เดือน: สิงหาคม 2014

  • “ศุภชัย”แนะพัฒนานโยบายเศรษฐกิจ 4 ด้าน

    “ศุภชัย”แนะพัฒนานโยบายเศรษฐกิจ 4 ด้าน

    นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ)และเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจยุคใหม่สู่การค้าที่ยั่งยืน”ว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับ4 นโยบายเศรษฐกิจหลักในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนประกอบด้วยการพัฒนาแรงงาน,การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค,การพัฒนากฎระเบียบต่างๆและการสร้างความโปร่งใส และการเร่งผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)และความร่วมมืออาเซียน + 6“แนวทางในการพัฒนาแรงงานนั้นยอมรับว่าแรงงานไทยยังมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องแรงงานฝีมือให้มากขึ้นพร้อมทั้งกำหนดรายได้หรือเงินเดือนของแรงงานที่จบการศึกษาทางวิชาชีพให้เท่ากับผู้ที่จบปริญญาตรีจากอุดมศึกษาเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นนอกจากให้ความสำคัญการลงทุนในโครงการต่างๆที่มีอยู่ก็ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องด่านตามชายแดนที่ยังมีอุปสรรค์ต่างๆสำหรับการค้า”นายศุภชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะพึ่งพากับเศรษฐกิจโลกมากเกินไปจนส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในแต่ละปีและที่สำคัญแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศหลักๆของโลกที่ไทยส่งออกก็ขยายตัวต่ำหรือลดลงต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยุโรป สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ดังนั้นนอกจากจะพัฒนาปัจจัยต่างๆในประเทศแล้วไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้นโดยการส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนในต่างประเทศพร้อมๆกันทั้งนี้หากมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในต่างประเทศมากๆก็จะยิ่งผลักดันให้การส่งออกไทยเกิดความยั่งยืนมากขึ้นระหว่างไทยกับต่างประเทศขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปเทคโอเวอร์กิจการสำคัญๆที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไทยเช่น กลุ่มอาหาร พลังงาน เหล็ก ยานยนต์และชิ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปหลายประเทศที่กิจการเหล่านี้ต้องการที่จะขายและที่สำคัญมีมูลค่าไม่สูงนักเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวอย่างหนักอีกรอบ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ศุภชัย”แนะพัฒนานโยบายเศรษฐกิจ 4 ด้าน

  • ปตท.ยันแยกท่อฯคืนคลังแล้ว

    ปตท.ยันแยกท่อฯคืนคลังแล้ว

    นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. เปิดเผยว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่บมจ.ปตท. จะแยกเป็นบริษัทใหม่ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 15 ส.ค.นั้น จะเป็นทรัพย์สินเฉพาะในส่วนที่ บมจ.ปตท.เป็นเจ้าของเท่านั้นส่วนทรัพย์สินที่เป็นของกระทรวงการคลังซึ่งถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ ปตท.ได้แบ่งแยกคืนให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาบริษัทท่อใหม่จะต้องไปทำสัญญาใช้ทรัพย์สินดังกล่าว โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กรมธนารักษ์กระทรวงการคลังต่อไปอย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยกำหนดหลักเกณฑ์ให้บมจ.ปตท. ต้องคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจาก การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ เวนคืนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน และการใช้เงินลงทุนของรัฐ สมัยเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยทรัพย์สินส่วนนี้ ปตท.ได้ดำเนินการโอนคืนให้ภาครัฐตั้งแต่ปี51 โดยไม่รวมถึงท่อในทะเลซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีบันทึกยืนยันว่า ปตท. คืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้วซึ่งส่วนทรัพย์สินที่ส่งมอบให้กรมธนารักษ์นั้น ปตท. ได้ทำสัญญาให้ใช้ฯโดยได้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่กรมธนารักษ์ต่อเนื่อง“การโอนทรัพย์สินไปยังบริษัทท่อส่งก๊าซใหม่จะเป็นการโอนทรัพย์สินในส่วนที่ ปตท. เป็นเจ้าของในปัจจุบันแต่ทรัพย์สินในส่วนที่รัฐเป็นเจ้าของกระทรวงการคลังก็ยังคงสิทธิในความเป็นเจ้าของเช่นเดิม ซึ่งบริษัทที่ตั้งใหม่ต้องทำสัญญาให้ใช้ฯกับรัฐเช่นกัน ซึ่งการแยกท่อก๊าซ ฯ เป็นการสร้างธุรกิจเสรีอย่างแท้จริงลดความกังวลเรื่องการผูกขาดซึ่งการแยกบริษัทท่อฯออกมาจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้บริการขนส่งก๊าซทางท่อได้อย่างเท่าเทียมกันภายใต้การกำกับดูแลจากองค์กรกำกับกิจการของรัฐในอัตราค่าใช้บริการที่เหมาะสมเป็นธรรม”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.ยันแยกท่อฯคืนคลังแล้ว

  • ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค. ลดลง

    ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค. ลดลง

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ เดือน ก.ค. มีจำนวน 69,267คัน ลดลง 29.5% เทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนทำให้ยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือน ม.ค. – ก.ค. มีจำนวน 510,178 คัน ลดลง 39.2 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีทำให้กำลังซื้อประชาชนลดลงและปีนี้ไม่มีการส่งมอบรถยนต์คันแรกแล้วส่งผลต่อเนื่องถึงยอดผลิตรถยนต์ในเดือน ก.ค. มีปริมาณ 151,339 คัน ลดลง 24.89% ขณะที่ยอดการผลิตรถยนตฺ์ 7 เดือน มีจำนวน 1.10 ล้านคัน ลดลง 28.46% เพราะยอดขายในประเทศปรับลดลง“เมื่อแยกการผลิตรถยนต์จะพบว่า 7 เดือนของปีนี้การผลิตรถยนต์นั่งมีปริมาณ 430,244 คัน ลดลง 36.73% รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า10 ตันในเดือนก.ค. ผลิตได้ 1,716 คันลดลงถึง 70.02% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่10 รวม 7 เดือนผลิตลดลง 68.7% เป็นผลจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากภาครัฐที่ล่าช้าออกไปทำให้ปริมาณความต้องการใช้รถบรรทุกลดลงต่อเนื่องซึ่งจะต้องรอดูทิศทางในช่วงต่อไปหลังจากภาครัฐ เริ่มมีโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง”ทั้งนี้หากแยกการผลิตรถยนต์ เพื่อจำหน่ายในประเทศ 7 เดือน อยู่ที่ 448,902 คัน คิดเป็น 40.68% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 51.01% เนื่องจากไม่ต้องผลิตรถคันแรกและกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว แบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 146,628 คัน ลดลง 35.12 % รถกระบะดับเบิลแค็บ 65,276 คัน ลดลง 56.21 % รถกระบะ พีพีวี 35,314 คัน ลดลง 3.03 % "เมื่อแยกการผลิตรถยนต์ จะพบว่า 7 เดือนของปีนี้การผลิตรถยนต์นั่งมีปริมาณ 430,244 คัน ลดลง 36.73% รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า5 ตัน – มากกว่า10 ตันในเดือนก.ค.ผลิตได้ 1,716 คันลดลงถึง 70.02% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่10 รวม 7 เดือนผลิตลดลง 68.7% เป็นผลจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากภาครัฐที่ล่าช้าออกไปทำให้ปริมาณความต้องการใช้รถบรรทุกลดลงต่อเนื่องซึ่งจะต้องรอดูทิศทางในช่วงต่อไปหลังจากภาครัฐ เริ่มมีโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค. ลดลง