เดือน: สิงหาคม 2014

  • เกษตรกรร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม

    เกษตรกรร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม

    นางจินตนา ชัยยวรรณากร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า  ขณะนี้กรมได้ขอความร่วมมือไปยังตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ช่วยตรึงราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มประมาณฟองละ 3.30 บาท เนื่องจากในปัจจุบันราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเพราะมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากปัญหาอากาศแปรปรวนและมีโรคระบาดเกิดขึ้น อากาศส่วนการเคลื่อนไหวราคาไข่ไก่ปัจจุบัน ก็ยอมรับว่ามีราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากผลิตออกมาน้อยเนื่องจากอากาศแปรปรวนและมีโรคระบาด โดยในเบื้องต้นเกษตรกรพร้อมให้ความร่วมมือในการตรึงราคาหน้าฟาร์มแล้ว “อย่างไรก็ตามราคาที่ปรับขึ้นมานั้นอยากให้ผู้บริโภคเข้าใจเกษตรกรด้วย เพราะหากเกษตรกรมีต้นทุนหรือผลผลิตออกมาน้อยราคาก็อาจปรับขึ้นได้ เนื่องจากไข่ไก่เป็นสินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน และยอมรับว่าในบางช่วงการบริโภคก็ลดลงโดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งเกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนในขณะนั้น  โดยการขอความร่วมมือให้จำหน่ายไข่ไก่หน้าฟาร์มที่ 3.30 บาทต่อฟองนั้นก็ถือว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมแล้ว” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาไข่ไก่เบอร์ 3 ในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 3.7-3.8 บาทต่อฟอง สูงกว่าเดือน ก.ค. ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4-3.5 บาทต่อฟอง ประมาณฟองละ 30 สต.  โดยราคาที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงมาก ประกอบกับเป็นโรคระบาดทำให้ผลผลิตน้อยลง “แม้ว่าในช่วงนี้จะมีผลผลิตออกมาน้อยกว่าปกติ แต่หากดูในภาพรวมของปี 57 พบว่า แม่ไก่ยืนกรงในไทยจะมีจำนวน 51.26 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6%  มีผลผลิตไข่ไก่ 13,000 -14,000 ล้านฟอง  และะคาดว่าผลผลิตไข่ไก่จะออกมามากที่สุดประมาณปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 57 หือกว่า 39 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งตรงนี้อาจทำให้ราคาลดลงได้” นางจินตนา กล่าวว่า ขณะนี้กรมมีแผนจะขยายเครือข่ายโครงการหนูณิชย์…พาชิม ออกไปให้เพิ่มขึ้นโดยกำหนดให้เป็นโครงการครอบครัวหนูณิชย์ ที่จะนำร้านค้าสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง ให้เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถหาซื้อสินค้าและลดค่าครองชีพได้ในที่สุด โดยอยู่ระหว่างการประเมินว่าภายใต้โครงการนี้ร้านค้าต้องดำเนินการอย่างไรและกรมจะดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านใดบ้าง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เกษตรกรร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม

  • เอกชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เอกชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สิ่งเร่งด่วนที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ คือ หาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะแรงซื้อของภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่ควร เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น โดยเสนอให้ดำเนินการ 4 ด้านสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน , การดูแลสินค้าภาคการเกษตรที่ขณะนี้ภาพรวมตกต่ำตามตลาดโลก โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐจนเกินไป , ปรับกระบวนการผลิตให้มีการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในภาคเกษตร และการปราบปรามคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม “ปีนี้เหลือเวลาไม่มากนัก แต่ก็ยังคาดหวังว่าถ้าเร่งทำอะไรบางส่วนได้ก็อาจจะมีลุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ 2% แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไทยพึ่งพิงการส่งออกมาก ซึ่งยอมรับว่า หากจะให้การเติบโตระดับนี้เกิดขึ้นได้ส่งออกจะต้องโต 2-2.5% ตรงนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเศรษฐกิจโลกเวลานี้ยังมีปัญหาหาโดยเฉพาะกรณีอิรัก ลิเบีย ยูเครน แต่เราเองหวังว่าการกระตุ้นการบริโภคในประเทศถ้าทำได้เร็วให้แรงซื้อในช่วงไตรมาส 4 ฟื้นตัวแบบเห็นชัดเจนก็ยังมีลุ้น ส่วนการลงทุนและงบประมาณที่จะเข้ามาจะไปเห็นรูปธรรมในปี 58 มากกว่า” สำหรับการดูแลค่าครองชีพประชาชนในระยะนี้ จะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มแรงซื้อ ที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก หากเป็นไปได้ต้องการเห็นการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโตมัติ(เอฟที) ในรอบใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.57) ซึ่งยังรวมถึงการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เนื่องจากแรงซื้อที่ลดต่ำทำให้การปรับราคาสินค้าที่ผ่านมาไม่ได้ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • เอกชนปิ๊งไอเดียระบายข้าวใหม่

    เอกชนปิ๊งไอเดียระบายข้าวใหม่

    นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯได้เสนอให้คณะอนุกรรมการระบายข้าว กรมการค้าต่างประเทศ พิจารณามาตรการส่งเสริมการระบายข้าวใหม่ฤดูกาลผลิต 57/58 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด และข้าวเก่าในสต็อกของรัฐบาล โดยให้เอกชนที่มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ข้าวใหม่ในตลาดต่างประเทศ สามารถได้สิทธิ์ในการซื้อข้าวในสต็อกรัฐบาลโดยตรงในราคาส่วนลดพิเศษ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เอกชนช่วยเร่งระบายข้าวใหม่ให้ได้มากที่สุด เพื่อผลักดันราคาข้าวไทยในตลาดให้กลับมามีราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตามภาคเอกชนต้องรอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบก็จะมาร่วมกันในการพิจารณาอัตราส่วนที่จะได้รับส่วนลดเท่าไหร่หรือสัดส่วนออเดอร์ใหม่ที่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อข้าวเก่าในโกดังโดยตรงจะเป็นเท่าไหร่ ทั้งนี้จากการเดินทางไปพบปะกับลูกค้าประเทศต่างๆ พบว่าประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ จีนให้ความสนใจที่จะซื้อข้าวใหม่ของไทยอย่างมาก และคาดว่าในเบื้องต้นประเทศเหล่านี้ยกเว้นฟิลิปปินส์จะมีออเดอร์ข้าวฤดูกาลใหม่จากไทยไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัน จากทั้งหมดที่มีความต้องการเป็นเป็นล้านตัน  ส่วนฟิลิปปินส์ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถรับเงื่อนไขที่จะให้ขนส่งข้าวไปถึงหน้าคลังตามเกาะต่างๆของฟิลิปปินส์ได้  ขณะที่ข้าวเก่านั้นตลาดตลาดแอฟริกาจะเป็นตลาดหลักในการระบายข้าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนปิ๊งไอเดียระบายข้าวใหม่