นายณัฏฐ์ จริตชนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกวัสดุ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่ายอดขายในไตรมาสที่ 3 จะปรับตัวดีขึ้น จากไตรมาสที่ผ่านมา เพราะประชาชนเริ่มมั่นใจต่อสถานการณ์ภายในประเทศหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และรวดเร็ว ขณะเดียวกันการอนุมัติงบประมาณประจำปี รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เป็นอีกปัจจัยผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางที่สดใสยิ่งขึ้นล่าสุด บริษัทเตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 1 8ปี ของบริษัท พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 70% และแจกของรางวัลอีกหลายรายการ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการตลาดที่ที่เข้มข้นขึ้นจากก่อนหน้านี้ เพราะมั่นใจในกำลังซื้อ ที่เริ่มกลับคืนมา อย่างไรก็ตามคาดว่า ตลอดการจัดงานตั้งแต่ 28 ส.ค.-24 ก.ย.นี้จะสร้างยอดขายได้สูงกว่าการจัดงานครั้งก่อน ๆ ที่ 3,800 ล้านบาท“การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นอีกปัจจัยที่หนุนยอดขาย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่เราขยายเพิ่มมากขึ้น ตามการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่อจากนี้ บริษัทก็จะเลือกขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ ในต่างจังหวัดเป็นหลัก”สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกที่ผ่นามา บริษัทมีรายได้รวม 23,102ล้านบาทเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21.11% และมียอดขาย 23,10 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20.91% ซึ่งบริษัทยังคงรักษายอดการใช้จ่ายต่อบิลได้ที่ 8,000 บาทต่อคน เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้ปรับเพิ่มการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปี พร้อมทั้งมั่นใจว่ายอดขายตลอดทั้งปี จะเติบโตตามเป้าหมายที่15%อย่างแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โฮมโปรลดราคาสินค้าปลุกยอดขายปลายปี
เดือน: สิงหาคม 2014
-

โฮมโปรลดราคาสินค้าปลุกยอดขายปลายปี
-

คนไทยอยากไปทำงานสิงคโปร์
น.ส. ดั่งใจถวิล อนันตชัย นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลงานวิจัยไทยวิว ที่สำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างที่ถือว่าเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศพบว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ชาวไทยต้องการเข้าไปทำงานมากที่สุด ด้วยสัดส่วน 42% ของกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากมีค่าตอบแทนรวมถึงสวัสดิการที่สูงกว่าไทย ขณะที่ 26% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าไทยเป็นประเทศอันดับสองที่น่าทำงาน โดยวัดจากกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)นอกจากนี้จากผลสำรวจยังพบว่า คนไทยส่วนใหญ่กว่า 68% ยังไม่ค่อยมั่นใจต่อทิศทางของเศรษฐกิจในอนาคต โดยปัญหาราคาสินค้าแพง เศรษฐกิจตกต่ำ และรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ เป็นปัญหาหลัก ที่ชาวไทยกังวล แต่ยังเชื่อมั่นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆได้ในอานคต“เมื่อเปิดเออีซี น่ากังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์สมองไหล คือคนไทยไปทำงานที่สิงคโปร์หมด เพราะได้เงินมากกว่า ทั้งที่คนไทยยังพอใจจะอาศัยในไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่เพราะค่าตอบแทนที่สูงกว่ามันดึงดูดใจ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงคนเหล่านี้เอาไว้ รวมไปถึงการดึงคนเก่งจากที่อื่นมาทำงานในไทยด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนไทยอยากไปทำงานสิงคโปร์ -

รัฐ-เอกชนร่วมตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิต 80%
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะทำงานร่วม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม และส.อ.ท. เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2 ว่า ส.อ.ท.ตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตรากำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเป็น 80-85% ในปี 58 จากปัจจุบันที่ 60% เนื่องจากต้องการกระตุ้นกำลังการผลิต เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้าโดยกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในทุกระดับ,การจัดระบบที่ปรึกษาโครงการ ผลักดันโครงการพี่ช่วยน้อง(รายใหญ่ช่วยรายเล็ก)นอกจากนี้ จะขยายโอกาสทางการตลาดโดยส่งเสริมการค้าชายแดน– นิคมอุตสาหกรรมชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พร้อมทั้งหาตลาดใหม่ ๆ และจัดให้จับคู่ธุรกิจ รวมทั้งส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และรณรงค์ให้ใช้สินค้าที่ผลิตในไทยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า สอท.ได้เสนอเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซี และการแก้ปัญหาภาวะวิกฤติน้ำของภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวงอุต ฯได้ให้คณะทำงานทุกฝ่าย ที่มีการจัดตั้งนำไปศึกษา เพื่อหาข้อสรุปก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมครั้งถัดในเดือนหน้าด้านนายเจน นำชัยศิริ รองประธานส.อ.ท. และประธานคณะทำงานร่วมปรับปรุงการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าส.อ.ท.ได้เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานการขอใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงาน ( รง.4) โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยวิชาการเช่น สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ทำหน้าที่เป็นบุคคลที่3 (เติร์ดปาร์ตี้ )ออกแบบ และพัฒนาระบบบำบัดมลพิษ พร้อมให้การรับรอง เพื่อยกระดับ และพัฒนามาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศนายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท. เสนอให้จัดกลุ่มหรือแบ่งเกรดโรงงานอุตสาหกรรม หากโรงงานอยู่ในกลุ่มเกรดดี ให้ใช้นโยบายส่งเสริมการพัฒนา หรือใช้มาตรการจูงใจเช่น การต่อใบอนุญาตอัตโนมัติ โดยไม่ต้องตรวจโรงงาน แต่หากอยู่ในกลุ่มเกรดที่ไม่ดี ให้ใช้นโยบายลงโทษทางสังคมหรือการทำบัญชีดำ (แบล็คลิสต์) รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดส่วนนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตฯ และส.อ.ท. อยู่ในระยะแรกของการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ทั้งการแก้ไขระยะเวลาออกใบอนุญาต ซึ่งระยะสั้นจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่น ขณะที่ระยะยาว การทำงานร่วมกัน จะกำหนดการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐ-เอกชนร่วมตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิต 80%