เดือน: สิงหาคม 2014

  • แอร์พอร์ตลิงค์เร่งจัดซื้อรถเพิ่ม

    แอร์พอร์ตลิงค์เร่งจัดซื้อรถเพิ่ม

    พล.อ.อ.คำรบ ลียะวณิช รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโอออาร์)โครงการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้า 7 ขบวน วงเงิน 4,800 ล้านบาท เพื่อใช้บริการในสายธรรมดา (ซิตี้ไลน์) เสร็จแล้ว หลังจากนี้จะเปิดประมูลในเดือนก.ย.57 และรับมอบขบวนรถได้ปี 61-62 ซึ่งล่าช้ากว่าแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ปี 60“ขณะนี้มีผู้โดยสารเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์มาก โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการนำขบวนรถสายด่วน (เอ็กซ์เพรสไลน์) มาให้บริการสายซิ ตี้ไลน์เพิ่มแทนเพื่อลดความแออัด รวมถึงการปรับลดระยะทางบางขบวน เพื่อให้ถวนกลับไปรับส่งผู้โดยสารได้ เร็วขึ้น แต่หากมีขบวนรถใหม่มาเพิ่มจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารได้สะดวกแน่นอน”พล.อ.อ.คำรบ กล่าวว่า ขบวนรถใหม่ที่จะนำมาให้บริการจะมีขบวนละ 4 ตู้ จากปัจจุบันที่มี 3 ตู้ต่อขบวน ดังนั้นจึงจะให้บริการผู้โดยสารได้มากขึ้นโดยรูปแบบของตัวขบวนรถใหม่จะทันสมัยมากขึ้น มีข้อมูลเส้นทางที่ให้บริการอย่างชัดเจน ประตูเปิดปิดเป็นระบบไฟฟ้า และยังพ่วงต่อกับขบวนรถเดิมเพิ่ม 7 ตู้ต่อขบวนในอนาคตนายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ ประธานคณะกรรมการ(บอร์ด) รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ได้ประเมินไว้ว่าในปี 61 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์จะมีผู้ใช้บริการ 31 ล้าน คนต่อปี การได้รถขบวนรถใหม่จะช่วยให้การบริการดีขึ้น และรองรับแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่จะมีเพิ่มส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ช่วงพญาไทไปถึงดอนเมืองส่วนมาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินรถนั้น ขณะนี้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ให้บริการด้วยความเร็วในทางตรง 120 กม.ต่อชั่วโมง ส่วนทางโค้งปรับลดลงเหลือ 60 กม.ต่อชั่วโมง แต่ยังใช้ระยะเวลาการเดินทางจากต้นทางถึงปลายทางเท่าเดิม ซึ่งการปรับลดลงถือเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังจากหลายฝ่ายกังวลเรื่องของวัสดุอุปกรณ์บางอย่างชำรุด ซึ่งยืนยันว่าบริษัทได้ซ่อมบำรุงมาอย่างต่อเนื่องพร้อมให้บริการโดยตลอด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอร์พอร์ตลิงค์เร่งจัดซื้อรถเพิ่ม

  • หุบเขาไฮเทคในไทย ซิลิคอนวัลเลย์เอเชีย

    หุบเขาไฮเทคในไทย ซิลิคอนวัลเลย์เอเชีย

    ไทยถือเป็นประเทศที่มีภูมิทัศน์ที่พร้อมเป็นฐานการผลิตที่ดี ด้วยเทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีที่ไม่สิ้นสุด คงจะดีไม่ใช่น้อย หากไทยมีการผลิตซอฟต์แวร์ใช้งานเองแทนการนำเข้า  อ.อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระ ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานักเขียนทำตลาดบนเฟซบุ๊ก ฉบับประยุกต์เเอพพลิเคชั่น เล่าว่า ในปี ค.ศ. 2010 ตนได้มีโอกาสไปเยือนซิลิคอนวัลเลย์ ดินเเดนนวัตกรรมของเทคโนโลยี เเละเป็นถิ่นกำเนิด บริษัทสตาร์ตอัพในอเมริกาและได้ไปเยี่มชม บริษัท เฟซบุ๊ก ได้เห็นหุบเขาทางการเงินของอเมริกา เเละเมื่อมาทำงาน บริษัทซอฟต์เเวร์ในเวอร์จิเนีย ได้มีโอกาสเห็นหุบเขาไฮเทคทางฝั่งตะวันออก และในเวลาต่อมา มีคนไทยจำนวนมากเข้าไปศึกษาในสหรัฐ เเละมีจำนวนน้อยที่เข้าไปทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งตนเองก็อยากเห็นหุบเขาไฮเทคเกิดขึ้นในไทย จากการที่ คนไทยเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในการทำสตาร์ต อัพ เเละมีผู้ที่เผยเเพร่เรื่องความรู้จากซิลิคอนวัลเลย์ อาทิ “กระทิง พูนผล” กับ Disrupt University ดังนั้น ควรมีนโยบายเรื่อง การสร้างหุบเขาไฮเทคในประเทศไทยมากกว่าที่จะส่งเเต่หัวกะทิออกไป เเล้วไม่กลับมาเลย ซึ่งตนคิดว่า ท้ายที่สุดเเล้วทุกคนควรกลับมารับใช้ชาติในด้านที่ตนถนัด หากหางานที่เหมาะได้ เเละไม่เพียงเเต่ทางด้านไฮเทคควรเป็นด้านอื่น ๆ เช่น หุบเขากสิกรรม หุบเขาไบโอเทค หุบเขางานเเฮนเมด หรือเเม้เเต่หุบเขาเเฟชั่น เป็นต้น ซึ่งหากไทยไม่เริ่มสร้างหุบเขาไฮเทค ก็ต้องไปใช้สินค้านำเข้าซอฟต์เเวร์บางอันที่ไม่จำเป็นของประเทศอื่น บุคลากรไหลออกนอกประเทศ เพราะไร้จุดหมายในไทย “รัฐบาลควรรวบรวมเเนวคิดเพื่อผลักดัน การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เป็นของตนเอง โดยริเริ่มซิลิคอนวัลเลย์ในไทย ที่อาจศึกษาจากสหรัฐ จีน โดยเริ่มจากโครงการของรัฐบาลก่อน อาทิ ผลิตระบบคลาวด์ในกองทัพไทย ระบบคลาวด์เพื่อการศึกษา รองรับการเก็บข้อมูลทั่วประเทศของโรงเรียนเเละมหาวิทยาลัย” นอกจากนี้ นโยบายรัฐต้องมีการเปลี่ยนเเปลงกฎหมายบางเรื่อง เพื่อทำให้เกิดการระดมทุนให้สะพัดในประเทศ เกิดเเหล่งเงินจากหลายฝ่าย เพื่อลงทุนในรูปแบบหลากหลาย เพราะต่อให้เเผนธุรกิจดีหากไม่มีโครงสร้างที่รัฐบาลช่วยผลักดันด้านวิจัย เเละผลักดันตลาดเงินทุน สุดท้ายบริษัทไฮเทคจะถูกขายให้นายทุนขนาดใหญ่ที่พร้อมจะขโมยไอเดียหรือเเปลงแบบนักกฎหมายไทยมีความรู้เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับไฮเทคน้อย พอ ๆ กับภาษาอังกฤษ เเละโดยภาพรวมนักกฎหมายไทยโลเทค ถือเป็นอุปสรรคในการสร้างซิลิคอนวัลเลย์ ดังนั้น ไทยควรเป็นฐานผลิตเเบบอินเดียให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งในวันข้างหน้าไม่เเน่นอน เพราะว่าค่าเเรงจีนเริ่มสูงขึ้น ประเทศไทยควรมีการเริ่มศึกษากฎหมายไอทีเเละกฎหมายการเงิน รวมถึงศึกษาเเนวทางของนวัตกรรมทางการเงินเพื่อขับเคลื่อนเเนวทางการสร้างหุบเขาไฮเทค ทั้งนี้ การสร้างหุบเขาประเภทต่าง ๆ จะดึงคนไทยจากต่างเเดนกลับมาทำงานในโครงการ โดยเริ่มจากโครงการรัฐบาล หรือโครงการบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เปิดโอกาสในการจัดตั้งหุบเขาต่าง ๆ ในไทย หวังว่า คนไทยจะมีโอกาสเลือกในสิ่งที่ชอบ เเละ ทำในสิ่งที่ถนัดเพื่อเป็นทรัพยากรให้กับประเทศชาติต่อไป เเละได้มีโอกาสนำเอาทักษะมาพัฒนาหุบเขาในสิ่งที่พวกเขาชอบ ต่อไปต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามามาก เพราะประเทศไทยน่าสนใจเเละน่าอยู่  ไทยควรเร่งจัดตั้งหุบเขาต่าง ๆ ก่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านจะใช้ประเทศของตนเป็นฐานการผลิต ซึ่งหากทำช้า การไหลออกของสมองคนไทยจะไปยังประเทศพัฒนาเเล้วทั้งในเอเชียเเละตะวันตก.  กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุบเขาไฮเทคในไทย ซิลิคอนวัลเลย์เอเชีย

  • ร่องมรสุม!! – รู้หลบ

    ร่องมรสุม!! – รู้หลบ

    ฤดูฝนของไทย มีศัพท์ที่ได้ยินจากกรมอุตุนิยมวิทยาบ่อยครั้งอยู่ 2 คำ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย กับ ร่องมรสุม หรือร่องความกดอากาศต่ำ สองปัจจัยนี้ คือตัวการทำให้เกิดฝนทั้งคู่ โดยมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมประจำฤดูฝน ที่เริ่มต้นพัดจากทะเลอันดามัน ปะทะ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้ามขวานของแผนที่ประเทศ ซึ่งถ้ามีกำลังแรง ก็ทำให้ฝั่งตะวันออกมีฝนเยอะไปด้วย บริเวณประเทศไทยตอนบน นับแต่ก้นอ่าวไทยขึ้นไปโดน แต่ที่แน่ๆ พื้นที่ด้านตะวันตก จะเป็นย่านที่โดนฝนก่อนและโดนมากกว่า  ในช่วงหน้าฝน ถ้าสังเกตจากข่าว จะได้ยินว่า ฝนจะเริ่มตกจากแถว หนองแขม บางบอน ภาษีเจริญ ก่อนจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและจุดสุดท้าย ก็จะโดนแถวๆ ลาดกระบัง มีนบุรี  ออกบางน้ำเปรี้ยว ร่องมรสุม เป็นอีกปัจจัย ที่ในฤดูฝน ช่วงต้น จะพาดอยู่แถวภาคกลาง แล้วคอ่ยเลื่อนขึ้นไปเรื่อย จนถึงภาคเหนือ และเลยออกพ้นอาณาเขตประเทศไปจนถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน เป็นเวลาราวหนึ่งเดือน จึงปรากฏว่า ช่วงปลายเดือนมิถุนายน จนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ฝนบริเวณประเทศไทยจะลดลง บางแห่งทิ้งช่วงไปเลยก็มี พอถึงเดือนสิงหาคม  ร่องมรสุมจะค่อยเคลื่อนกลับลงมา โดยขณะนี้พาดอยู่ในแนวประเทศเมียนมาร์ ลาว และเวียดนามตอนบน ซึ่งจะเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ จนถึงภาคกลางตอนล่าง คลุมกรุงเทพฯในช่วงท้าย ราวครึ่งหลังของเดือนกันยายน ในช่วงที่ร่องมรสุม ออกไปแอ็กอยู่นอกประเทศนั้น มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก็ยังทำหน้าที่อยู่ในเมืองไทย ให้มีฝนได้เป็นพื้นที่  ครั้นถึงเดือนสิงหาคม ก็เท่ากับว่า ทั้งร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะร่วมแรงแข็งขันกันทำให้เกิดฝนตกในบริเวณประเทศไทยตอนบน ที่ผ่านมา ขนาด มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ อย่างเดียว ยังมีฝนหนัก ระบายไม่ทัน หลากท่วมบางพื้นที่ บางจังหวัดได้ ดังนั้น ต่อจากนี้ไปอีกราว เดือนเศษ มีปัจจัยของฝน 2 ตัวรวมกัน ก็คงยิ่งทำให้ตกชุกหนาแน่นได้ กรมอุตุฯ บอกว่า วันที่ 19-21 ส.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านประเทศเมียนมาร์  ลาว และเวียดนามตอนบน จะทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะเบาบางลงก็วันที่ 22-24 ส.ค. เอาเป็นว่า สัปดาห์นี้ ภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นพื้นที่ซึ่งต้องระวังฝนฟ้าเข้าไว้ เพราะบางที่เคยมีฝนฉ่ำ น้ำนองมาแล้ว ถ้าชุมชนอยู่ใกล้ทางน้ำไหล  ให้เก็บของมีค่าไว้ในที่ปลอดภัยแล้วกัน หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร่องมรสุม!! – รู้หลบ