นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ระบุให้ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อดูแลกิจการท่อก๊าซธรรมชาติ โดยให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ถือหุ้น 100% ว่ายืนยันว่า ไม่ใช่การผูกขาดธุรกิจแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ใน บมจ.ปตท. 51% และมีกองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นด้วย 14% รวมเป็น 65% และในระยะต่อไปกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทท่อก๊าซ ฯ แห่งใหม่ในสัดส่วนเพิ่มขึ้นเท่าไรซึ่งเบื้องต้นอาจจะเข้าไปถือหุ้นเพิ่มในบริษัทท่อ ฯ แห่งใหม่ อีก 25% โดยอาจให้กองทุนรวมวายุภักษ์เข้าไปถือเพิ่มเติมและจะต้องพิจารณาความพร้อมทางการเงินด้วย ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลระบุว่า ปตท.ส่งคืนท่อก๊าซ ฯ ให้แก่กรมธนารักษ์ไม่หมด นั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะจากการที่ได้ตรวจสอบกับกรมธนารักษ์และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่สมัยปี 50 พบว่าบมจ.ปตท. ได้ดำเนินการคืนท่อก๊าซตามคำพิพากษาของศาลครบถ้วนแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 51คิดเป็นที่ราชพัสดุ 32 ไร่ โดยทรัพย์สินต่างๆที่บมจ.ปตท.โอนคืนให้เป็นสมบัติของชาติ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยส่วนนี้เป็นค่าอุปกรณ์ และค่าท่อ 14,000 ล้านบาทที่เหลือเป็นที่ดินจำนวน 106 แปลง หรือ 32 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามข้อสังสัยเกี่ยวกับท่อก๊าซที่อยู่เหนือทะเลว่าสาเหตุใด ยังไม่ส่งคืนนั้น ยืนยันว่า กระทรวงการคลัง, กรมธนารักษ์และ บมจ.ปตท.ได้ร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาข้อสังเกตในส่วนต่างๆ แล้วพบว่าท่อที่อยู่เหนือทะเลที่ไม่ได้ฝังลงไปในทะเลนั้นถือเป็นส่วนที่ปตท.ได้มาโดยสิทธิอันชอบ จึงไม่ถือเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งภายหลังจากที่ ปตท.ส่งมอบท่อก๊าซ ฯ คืนเป็นที่เรียบร้อยแล้วได้จัดทำรายงานเสนอต่อศาลปกครองให้รับทราบ ซึ่งศาลปกครองก็ไม่ได้มีข้อสงสัยใดๆกลับมา ดังนั้นกรณีนี้จึงถือว่าเป็นข้อยุติแล้ว สำหรับค่าเช่าพื้นที่ ที่ปตท.จ่ายให้แก่กรมธนารักษ์ได้ใช้วิธีการคำนวณตามรายได้แบบลำดับขั้นโดยหากปตท.มีรายได้จากธุรกิจท่อก๊าซเกินปีละ 5,000 ล้านบาทจะต้องจ่ายค่าเช่าสูงสุด 36% โดยที่ผ่านมาปตท.จ่ายให้กรมธนารักษ์เฉลี่ยปีละ 500-550 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)ให้ไปตรวจสอบบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาถึง 300 แห่งแล้วว่ามีสถานะการเงินเป็นอย่างไรซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวนั้นไม่ใช่การไปกีดกันไม่ให้ตั้งแต่การตั้งบริษัทลูกขึ้นมาจำนวนมากและบางแห่งมีผลขาดทุนนั้นต้องไปดูว่าตั้งขึ้นมาทำหน้าที่อย่างเหมาะสมหรือไม่เพราะบางแห่งในช่วงแรกอาจจะมีผลขาดทุนบ้างแต่ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์กับบริษัท ต้องมาพิจารณากัน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าได้หารือกับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเพื่อสร้างความชัดเจนกรณีการเข้าถือหุ้นในธุรกิจท่อก๊าซธรรมชาติ ภายหลังจากที่บมจ.ปตท.ดำเนินการแยกธุรกิจท่อก๊าซฯเสร็จ ตามนโนบายของกพช. คาดว่า จะตั้งบริษัทท่อก๊าซฯแล้วเสร็จประมาณเดือนมิ.ย. 58 โดยเบื้องต้นจะให้ ปตท.ถือหุ้น 100%ไปก่อน จากนั้นจะให้กระทรวงการคลังเข้ามาถือหุ้นร่วมต่อไป อย่างไรก็ตามการแยกท่อก๊าซฯ จะส่งผลดีทำให้ประชาชนได้ใช้ราคาก๊าซ ฯ ถูกลงในอนาคตเพราะมีการแข่งขันธุรกิจท่อก๊าซฯ มีผู้ให้บริการท่อก๊าซ ฯ มากขึ้นและจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาค่าใช้บริการผ่านท่อก๊าซฯเพราะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)หรือเรกูเลเรเตอร์กำหนดราคาค่าผ่านท่อไว้ประมาณ 21.76 บาทต่อล้านบีทียู นอกจากนี้เรกูเลเตอร์จะเข้ามาเป็นผู้ดูแลราคาค่าผ่านท่อต่อไปในอนาคตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้ท่อก๊าซฯของทุกฝ่ายต่อไปด้วย “ เบื้องต้นจะหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมกรณีการเข้าถือหุ้นธุรกิจท่อก๊าซฯโดยกระทรวงคลังจะเข้าไปถือหุ้นอย่างน้อย 25% ในธุรกิจท่อส่งก๊าซฯโดยกำลังพิจารณาว่าจะใช้เงินจากกองทุนวายุภักดิ์ หรือถือหุ้นผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับใช้ในการเข้าไปถือหุ้นดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแปรรูปธุรกิจท่อก๊าซฯเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)แน่นอนโดยเป็นเพียงแค่การทำให้ทรัพย์สินเกิดความชัดเจนเท่านั้น และเปิดให้ผู้ประกอบการอื่นๆสามารถเข้ามาใช้ท่อก๊าซฯได้ ลดปัญหาการผูกขาดธุรกิจท่อก๊าซฯลง “ “กรณีที่ประชาชนบางกลุ่มมีความเป็นห่วงว่า ปตท.คืนทรัพย์สินท่อก๊าซฯของปตท. ให้กระทรวงการคลังไม่ครบถ้วนนั้นขอยืนยันว่าที่ผ่านมากระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินรวมถึงสิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบท่อก๊าซ และการแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของปตท.ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว นับตั้งแต่ปี 51 และศาลฯได้พิจารณายืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังดันกองทุนวายุภักดิ์ถือหุ้นบริษัทท่อก๊าซฯ ปตท.
เดือน: สิงหาคม 2014
-

คลังดันกองทุนวายุภักดิ์ถือหุ้นบริษัทท่อก๊าซฯ ปตท.
-

บอร์ดทอท.ไฟเขียวงบ24,000ล้าน
นายประสงค์ พูลธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารขึ้นใหม่ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) วงเงินรวม 24,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตผู้โดยสารในอนาคตที่จะเกิน 60 ล้านคนในปี 60-62 และทดแทนโครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 มูลค่า 6.25 หมื่นล้านบาท ที่ถูกตรวจและชะลอการก่อสร้างออกไปอีก 10 ปี หรือปี 67-70 ทั้งนี้ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่อยุ่บริเวณทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน เอ รองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านคน ซึ่งจะทำให้สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้เป็น 65 ล้านคน และหลังจากนี้จะให้สรุปแผนดำเนินโครงการภายใน 2 เดือน เพื่อเสนอขออนุมัติจากบอร์ด ก่อนเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดประกวดราคาก่อสร้างได้ในปี 58 และเสร็จภายใน 4 ปี หรือปี 61 สำหรับการก่อสร้างโครงการนี้เป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาแนวทางการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันที เพราะเป็นพื้นที่ว่างและไม่ได้ทับซ้อนกับโครงการในแผนขยายสุวรรณภูมิระยะ 2 ส่วนแผนการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 จำเป็นต้องชะลอออกไป เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) ” เดิมแผนขยายสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงินลงทุน 6.25 หมื่นล้านบาท จะรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 15-20 ล้านคนต่อปี แต่การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ลงทุนน้อยกว่าเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท แต่เกิดประโยชนคุ้มค่ากว่า และยังสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 20 ล้านคนเท่ากัน โดยมีขนาด 10 หลุมจอดแบบประชิดอาคารด้วย นอกจากนี้หากมีแผนขยายสุวรรณภูมิระยะ 2 ใช้เงินลงทุน 6.25 หมื่นล้านบาทในช่วงนี้ จะทำให้ ทอท.ขาดสภาพคล่องทางการเงินในปี 59-60 ต้องกู้เงินหรือออกพันธบัตร แต่ถ้าก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแทน ทอท.จะไม่มีปัญหาการเงิน เพราะ ทอท.มีเงินสดหมุนเวียน 6 หมื่นล้านบาท อีกทั้งปีนี้ยังคาดว่าจะมีกำไรเกิน 1 หมื่นล้านบาทด้วย” ประธานบอร์ด ทอท. กล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบตามมติ คสช. เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงคมนาคมประสานกับกองทัพเรือเพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 โดย ทอท.จะเข้าไปบริหารสนามบินแห่งนี้ด้วย เพื่อรองรับเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนเพื่อการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักร้อยล้านบาท ส่วนรันเวย์สามารถใช้งานได้ ในระยะแรกคาดว่าจะรองรับผู้โดยได้ประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังได้มีมติพิจารณาวาระเร่งด่วนให้ย้ายว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง มาช่วยงานในสำนักงานส่วนกลาง 30 วันเพื่อรอสอบสวนการทำงาน หากจรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติจะกลับไปรับตำแหน่งเดิมได้ พร้อมกับรับทราบการลาออกของนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.จะมีผลในวันที่ 16 ก.ย.57 นี้ พร้อมกับแต่งตั้งนายนิรันดร์ ธีรนาทสิน กรรมการอิสระ ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. และจะเร่งสรรดำเนินการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่า ในระหว่างนี้นายเมฆินทร์จะยังคงทำงานไปจนกว่าถึงกำหนดลาออก ขณะเดียวกันแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ลาออก โดยให้ พลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุมธการ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และการบริหาร เป็นกรรมการอิสระ แทนนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ และพลอากาศโทประกิต ศกุณสิงห์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศเป็นกรรมการอิสระแทนนายถิรชัย วุฒิธรรม สำหรับโครงการติดตั้งระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ล่าสุด คตร.ได้พิจารณาให้ทบทวนการดำเนินโครงการ ซึ่งกำลังรอหนังสือแจ้งกลับจากกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเงื่อนไขเรื่องการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพราะขัดต่อพรระราชบัญญัติการเงืนการคลัง รวมทั้งปรับเงื่อนไขการพิจารณาเดิมพิจารณาด้านเทคนิคและราคา ในสัดส่วน 90 ต่อ 10 ให้เปลี่ยนเป็น 70 ต่อ 30 เพื่อความเป็นธรรมและเปิดกว้างในการประกวดราคา ส่วนแผนการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 สุวรรณภูมิ ให้ไปทำการสรุปว่าจะสร้างขนาดความยาว 2,900 เมตร ซึ่งต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือขนาด 4,000 เมตร ต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องเปรียบเทียบแนวทางความเป็นไปได้ที่เกิดประโยชน์คุ้มค่ารวมทั้งผลกระทบทางด้านเสียงที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งรันเวย์ที่ 3 จะช่วยแบ่งเบาภาระในกรณีที่จะต้องมีการปิดซ่อมรันเวย์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดทอท.ไฟเขียวงบ24,000ล้าน -

ไทยถอยประมูลข้าว 5 แสนตันของฟิลิปปินส์
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวขาว25% ปริมาณ 500,000 ตัน แต่ทราบว่าผู้ส่งออกข้าวไทยไม่ให้ความสนใจไปร่วมประมูลดังกล่าวเนื่องจากเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่กำหนดนั้นปฎิบัติตามได้ยากมากเช่น ต้องส่งสินค้าให้ถึงหน้าคลังในแต่ละพื้นที่ภายในประเทศฟิลิปปินส์รวมถึงต้องรับผิดชอบคุณภาพข้าวจนกว่าจะเข้าจัดเก็บในโกดัง และต้องเป็นข้าวใหม่แต่ไทยยังไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดหากจะใช้ข้าวจากนาปรังก็มีจำนวนน้อยอาจถูกมองว่าผิดเงื่อนไขไม่ใช่ข้าวใหม่ตามที่รัฐบาลฟิลิปปินส์กำหนดได้ขณะเดียวกันข้าวขาว25% นั้นจะไม่ตรงกับชนิดข้าวที่ผู้ส่งออกไทยมีอยู่ โดยส่วนใหญ่เป็นข้าว5% ซึ่งหากจะปรับปรุงให้เป็นข้าว25% ก็จะต้องนำปลายข้าวมาผสมแต่ติดปัญหาในตลาดกำลังขาดแคลนปลายข้าวอยู่ “การที่ต้องส่งข้าวไปให้ถีงโกดังในประเทศฟิลิปปินส์เป็นเรื่องยากและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงเพราะฟิลิปปินส์เป็นเกาะจำนวนมากต้องใช้การขนส่งรูปแบบเฉพาะซึ่งยอมรับว่าเราไม่มีความถนัดส่วนชนิดข้าว25%ไทยก็ไม่ค่อยได้ขายส่วนใหญ่เราขายข้าว5% และยิ่งกำหนดเป็นข้าวใหม่ก็ยังไม่มีของออกมาเลยตอนนี้จึงไม่มีผู้ส่งออกรายใดแสดงความสนใจจะเข้าไปร่วมประมูลตรงที่ฟิลิปปินส์แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสามารถแข่งขันได้ก็ตาม” รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าการที่ฟิลิปปินส์กำหนดเงื่อนไขการประมูลข้าวครั้งนี้เพื่อต้องการให้เวียดนามชนะการประมูลเพราะเงื่อนไขเกือบทั้งหมดเวียดนามสามารถปฏิบัติได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการเปิดประมูลการส่งมอบสินค้า ชนิดข้าวรวมถึงการให้ส่งมอบถึงหน้าที่เวียดนามมีเรือขนาดเล็กสามารถขนส่งได้เหมาะกับภูมิประเทศฟิลิปปินส์ได้อยู่แล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยถอยประมูลข้าว 5 แสนตันของฟิลิปปินส์