วันนี้(21 ส.ค.) โรงแรมพลาซ่าแอทธินี บริษัท ไฟล์อาย อิงค์ จัดแถลงข่าวรายงานภัยคุกคามยุคใหม่โดยนายสตีฟ เลดเซียน ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบ เอเชียใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน บริษัทไฟล์อาย อิงค์ กล่าวว่า รายงานภัยคุกคามขั้นสูงฉบับล่าสุดสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งตรวจจับได้โดยระบบรักษาความปลอดภัยของไฟร์อายในช่วงหกเดือนแรกของปี2557 พบว่ามีความพยายามโจมตีค่อนข้างถี่มากขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (APT หรือ Advanced Persistent Threat) ในหลายรูปแบบในภูมิภาคนี้ ด้วยสถิติเฉลี่ยของตลาดเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นที่พบการโจมตีโดยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อยู่ที่49% เป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกที่อยู่ที่ 39% โดยไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง เป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงซึ่งอย่างน้อย 60% ของการโจมตีมาจากการใช้เครื่องมือ เทคนิคและขั้นตอนที่บงการโดยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีตัวตนอยู่ในภูมิภาคนี้ สำหรับในภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์ถูกจัดให้อยู่ในลำดับสูงสุดที่มีการเคลื่อนไหวของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ด้วยค่าเฉลี่ย56% ขณะที่สิงคโปร์และประเทศไทย มีสถิติต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 41% และ 39% ตามลำดับ ซึ่ง ประเทศไทยยังมีสถิติจำนวนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกโจมตีมากที่สุดในอาเซียนในหกเดือนแรกของปี57 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัลแวร์ในตระกูล Hussarini จะทำงานค่อนข้างต่อเนื่องและรุนแรงในประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของการโจมตีมากที่สุด5 อันดับแรก คือ กลุ่มบริการ ที่ปรึกษา ตัวแทนจำหน่าย ประมาณ19.8% กลุ่มภาครัฐ 13.5% กลุ่มไฮเทค 13% กลุ่มบันเทิง สื่อ โรงแรมที่พัก ประมาณ 10.2% และกลุ่มโทรคมนาคม 9.2% นายวัชรสิทธิ์ สันติสุขนิรันดร์ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ไฟล์อาย อิงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรไม่รู้ว่าภัยคุกคามมีความยืดหยุ่นสูงและล้ำสมัยมากขึ้น ซึ่งระบบของไฟล์อาย ที่ถูกคิดค้นขึ้นสามารถป้องกันภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์โดยเฉพาะระบบซิเคียวริตี้แพลต์ฟอร์มแบบ Virtual machine-based ที่กำหนดเป้าประสงค์และปกป้องได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยปัจจุบันในไทยบริษัทมีลูกค้าในหลายธุรกิจทั้ง ธนาคาร ประกันภัย และภาครัญ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ โดยการทำตลาดจากนี้จะเน้นการเข้าไปให้ข้อมูลลูกค้าองค์กรต่างๆให้เห็นถึงปัญหาของภัยคุกคามที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ 2 แห่ง คือพาร์ทเนอร์ ลิงค์ และ ยิบ อินซอย ในอนาคตจะขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไฟล์อาย” รายงานภัยคุกคามไทยติดอันดับอุตสาหกรรมถูกโจมตีมากที่สุด
เดือน: สิงหาคม 2014
-

“ไฟล์อาย” รายงานภัยคุกคามไทยติดอันดับอุตสาหกรรมถูกโจมตีมากที่สุด
-

กสทช.เข็นแอพฯ 2 แซะ กระตุ้นยอดลงทะเบียนซิมการ์ด
วันนี้(21 ส.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) น.ส.จิตสถา ศรีประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสำนักและจัดการเลขหมายโทรคมนาคม เปิดเผยว่าสำหรับความคืบหน้าการลงทะเบียนซิมการ์ดระบบเติมเงิน ผ่านสมาร์ทโฟนแอพพลิเคชั่น 2 แซะ ปัจจุบันมีการลงทะเบียนไปแล้วประมาณ 1 แสนเลขหมายและคาดว่าจะมีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากกสทช.เตรียมที่จะบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับร้านค้า7-11 จำนวน 7,700แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ประชาชนที่ซื้อซิมการ์ดระบบเติมเงินที่ร้าน7-11 จะสามารถลงทะเบียนได้ทันที โดยจะเริ่มให้บริการได้ประมาณต้นเดือนต.ค.นี้ในขณะร้านโมเดิร์นเทรด อาทิ บิ๊กซี โลตัส คาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ประมาณภายในสิ้นปี57 ทั้งนี้กสทช.ยังจะดำเนินการรณรงค์ไปยังต่างจังหวัดอาทิอยุธยา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก เชียงใหม่ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจรับทราบถึงความจำเป็นในการลงทะเบียนแสดงยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน โดยสแกนบัตรประจำตัวประชาชนส่วนชาวต่างชาติสแกนพาสปอร์ตหรือบัตรต่างด้าวกับลูกค้าที่มาซื้อซิมการ์ดโดยไม่ต้องสำเนาเอกสารให้ร้านค้าที่จำหน่ายซิมการ์ดเก็บไว้หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งมายังฐานข้อมูลกลางของสำนักงาน กสทช.และฐานข้อมูลของผู้ให้บริการมือถือโดยตรงโดยจะไม่มีการบันทึกภาพและข้อมูลดังกล่าวไว้ภายในเครื่องแน่นอน น.ส.จิตสถา กล่าวว่า กสทช.ยังเตรียมทำระบบให้สามารถลงทะเบียนผ่านเครื่องการ์ดรีดเดอร์ที่สามารถเสียบบัตรประจำตัวประชาชนเพื่ออ่านข้อมูล และกดเลขหมายซิมการ์ด ก็สามารถลงทะเบียนได้หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งเข้ามายังฐานข้อมูลกลางได้ทันที ซึ่งจะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยจำนวน 1,200 แห่งทั่วประเทศที่คาดว่าจะสามารถให้บริหารได้ภายในปีนี้เนื่องจากมีความพร้อมทั้งเรื่องอุปกรณ์ และบุคคลากร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เข็นแอพฯ 2 แซะ กระตุ้นยอดลงทะเบียนซิมการ์ด -

บอร์ดสลากฯถกรื้อโควค้า43ล้านฉบับ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ จะพิจารณารื้อโควตาสลากกว่า 43 ล้านฉบับ ที่หมดอายุลงในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สั่งการให้ชะลอการต่อสัญญา โดยคณะกรรมการจะร่วมกับฝ่ายกฎหมายว่ามีช่องทางดึงสลากฯดังกล่าวกลับคืนมาได้ เนื่องจากขณะนี้โควตาดังกล่าวติดขัดจากมติคณะกรรมการสลากฯชุดก่อนที่อนุมัติต่อสัญญาไปแล้ว ทั้งนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาว่าสามารถดึงโควตาที่มีอยู่มาจัดสรรใหม่ได้หรือไม่ หากพิจารณาแล้วหากไม่สามารถทำได้ ก็จะต้องจัดสรรโควตาให้กับผู้ค้ารายเดิมไปจนถึงเดือนมิ.ย.58 ตามสัญญาที่ทำไว้ แต่ถ้าสามารถทำได้ก็ยิ่งดี โดยต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะยกเลิกโควตาดังกล่าว อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเท่าที่ศึกษามติคณะกรรมการชุดที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มน้อยมากที่จะยึดคืนมาจัดสรรใหม่ได้ ขณะเดียวกันกรณีที่มีคำสั่งในปั๊มตราหน้าสลากควบคุมว่า ได้ทดลองแยกโควตาจำหน่ายสลากด้วยการปั๊มตราสลากควบคุมสีน้ำเงิน ตั้งแต่งวดวันที่ 16 ก.ย.เป็นต้นไป เพื่อให้ทราบว่าโควตาสลากกว่า 43 ล้านฉบับที่เป็นรายย่อยจริง ต้องมารับสลากด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบใครเป็นผู้ขาย และสามารถตรวจสอบได้ว่าขายเกินราคาจากที่รับไปในราคาฉบับละ 74.4 บาทหรือไม่ ซึ่งหากตรวจพบว่ามีการขายเกินราคา เช่น 100 บาท ซึ่งแพงกว่าความเป็นจริง ก็ต้องมีการสอบถามเรื่องต้นทุน หรือมีมาตรการอื่นเช่น ตัดสิทธิ์ผู้ค้าในการรับโควตาครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับสลากฯ ที่ไม่ได้ปั๊มตราเครื่องหมายนั้น จะเป็นโควตาในส่วนของนิติบุคคล มูลนิธิ องค์กรต่างๆ ก็จะเป็นการตรวจสอบกลไกตลาดอีกด้วย และตรวจได้ว่าสลากเหล่านี้ขายกันในราคาเท่าใด และสามารถรู้ได้ว่า รายย่อยมีการรับสลากไปขายต่อ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้สำนักงานสลาก ฯ สามารถดูราคาของ 2 กลุ่มนี้ได้ว่าขายไปให้กลุ่มไหน และมีการขายเกินราคากันเท่าไร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดสลากฯถกรื้อโควค้า43ล้านฉบับ