วันนี้(19 ส.ค.) ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พล.อ.สุรพงษ์สุวรรณอัตถ์ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ดนัดแรกว่าบอร์ดได้อนุมัติแผนฟื้นฟูองค์กรเร่งด่วนให้ลงทุนโครงการระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเส้นทางเอเชีย-ยุโรป (AAE1) วงเงิน 1,408 ล้านบาท และจะเซ็นสัญญาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 6 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นตัวสร้างรายได้ในอนาคต และเป็นหนึ่งในเส้นทางของแผนลงทุนระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของทีโอทีระยะเวลา 3 ปี (2557-2559) มูลค่า 5,979 ล้านบาทตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้อนุมัติ แต่สาเหตุที่ต้องเร่งเส้นทางดังกล่าวก่อนนั้นเพราะล่าช้ามานานมากแล้ว และหากไม่เซ็นสัญญาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ จะเสียโครงการให้กับเอกชนรายอื่น สำหรับเส้นทางเอเชีย-ยุโรป วงเงิน 1,408 ล้านบาทนั้น เป็นเส้นทางการวางสายเคเบิลผ่านจากฝรั่งเศล อิตาลี อียิปต์ศรีลังกา อินเดีย และเชื่อมต่อกับเครือข่ายในประเทศที่ จ.สตูล และสงขลาเป็นหนึ่งในแผนธุรกิจที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับทีโอทีในระยะยาวและสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซียรวมทั้งช่วยยกระดับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของไทยด้วย ขณะที่อีก 2 เส้นทางเคเบิลใต้น้ำ คือ เส้นทางเซ้าท์อีสต์เอเชีย-มิดเดิลอีสต์ เวสต์เทิร์น ยุโรป 5 (SEA-ME-WE 5) วงเงิน 1,376ล้านบาท และเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ญี่ปุ่น (SJC) วงเงิน 2,278 ล้านบาทได้ให้ไปศึกษารายละเอียดอีกครั้ง และบอร์ดจะประชุมอีกครั้งวันที่ 25 ส.ค. ด้านนายยงยุทธวัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า นอกจากกลุ่มธุรกิจเคเบิลใต้น้ำและวงจรเชื่อมต่อต่างประเทศ(อินเทอร์เน็ต เกตเวย์) แล้ว ยังมีอีก 5 กลุ่มธุรกิจที่ฝ่ายบริหารจะต้องต่อยอด สร้างรายได้ในอนาคต ประกอบด้วยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กลุ่มเสาโทรคมนาคม กลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์)และกลุ่มบริการด้านไอที ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (ไอดีซี) และคลาวด์ คอมพิวติ้ง “บอร์ดยังมีนโยบายให้ลดการลงทุนซ้ำซ้อนกับบริษัท กสท โทรคมนาคม ยกเลิกกลุ่มธุรกิจที่ไม่มีกำไรลดค่าใช้จ่ายในทุกกลุ่มธุรกิจอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทีโอทีกลับมามีกำไรอีกครั้งแม้ว่าจะไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทานก็ตาม” นายยงยุทธ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ด ทีโอที ผ่านแผนลงทุนเคเบิลใต้น้ำ
เดือน: สิงหาคม 2014
-

บอร์ด ทีโอที ผ่านแผนลงทุนเคเบิลใต้น้ำ
-

กสทช.ขีดเส้นโครงการคูปองจำหน่ายกล่องดิจิตอล 15 ต.ค.นี้
วันนี้ (19ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า กสทช.จัดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอเฉพาะกลุ่ม(โฟกัสกรุ๊ป) โดยมีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ผู้ประกอบการกล่องรับสัญญาณดิจิตอล(เซ็ตท็อปบ็อกซ์) และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค หารือถึงกระบวนการ ขั้นตอนและวิธีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการแลกคูปองดิจิตอลโดยขอความร่วมมือเร่งให้ผู้ผลิตกล่องวางจำหน่ายกล่องในวันที่ 15ต.ค. 57 ซึ่งสทช.จะเร่งสรุปรายละเอียด คุณสมบัติบริษัทกล่องเข้าร่วมโครงการภายในวันที่10 ก.ย. 57 เริ่มต้นแจกคูปองผ่านไปรษณีย์วันที่ 15 ก.ย. 57เพื่อให้ผู้ผลิตกล่องเร่งกระบวนการผลิตและนำเข้ากล่อง รองรับตามมาตรฐานกล่องในราคา 690 บาทตามราคาคูปองเนื่องจากในขณะนี้กล่องที่จำหน่ายในท้องตลาดมีราคาสูงกว่า 690 บาท ซึ่งในวันพรุ่งนี้(20ส.ค.)จะนำข้อสรุปคุณสมบัติที่ได้นำเสนอที่ประชุมกสทช.จากนั้นช่วงเย็นจะเข้าชี้แจงคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.)ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อีกครั้งสำหรับการกำหนดคุณสมบัติผู้ผลิตกล่องดิจิตอลเป็นการป้องกันปัญหาบริษัทกล่องหนีหาย โดยมองว่า ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10-20ล้านบาทกำลังเหมาะสม ส่วนทุนจดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาทก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้แต่ภายหลังขอให้เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเนื่องจากการแจกจ่ายคูปองจะเข้าถึงประชาชนจำนวน 22.9ล้านครัวเรือนปัญหาข้อร้องเรียนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนด้านนายสุภาพ คลี่ขจาย ประธานชมรมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 24 ช่อง เปิดเผยว่า อยากให้กสทช.เร่งรัดขั้นตอนการพิจารณาผู้ผลิตกล่องดิจิตอลให้รวดเร็วเนื่องจากผู้ผลิตกล่องต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 1 เดือน เพื่อดำเนินการติดต่อธนาคารเพื่อขอเครดิตนำเข้าของสินค้าระยะเวลาในการจัดส่งวัสดุ ประกอบอุปกรณ์ซึ่งหากกสทช.พิจารณาบริษัทกล่องดิจิตอลล่าช้าอาจจะส่งผลกระทบประชาชนได้รับคูปองแต่ไม่สามารถนำไปแลกกล่องได้จึงมองว่าต้องมีความชัดเจนนอกจากนี้ขอให้กสทช.จัดหารือร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอลและผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลเนื่องจากขณะนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายการครอบคลุมของสัญญาณและความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกันเรื่องไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้ติดปัญหาสัญญาณโครงข่าย" ขณะนี้ต้องเร่งรัดให้รวดเร็วที่สุด ห่วงผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลเนื่องจากบางช่องได้เลื่อนแผนการหารายได้ออกไปก่อน อาการแบบนี้น่าเป็นห่วง สัญญาณชีพแผ่วเบาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลกำลังอยู่ในสภาพที่อันตรายประกอบกับทีวีดิจิตอลจะขอเลื่อนจ่ายค่าเช่าโครงข่ายเพราะคนดูบางส่วนยังไม่สามารถรับชมได้"นายสุภาพกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ขีดเส้นโครงการคูปองจำหน่ายกล่องดิจิตอล 15 ต.ค.นี้ -

ลดภาษีอีโคคาร์ระยะที่ 2เหลือ 14%
นายยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช.เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ ระยะที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้มีฐานการผลิตในไทยซึ่งจะเป็นการประหยัดพลังงาน และช่วยส่งเสริมภาคเกษตร เนื่องมาจากมีการกำหนดให้รถชนิดนี้ใช้พลังงานเอทานอล 85 หรืออี 85 และบี 10สำหรับรถยนต์อีโค คาร์ ในโครงการระยะที่ 2 นี้มีกำหนดเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 คือ เป็นรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน ไม่เกิน 1,300 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1500 ซีซี พร้อมกำหนกให้ใช้น้ำมันอี 85 และบี 10 แตกต่างจากโครงการระยะที่ 1 ที่กำหนดเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1400 ซีซี นอกจากนั้น ในระยะที่ 2กำหนดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 4.3 ลิตรต่อ 100 กม. ต่างจากระยะที่ 1 ที่กำหนดไม่เกิน 5 ลิตร ต่อกม. และในโครงการระยะที่ 2 ยังมีรายละเอียด กำหนดมาตรฐานมลพิษ เป็น ยูโร 5 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 100 กรัม/กม.จากที่ระยะที่ 1 กำหนดมาตรฐานมลพิษ ยูโร 4 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 120 กรัม/กม.อย่างไรก็ตาม ทั้งในประกาศฉบับปัจจุบัน และประกาศฉบับใหม่ จะคิดอัตราภาษีที่ 17% จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 หลังจากนั้นวันที่ 1 ม.ค. 59 เป็นต้นไป ทั้งประกาศฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 และประกาศฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 2 จะลดอัตราภาษีลง โดยรถยนต์เครื่องเบนซินและดีเซลจะคิดอัตราภาษี 14% และเฉพาะที่ใช้เชื้อเพลิงประเภท อี 85 และบี 10 จะคิดอัตราภาษี 12%ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าในปีงบประมาณ 56 มีปริมาณการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน 158,434 คัน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน จึงเห็นควรให้รถยนต์ประหยัดพลังงาน ระยะที่ 2 มีเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงจากโครงการระยะที่ 1 โดยเฉพาะการขยายกระบอกสูบเครื่องยนต์ดีเซลเป็น 1500 ซีซี และถ้าใช้เครื่องยนต์ดีเซล บี 10 จะได้รับอัตราภาษี 12% ตามที่มีประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดภาษีอีโคคาร์ระยะที่ 2เหลือ 14%