วันนี้ (22 ส.ค.) ที่ อาคารธนวัชร นายชัยทัต แซ่ตั้ง ประธานกลุ่ม บริษัท CGC กล่าวว่า จากการเติบโตของการใช้งานเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้สร้างศูนย์นวัตกรรมร่วมกับบริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) เปิดตัว ซีจีซี อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ (CGC Innovation Center )เพื่อรุกตลาดในกลุ่มองค์กร โดยจะเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ลูกค้าองค์กรจะมีทางเลือกใหม่ในการใช้งานในผลิตภัณฑ์เอปสันเพิ่มมากขึ้น ทั้งต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนของเอปสันที่ต้องการความมั่นใจหลังการขายและ CGC จะมีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเข้ามาเติมให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าองค์กรแต่ละราย เน้นสร้างความพึ่งพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ตั้งแต่การมีระบบ เอสเอสเอ็ม แจ้งเตือนสำหรับเครื่องซ่อมเสร็จ, แอพพลิเคชั่นตรวจสอบถานะการซ่อม, แจ้งราคาประเมินค่าซ่อม, พร้อมระยะเวลาซ่อมที่เร็วเป็นพิเศษ เป็นต้นสำหรับในแง่นวัตกรรมที่ CGC ต่อยอดออกมา ได้แก่ สมาร์ท โปรเจคเตอร์ ที่เริ่มตั้งแต่การสร้างแอพพลิเคชั่นควบคุมการนำเสนองานของเครื่องโปรเจคเตอร์ด้วยอุปกรณ์ไร้สายอย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต พร้อมจำลองการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ สำหรับบ้านและสำนักงาน ซึ่งรองรับระบบปฏิบัติการทั้ง ไอโอเอส และ แอนดรอยด์ และดึงศักยภาพของเครื่องโปรเจคเตอร์ให้สามารถฉายภาพจากแหล่งกำเนิดได้หลากหลาย รวมถึงสร้างคุณสมบัติพิเศษในการฉายแบบ edge blending หรือความสามารถฉายบนพื้นผิวโค้งได้นอกจากนี้ CGC ยังได้เพิ่มมูลค่าในโปรเจคเตอร์ของเอปสันในด้านงานใหญ่ๆ โดยใช้เครื่อง Projector Epson G-Series ซึ่งเป็นรุ่นที่มีระดับความสว่างตั้งแต่ 5,200 – 7,000 lumens เน้นที่การภาพที่มีสีสันสดใส สมจริง ผสมผสานกับการใช้เทคนิค Mapping เพื่อสร้างเนื้อหาที่ฉายลงบนฉากหลังที่หลาก หลาย เช่น อาคาร รถไฟ ฯลฯ ให้มีความน่าสนใจ แปลกตา และสามารถควบคุมเรื่องราวด้วยโปรแกรมเพียงใช้นิ้วสัมผัสด้านนายคณิน ธรรมภิบาลอุดม ผู้จัดการอาวุโส แผนกวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเอปสันมีศูนย์บริการ หรือ Epson Service Center อยู่ 129แห่ง ในส่วนของ CGC Innovation Center ถือว่าเป็นศูนย์บริการรายล่าสุดที่มี นวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุด โดยที่ผ่านมา ททเอปสันได้พัฒนาศูนย์บริการลูกค้าในทุกระดับ ตั้งแต่ลูกค้าแบบทั่วไปจนถึงระดับองค์กร โดยสัดส่วนจำนวนศูนย์บริการในปัจจุบันคือ 80: 20 ซึ่งทาง CGC จะเข้ามาเพิ่มเติมในส่วนของกลุ่มองค์กรให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และเอปสันจะเพิ่มศูนย์บริการให้มากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย และต่อยอดธุรกิจของศูนย์บริการให้มีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม"แนวทางความร่วมมือของเอปสันกับคู่ค้านั้น เอปสันจะเข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อให้แต่ละศูนย์สามารถจัดการกับปัญหาและดูแลลูกค้าให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของการลงทุนส่วนอื่นนั้น ทางผู้ก่อตั้งศูนย์จะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด เช่นเดียวกับ CGC Innovation Center ซึ่งเป็นการลงทุนของกลุ่มบริษัท CGC ทั้งสิ้น" นายคณิน กล่าวนายคณิน กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าจะมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจกับเอปสันอยู่ที่ 30 ล้านบาท จะเติบโตอีก10% ต่อปี โดยที่โชว์รูมจะต้องมีเครื่องรุ่นใหม่ของเอปสันเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ CGC สามารถอัพเดทให้กับลูกค้าและบุคคลที่สนใจได้ และยังทำให้สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นต่อยอดเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ซีจีซี” ผนึก เอปสัน ผุดโขว์รูมรับตลาดไอทีโต
เดือน: สิงหาคม 2014
-

“ซีจีซี” ผนึก เอปสัน ผุดโขว์รูมรับตลาดไอทีโต
-

ซิสโก้ เตือนภัยแฝงใน “ฟรี ไว-ไฟ”
นายสุธี อัศวสุนทรางกูร ผู้จัดการฝ่ายขายระบบรักษาความปลอดภัยซิสโก้ ซิเคียวริตี้ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจล่าสุดจากซิสโก้พบว่าสามในสี่ของผู้ตอบแบบสำรวจต่างระบุว่า จะนำโมบายล์ดีไวซ์ที่ใช้ในการทำงาน อาทิสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป ติดตัวไปด้วยในช่วงพักร้อน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า 72เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวันเพื่อเช็คดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในออฟฟิศ “โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำเนื่องจากหลายๆ คนไม่สามารถขาดการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้นานถึง 24ชั่วโมง ที่สำคัญ ส่วนใหญ่รู้สึกว่าจำเป็นที่ต้องติดตามงานเพื่อให้รู้ถึงความคืบหน้าในระหว่างวันหยุดด้วยซึ่งจุดนี้กลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับทีมรักษาความปลอดภัยขององค์กรไปแล้วเพราะบ่อยครั้งผู้ที่นำดีไวซ์ส่วนตัวไปเชื่อมต่อกับระบบไวไฟสาธารณะมักไม่ทันคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจมาพร้อมสัญลักษณ์“Free WiFi” ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาเมื่อกลับเข้าสำนักงาน”นายสุธี กล่าว จากผลการสำรวจของซิสโก้ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 60เปอร์เซ็นต์ต่างยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยของเครือข่าย Wi-Fi ก่อนเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นในช่วงพักร้อนหรือในช่วงที่ทำงานอยู่ก็ตาม แม้ว่าอีก 69เปอร์เซ็นต์จะยืนยันว่าองค์กรผู้ว่าจ้างเคยเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะมาจากการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อจากระยะไกลเพื่อทำงานก็ตาม นายสุวิชชา มุสิจรัลที่ปรึกษาวิศวกรระบบรักษาความปลอดภัย ซิสโก้ ซิเคียวริตี้ กล่าวว่า การใช้ ฟรี Wi-Fi มีความเสี่ยงหลักๆอยู่ 2 กรณี 1.การติดมัลแวร์โดยบังเอิญเพราะว่า เมื่อพนักงานใช้ฟรี Wi-Fi ร่วมกับบุคคลอื่นๆในสถานที่ที่หนึ่งนั้นหนึ่งในกลุ่มคนนั้นมีมัลแวร์อยู่ในอุปกรณ์ของตัวเองหรือเปล่าจนกลายเป็นพาหะของไวรัส หรือมัลแวร์หรือไม่ หากใช่ และเป็นชนิดที่เครื่องของพนักงานมีช่องโหว่อยู่ก็สามารถติดไวรัสหรือมัลแวร์เหล่านั้นได้ จากการใช้ฟรี Wi-Fi เพียงครั้งเดียวและเมื่อกลับมาที่ทำงานพนักงานคนนั้นจะกลายเป็นพาหะอีกต่อหนึ่งที่จะแพร่มัลแวร์เหล่านั้นในองค์กรทันทีเมื่อใช้ฟรี Wi-Fi ขององค์กร ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์เดียวกับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ต่างๆที่กระจายอยู่ในอากาศ หรือมีผู้ป่วยเป็นพาหะหากร่างกายของเราไม่มีภูมิคุ้มกันเชื้อนั้นๆ ก็ป่วยได้และกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คนในบ้านหรือที่ทำงานได้ เช่นกัน ในกรณีที่ 2การจู่โจมโดยจงใจ ซึ่งอาชญากรไซเบอร์คือกลุ่มคนที่มีความเป็นมืออาชีพและมีเครื่องมือที่เหนือชั้น และที่สำคัญยังรู้ดีอีกว่าพนักงานคือจุดอ่อนเหมาะแก่การมุ่งเป้าการโจมตีเพื่อให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรแต่ละแห่งได้โดยสะดวกและยังรู้อีกว่าระบบป้องกันมักไม่ค่อยทำงานในช่วงที่พนักงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายอาทิ วันพักร้อน หรือวันหยุดต่อเนื่องแบบยาวนานผู้โจมตีรู้ดีเสมอว่าในช่วงเวลาแบบนี้คนเรามักจะทำบางสิ่งที่ในเวลาปกติไม่สามารถทำได้ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นก็สามารถทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยหย่อนความเข้มแข็งลงได้ “ผมเชื่อว่าคงมีใครตั้งใจที่จะทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายขององค์กรหย่อนต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงแต่พนักงานก็ต้องเรียนรู้ที่จะตรวจสอบ และหลีกเลี่ยงการใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัยในการทำงานและต้องมั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามนโยบายบริษัทอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันองค์กรธุรกิจเองก็ต้องพร้อมรับมือกับความเสี่ยง และการโจมตีทุกรูปแบบ ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายทั้งหมดเพื่อจับตากิจกรรมหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติและจัดการกับมันได้ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังข้อมูลและแอพพลิเคชันสำคัญอื่นๆ ต่อไป” นายสุวิชชา กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิสโก้ เตือนภัยแฝงใน “ฟรี ไว-ไฟ” -

เตรียมสอบภาษีโรงหมอรับอุ้มบุญ
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบภาษีย้อนหลังสถานพยาบาลที่รับทำอุ้มบุญทุกแห่ง รวมทั้งตรวจสอบรายได้ นพ.พิสิฐ ตันติวัฒนากุล นายแพทย์เจ้าของคลินิกออลไอวีเวฟ แต่ยันยันว่ากรมสรรพากรพร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบดังกล่าวอย่างเต็มที่ รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากรตามที่กฎหมายระบุไว้ จะกำหนดให้ผู้เสียภาษีต้องเก็บเอกสารทางบัญชีและภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปี ภายใต้เงื่อนไขต้องยื่นแบบทุกปี ไม่ว่าผู้เสียภาษีจะยื่นแบบภาษีถูกหรือยื่นผิดก็ตาม แต่ตามปกติเจ้าพนักงานสรรพากรมีสิทธิประเมินย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี หากตรวจสอบแล้วพบว่าเกิดการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าพนักงานสรรพากรมีอำนาจประเมินขยายระยะเวลาได้ถึง 5 ปี แต่ผู้เสียภาษีไม่เคยยื่นแบบเลย กรมสรรพากรสามารถประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นคงต้องตรวจสอบว่าเป็นการเสียภาษีรูปแบบใด หากเสียภาษีที่เป็นคณะบุคคล และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและพบว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง จะต้องเสียค่าปรับในกรณีไม่ยื่นแบบ 200 บาท และเสียเงินเพิ่มเดือนละ 1.5% ของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด หากมีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีจะถูกปรับตามระยะเวลาย้อนหลังตามจริงที่กรมสรรพากรตรวจพบ และยังมีความผิดทางอาญา โดยถือเป็นความผิดฐานเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี อันเป็นความผิดตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมสอบภาษีโรงหมอรับอุ้มบุญ