556 เป็น 2.5 Mbps ในปี2561 • วิดีโอโมบายล์ที่เพิ่มขึ้น:ภายในปี 2560 วิดีโอโมบายล์จะคิดเป็นสัดส่วน 66เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์ทั่วโลก (เพิ่มขึ้นจาก 51เปอร์เซ็นต์ในปี 2555) • การเชื่อมต่อโมบายล์จะเป็นการเชื่อมต่อ“อัจฉริยะ” ภายในปี2561 เพิ่มขึ้นจาก 21 เปอร์เซ็นต์ในปี 2556 อุปกรณ์และการเชื่อมต่ออัจฉริยะมีความสามารถขั้นสูงในด้านการประมวลผล/มัลติมีเดียและมีการเชื่อมต่อ 3G เป็นอย่างน้อย • ในปี2556 มีอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ 21.7 ล้านเครื่อง และภายในปี 2561จะมีอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ทั่วโลก 176.9 ล้านเครื่อง หรือเติบโตที่อัตราเฉลี่ย 52เปอร์เซ็นต์ต่อปี การเชื่อมต่อโมบายล์โดยเฉลี่ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ2 เท่า จากปี 2556 ถึง 2561 ความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่ายโมบายล์เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการรองรับการเติบโตของปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายรายทั่วโลกกำลังติดตั้งเทคโนโลยี4G เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและผู้ใช้ในองค์กรสำหรับบริการไร้สายในตลาดใหม่หลายๆแห่งผู้ให้บริการโทรคมนาคมกำลังสร้างเครือข่ายโมบายล์ใหม่ๆ โดยใช้โซลูชั่น 4G ในตลาดที่พัฒนาแล้วผู้ให้บริการกำลังเสริมสร้างหรือทดแทนโซลูชั่น 2G หรือ3G ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยี 4G นอกจากนี้ ปริมาณความหนาแน่นออฟโหลดบนWi-Fi แซงหน้าปริมาณความหนาแน่นบนเครือข่ายเซลลูลาร์ ปริมาณความหนาแน่นของโมบายล์วิดีโอจะเพิ่มขึ้น14 เท่าจากปี 2556 ถึง 2561 และจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับโมบายล์แอพพลิเคชั่นอื่นๆ อัตราการเติบโตของปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์คาดว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาจะมีอัตราการเติบโตในระดับภูมิภาคสูงสุด ในแง่ของการสร้างปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์คาดว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะสร้างปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์มากที่สุด นาย ดั๊ก เว็บสเตอร์รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของซิสโก้ กล่าวว่า ปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์ทั่วโลกจะเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยจะเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า จนกระทั่งในปี 2561ปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลจะสูงกว่า 57เท่าเมื่อเทียบกับปริมาณปริมาณความหนาแน่นข้อมูลโมบายล์ในปี 2553 การเติบโตดังกล่าวจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโมบิลิตี้จะเป็นส่วนสำคัญในเครือข่ายรวมถึงคุณประโยชน์ที่ผู้บริโภคและองค์กรที่จะได้รับนอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสสำคัญสำหรับผู้ให้บริการในการใช้ Internetof Everything ให้เป็นประโยชน์ต่อไป” นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และอินโดจีนของซิสโก้ ระบุว่า ความต้องการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลาทำให้ปริมาณความหนาแน่นของข้อมูลโมบายล์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการเชื่อมต่อโมบายล์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเผยว่าจำนวนผู้ใช้มือถือในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นถึง 93.7 ล้านคน (มีนาคม, 2557)ในขณะที่ BMI (Business Monitor International) คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้มือถือจะเพิ่มขึ้นถึง95.48 ล้านคน ภายในปี 2557 โดยอัตราการเข้าถึงจะอยู่ที่ 142% (ThailandTelecommunications Report, ไตรมาส 2, 2557,BMI)”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อีก4ปีความหนาแน่นข้อมูลบนอุปกรณ์พกพาเพิ่ม11 เท่า