เดือน: สิงหาคม 2014

  • ทอท.ปรับแผนเพิ่มอาคารผู้โดยสารในประเทศ

    ทอท.ปรับแผนเพิ่มอาคารผู้โดยสารในประเทศ

    นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. วันที่ 21 ส.ค.นี้ จะนำข้อมูลแผนการขยายสนามบินดอนเมือง การปรับแผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิระยะสอง โดยให้เพิ่มการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศเข้าไป รวมถึงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาในเชิงพาณิชย์ ให้ที่ประชุมบอร์ดรับทราบเบื้องต้น ก่อนจะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมบอร์ดในเดือนก.ย. อีกครั้งทั้งนี้ถือเป็นไปตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มอบให้กระทรวงคมนาคม ไปศึกษาพัฒนาระบบการขนส่งทางอากาศเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางเข้ากับภูมิภาค เพราะในอนาคตคาดจะมีเที่ยวบิน และผู้โดยสารมาไทยเพิ่ม หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58สำหรับโครงการสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศที่สุวรรณภูมินั้น เดิมทีไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาสุวรรณภูมิระยะ 2 แต่ คสช.เห็นว่าควรเร่งศึกษาให้เร็วขึ้น จึงทำให้ต้องเปลี่ยนแบบ และลดเนื้องานสุวรรณภูมิระยะ 2บางส่วนลง ส่วนรูปแบบการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศ กำลังศึกษาว่าจะสร้างเพื่อใช้รับเที่ยวบินในประเทศอย่างเดียว หรือรองรับได้ทั้งผู้โดยสารในและต่างประเทศ โดยใช้เงินลงทุน 1-1.3 หมื่นล้านบาท บริเวณทางเหนือของอาคารสะพานเทียบเครื่องบิน (คองคอร์ด) เอ รองรับได้ 15-20 ล้านคน“แผนสุวรรณภูมิเฟส 2 เดิมจะใช้งบ 6.25 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายความจุเป็น 60 ล้านคน แต่ถ้าจะสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศเพิ่มมา อาจต้องปรับลดงบเฟส 2 บางส่วน และนำงบไปสร้างอาคารในประเทศแทน ซึ่งจะทำให้สุวรรณภูมิรับผู้โดยสารได้เพิ่มจาก 60 ล้านคน บวกกับ 15-20 ล้านคน เป็น 75-80 ล้านคน”นายเมฆินทร์ กล่าวต่อว่า การตรวจสอบการก่อสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบความโปร่งใส และการแก้แบบบางส่วนจาก คตร. คาดว่าภายใน 1-2 เดือนจะหาข้อสรุปได้ และจากนั้นจะใช้เวลาประมูล ก่อสร้างได้เสร็จตามแผนปี 60 และใช้เวลา 58 เดือน เร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนด 70 เดือน ส่วนเงินลงทุนตอนนี้ ทอท.มีความพร้อมเต็มที่ โดยมีกระแสเงินสดในบริษัทมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท และยังสามารถกู้ได้เพิ่มอีก 1.8-2 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 59 ทอท.มีแผนจะระดมทุนเพิ่ม 4.4 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ขยายการลงทุนส่วนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ที่อยู่ภายใต้การบริหารของกองทัพอากาศ กระทรวงคมนาคมให้ ทอท.มาช่วยทำการศึกษา ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าจะต้องลงทุน2,000-4,000 ล้านบาท เพื่อปรับพื้นที่บางส่วนให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ รองรับผู้โดยสาร 2.5 ล้านคน แต่พื้นที่หลักก็ยังคงไว้สำหรับใช้กิจกรรมของกองทัพด้วย ขณะที่แผนขยายความจุของสนามบินดอนเมืองปัจจุบันรองรับผู้โดยสารได้ 18.5 ล้านคนและจะมีแผนเพิ่มเป็น 30 ล้านคนในเดือนต.ค.นี้ แต่ในระยะต่อไปจะเพิ่มให้รองรับได้เป็น 40 ล้านคนในปี 58 และเพิ่มเป็น 60 ล้านคนในปี 59 เพื่อรองรับการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ ที่จะขยายตัวอีกไม่ต่ำกว่า 15-20%ในอนาคตนอกจากนี้ ทอท .ยังเน้นการพัฒนาบุคลากรด้วย โดยล่าสุดได้ร่วมกับสถาบันฝึกอบรมคอมพาสซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการองค์กร และมหาวิทยาลัย คอร์เนลล์ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดฝึกอบรมกลุ่มพนักงานผู้มีศักยภาพ ให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน และบริหารจัดการท่าอากาศยานให้เป็นไปตามมาตรฐานการขนส่งทางอากาศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทอท.ปรับแผนเพิ่มอาคารผู้โดยสารในประเทศ

  • ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

    ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้เสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตราเป็นกฎหมายออมาบังคับใช้ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่สำคัญจะช่วยเป็นแหล่งเงินสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐ (แบงก์รัฐ) โดยไม่เป็นภาระงบประมาณทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ยังเป็นร่างเดิมที่เคยเสนอรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สภาพิจารณาไม่ทัน โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกองทุนจะเรียกเก็บเงินจาก 4 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ตามที่ รมว.คลัง ประกาศ แต่ไม่เกิน 1% ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนสำหรับเงินของกองทุน จะนำไปใช้ได้ในกรณี เพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนด้วย สามารถนำไปใช้ในโครงการตามมติของคณะรัฐมนตรี การนำไปใช้พัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมถึงให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินกู้ยืม เนื่องจากในอนาคตคลังจะเสนอแก้กฎหมายกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีอำนาจในการเข้าไปดูแลสถาบันการเงินที่มีปัญหา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

  • แบงก์รุกธุรกิจประกันเพิ่ม

    แบงก์รุกธุรกิจประกันเพิ่ม

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝากและการลงทุน และการประกันภัยธนพัทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้การขายประกันผ่านธนาคาร เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น เพราะทำรายได้ค่าธรรมเนียม หรือค่าฟีสูงกว่าบริการอื่น ๆ เช่น การโอนเงิน และขายกองทุน ทำให้ธนาคารแต่ละแห่งเข้ามาทำตลาดกันอย่างคึกคัก และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยในส่วนของธนาคารฯ มียอดขายประกันในช่วงที่ผ่านมามีเบี้ยรับรวม 6,000 ล้านบาท จากทั้งปีตั้งเป้าหมายไว้ 14,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีปัญหาความผันผวนทางการเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ยอดขายไม่ได้ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ลูกค้าหันมาทำประกันสะสมทรัพย์กันมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากทั้งนี้ เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้ แนวโน้มตลาดยังขยายตัวดี เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น หรือฤดูกาลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อประกัน เพื่อไปลดหย่อนภาษีกันเป็นจำนวนมาก จึงเชื่อว่ายอดขายประกันปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และยังไม่จำเป็นต้องปรับเป้าหมายใหม่ โดยเน้นขยายฐานลูกค้าธนาคารเป็นหลักสำหรับการแข่งขันระดมเงินฝาก ขณะนี้ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่มีคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.) ทำให้นโยบายการคลังทำได้เต็มที่ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี57การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่เอกชนเริ่มขยายการลงทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มจะมีแคมเปญเงินฝากพิเศษออกมาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น และรองรับการปล่อยสินเชื่อในอนาคต ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะทรงตัวจนถึงสิ้นปีนี้ และปี 58 แนวโน้มดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดยกเลิกมาตรการคิวอีจะทำให้ดอกเบี้ยมีทิศทางขาขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์รุกธุรกิจประกันเพิ่ม