นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนก.ค.ที่ผ่านมา โดยภาพรวมค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นแล้ว ยกเว้นด้านการส่งออก ที่ฟื้นตัวช้า และน่าเป็นห่วง ทำให้การฟื้นตัวโดยภาพรวมยังเห็นไม่ชัดเจน ทั้งนี้ธปท.จะทบทวนประมาณการณ์เป้าหมายการส่งออกใหม่ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3% รวมทั้งนำกรณีที่รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาพลังงาน มาประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 17 ก.ย.นี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เพราะหลายประเทศยังมีคำเตือนในการเดินทางมาไทย “การส่งออกฟื้นตัวช้า จาก 3 ปัจจัยหลักคือ การส่งออกไม่ดีอย่างที่คาด ทั้งจากตลาดจีน ญี่ปุ่น และอาเซียน รวมถึงเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงจะชอการนำเข้า ส่วนภาคการผลิตยังไม่เพิ่มกำลังการผลิต แม้ว่าจะมีความต้องการในประเทศมากขึ้นแล้ว เพราะเร่งระบายสต๊อกคงค้างก่อน ด้านภาคการเกษตรที่ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะราคากุ้ง ยางพารา ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไป และปัจจัยชั่วคราวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ทำให้เดือนก.ค.ส่งออกหดตัว 0.5% โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม ยางพารา และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังเริ่มฟื้นตัวรูปวีเชฟในไตรมาส 3 แต่ระบุชัดเจนไม่ได้ เพราะเพิ่งเป็นเดือนแรก อาจมีปัจัยใดเข้ามากระทบอีกได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.เล็งปรับลดเป้าส่งออก
เดือน: สิงหาคม 2014
-

ธปท.เล็งปรับลดเป้าส่งออก
-

บี้ลงทุนโครงส้รางพื้นฐาน
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปาฐกถาพิเศษ สภาวะทางเศรษฐกิจและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ 12 ล้านล้านบาท เป็นอันดับที่ 29 ของโลก มีประชากร 68 ล้านคน และมีการลงทุน 27% ของจีดีพี แต่กลับยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพราะประเทศอื่นได้พัฒนาความสามารถขึ้นมามาก แต่ไทยกลับไม่ได้พัฒนาเลย ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมทางด้านเงินที่สามารถลงทุนได้หลายวิธี เพราะหนี้สาธารณะยังอยู่ระดับต่ำ 47% จึงสามารถกู้เพิ่มได้อีก ขณะที่เงินสำรองของประเทศมีอยู่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสภาพคล่องในระบบยังมีสูง รวมถึงการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นอีกทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะได้ นอกเหนือจากการหางบประมาณในด้านอื่นๆ “การลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานไทย หากมีการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน จะช่วยรักระดับหนี้สาธารณะของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 47% ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรเกิน 50% แม้ในทางปฏิบัติจะสามารถสูงได้ถึง 60%ก็ตาม แต่ที่ผ่านมาไทยติดขัดตรงข้อกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐในปี56 ที่ปรับปรุงจากพ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 35 ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บี้ลงทุนโครงส้รางพื้นฐาน -

ผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ 16 เดือน
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนก.ค. อยู่ที่ 165.1 ติดลบ 5.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 56 โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 16 นับแต่เดือนเม.ย. 56 เป็นผลมาจากธุรกิจยังขายสินค้าจากสต็อกเดิม แม้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะดีขึ้น แต่เชื่อว่าเมื่อสต๊อกสินค้าลดลงกำลังการผลิตใหม่จะเริ่มกลับมาอีกครั้ง สำหรับการผลิตในเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 7 เดือนที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่าภาคการส่งออกชะลอตัวลง โดยเดือน ก.ค. ติดลบ หลังเป็นบวกในเดือนมิ.ย. เพียงเดือนเดียว ประกอบกับการบริโภคในประเทศที่ไม่ได้ฟื้นตัวเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้เป็นผลมาจากกำลังซื้อประชาชนอยู่ในระดับต่ำ และราคาสินค้าเกษตรไม่ดีขึ้น ทำให้ สศอ. เตรียมจะปรับลดประมาณการทั้งจีดีพีอุตสาหกรรมที่คาดว่าอยู่ที่ 1-2% และเอ็มพีไออยู่ที่ 1.5-2% ในช่วงปลายไตรมาส3 หรือต้นไตรมาส4 นี้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนก.ค.อยู่ที่ 60.09% โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ การผลิตติดลบ 24.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงจากความต้องการของตลาดในประเทศเป็นหลัก เป็นผลจากอุปสงค์ถูกดึงไปใช้ในปีก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมากจากนโยบายรถยนต์คันแรก ส่วนกลุ่มไฟฟ้าการผลิตลดลง 4.75% โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลง คือ เครื่องปรับอากาศและคอมเพรสเซอร์ เนื่องจากมีการจำกัดการใช้สารทำความเย็น อาร์ 22 ผู้ผลิตอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อรองรับสารทำความเย็นใหม่ ทำให้การผลิตชะลอตัวลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ 16 เดือน