วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต 3 ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ให้ภาคเอกชนต่อยอดผลิตเชิงพาณิชย์นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของ วว. โดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย คือ ผลิตภัณฑ์เภสัชโภชนภัณฑ์บำรุงสมองเสริมสร้างความจำ (Braini-Tab) ผลิตภัณฑ์เภสัชโภชนภัณฑ์บำรุงหัวใจจากพืชสมุนไพรรวม (Kardiofit) และผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล EPAS CAPS ต้านความเครียดและป้องกันความดันโลหิตสูงทั้งนี้เพื่อให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดให้แก่บริษัทอาณาจักรสุขภาพ จำกัด เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดย ผลิตภัณฑ์ซึ่ง วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ ได้ผ่านการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบจากสมุนไพรของไทยที่มีศักยภาพสูงในด้านการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เปล้าตะวันและผักบุ้งเพื่อต้านความเครียดและป้องกันโลหิตสูง หรือจะเป็นสมุนไพรรวม อาทิ สารภี บุนนาค เตยหอม มะตูม มะลิซ้อนและพิกุลเพื่อบำรุงหัวใจ ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบตันและป้องกันการเต้นผิดปกติของหัวใจ ตลอดจนป้วยเล้งที่นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วว.ส่งงานวิจัยสมุนไพรให้เอกชนต่อยอด
เดือน: กันยายน 2014
-

วว.ส่งงานวิจัยสมุนไพรให้เอกชนต่อยอด
-

‘รถไฟฟ้าจากของเหลือใช้’นวัตกรรมเด็กไทย – ฉลาดสุดๆ
หากจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ของประเทศได้นั้น การปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นสิ่งสำคัญจากแนวคิดนี้ทำให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ได้จัดทำโครงการ KMITL INNOVATIVE AWARDS ครั้งที่ 3 ประจำปี 2557 ภายใต้แนวคิด “รากฐานนวัตกรรมสร้างชาติ : THE NATION OF INNOVATION”เพื่อเป็นเวทีแสดงให้เห็นถึงพลังทางความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ความรู้ ความคิด และจินตนาการ อย่างสร้างสรรค์ ของเด็กไทย ในการพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์ซึ่งโครงการนี้ได้คัดเลือกเยาวชนมาตั้งแต่ช่วงต้นปี มีนักเรียนทั่วประเทศส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 90 ทีม คัดเลือกเหลือเพียง 10 ทีม และสุดท้ายได้ประกาศผลทีมผู้ชนะในโครงการฯโดย “ทีมสารวิทยา” จาก โรงเรียนสารวิทยา ผู้พัฒนาผลงาน รถไฟฟ้า PRIDE ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทีม LOOM โรงเรียนแม่จะเราวิทยาคม กับผลงาน ซุปเปอร์กี่ทอผ้า ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ ทีม The First โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา กับผลงานนวัตกรรมช่วยผสมเกสรดอกปาล์มน้ำมัน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2สำหรับ รถไฟฟ้า “PRIDE” นวัตกรรมจากของเหลือใช้ที่ประหยัดและปลอดภัยไร้มลพิษ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศนี้ เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าเพื่อใช้งานแทนการใช้น้ำมัน นอกจากจะช่วยประหยัดค่าน้ำมันแล้ว ยังมีความปลอดภัยกว่าการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังไร้มลพิษ ไม่มีเสียงรบกวน และยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันดิบส่วนผลงาน “ซุปเปอร์กี่ทอผ้า เครื่องมือทันสมัยผู้พิการขาทอผ้าได้อย่างมั่นใจ เพิ่มแรงงานฝีมือโอทอปไทย” เป็นการนำเอารูปแบบหลักการทำงานหัตถกรรมทอผ้าที่มีลวดลายบนเนื้อผ้าเรียบ เนียนสวยของกี่ทอผ้าพื้นเมืองชาวเขา และการทอผ้าของคนพื้นเมืองชาวไทยพื้นราบที่มีไม้ตีนย่ำโดยทั่ว ๆ ไป มาประยุกต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้พิการขาและบุคคลทั่วไป ทอผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับกี่ทอผ้าทั่วไปและผลงานนวัตกรรมช่วยผสมเกสรดอกปาล์มน้ำมัน “ติดเกสรง่ายขึ้นสะดวกมากขึ้นผลผลิตมากตาม” เป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ล่อด้วงงวงปาล์มน้ำมันช่วยผสมเกสรตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเกษตรกรไทยปลูกปาล์มกว่า 1.28 แสนครัวเรือน แต่มีรายได้ต่ำ เพราะปาล์มน้ำมันติดผลน้อย ซึ่งเกิดจากโครงสร้างของปาล์มน้ำมันไม่เอื้อต่อการผสมเกสรโดยธรรมชาตินายพัชรพล สถาพร ตัวแทนทีมสารวิทยา ที่ชนะเลิศในโครงการฯ บอกว่า ส่งผลงานนวัตกรรม รถไฟฟ้า PRIDE เข้าประกวด เพราะเห็นว่า ปัจจุบันน้ำมันมีราคาแพงและมีแนวโน้มจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะมีพลังงานทดแทนแต่ราคาก็ต่างกันเล็กน้อย จึงคิดใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าเพื่อใช้งานแทนการใช้น้ำมันนอกจากรถไฟฟ้าคันนี้จะช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว ยังมีความปลอดภัยกว่าการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และที่สำคัญยังไร้มลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีเสียงรบกวนและเขม่าควันการได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการครั้งนี้รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่สามารถแสดงให้สังคมได้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ผ่านนวัตกรรมที่สามารถตอบแทนและช่วยเหลือประเทศได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘รถไฟฟ้าจากของเหลือใช้’นวัตกรรมเด็กไทย – ฉลาดสุดๆ -

ททท.ขนเอกชนบุกรัสเซีย เร่งดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย
“รัสเซีย” ถือเป็นตลาดท่องเที่ยวเนื้อหอมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรปของไทย ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 1.9 ล้านคน เมื่อปี 56 ที่ผ่านมา ทำให้กอบโกยรายได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ เพราะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้เงินไม่อั้น เพราะรักการบันเทิงในทุกรูปแบบ ทั้งกิน ทั้งดื่ม ทั้งช้อป ทั้งสปาล่าสุด “ตลาดรัสเซีย” กลับต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ จากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำ ให้ค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าและผันผวนอย่างมากกับทุกสกุลเงินทั่วโลกเช่น เมื่อเทียบกับเงินไทย 1 รูเบิล เท่ากับ 0.60-0.90 บาท ของไทยจากแต่ก่อนอยู่ที่กว่า 1.4 บาททำให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวรัสเซียยากขึ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และช่วงนี้รัฐบาลของรัสเซียเองกำลังรณรงค์ให้ชาวรัสเซียท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบกับระยะหลังไทยเริ่มมีคู่แข่งการท่องเที่ยวของชาวรัสเซียในแถบเอเชียด้วยกันเอง อย่าง “เวียดนาม” แม้ตัวเลขการท่องเที่ยวยังจะไม่สูงมาก อยู่ในหลักแสนคนแต่ก็เริ่มก้าวกระโดดอย่างมีนัย จาก 100,000 คนเริ่มเป็น 400,000 คน ภายในระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย อย่างบริษัท เปกัส ที่แต่ละปีขนนักท่องเที่ยวมาไทยเกือบ 600,000 คนเริ่มหันมาทำตลาดที่เวียดนามมากขึ้นล่าสุด… ตัวเลขนักท่องเที่ยวรัสเซียที่เดินทางมาไทยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.–ก.ค.) ปี 57 มีจำนวน 1.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.54% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มแบบชะลอตัว จากเดิมที่อยูที่ 10% ขึ้นไป ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องจัดทัพผู้บริหาร ททท. เดินทางไปกระตุ้นตลาดทองคำอย่างรัสเซียเต็มที่“ธวัชชัย อรัญญิก” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองว่า ตลาดท่องเที่ยวรัสเซีย เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรป เนื่องจากชาวรัสเซียชื่นชอบไทยอย่างมาก ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 3 รองจากตุรกีและอียิปต์ โดยนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายต่อวันสูงมาก เช่น ปี 56 มีการใช้จ่ายต่อคนต่อวัน เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาท ที่ในอนาคตยังมีแนวโน้มเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวได้ เพราะชาวรัสเซีย เป็นกลุ่มเอ็นเตอร์เทน ชอบสังสรรค์ ชอบชอปปิงเร่งเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งนี้ ททท. ได้กำหนดกลยุทธ์โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาดรัสเซียให้เข้มข้นขึ้น โดยเน้นไปที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ด้วยการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สินค้าให้ตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ททท. สำนักงานมอสโกได้ออกแอพพลิเคชั่น “เดอะมูซ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวกิจกรรมในไทย และยังทำให้ ททท. รู้ข้อมูลว่านักท่องเที่ยวกลุ่มไหน ชื่นชอบกิจกรรมอะไร เช่น สอบถามนักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวรัสเซีย ชื่นชอบอะไรในประเทศไทย ส่วนใหญ่ตอบว่า คิดถึงสปา 5 ดาว แหล่งชอปปิง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เจาะกลุ่มความต้องการนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นมั่นใจเอฟไอทีกระเตื้อง“เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจในประเทศรัสเซีย ในปีหน้าจะดีขึ้นเงินรูเบิลจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ซึ่ง ททท. จะเน้นการทำตลาดแบบเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเอง หรือเอฟไอที มากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วน 30% อีก 70% เป็นนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์จะขยับเป็น 40% ต่อ 60% เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มเอฟไอทีสามารถใช้จ่ายตรงถึงผู้ประกอบการไทยโดยตรง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเน้นให้กระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้นขณะที่นักท่องเที่ยว กลุ่มทัวร์ ททท. ก็ยังรักษาฐานลูกค้าอยู่โดยพยายามหาทัวร์หรือร่วมจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เชื่อว่าปีหน้าตลาดรัสเซียยังขยายตัวได้แน่นอน”“ภาษา” อุปสรรคใหญ่แต่การปั๊มนักท่องเที่ยวรัสเซีย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดย “นลินทร์ ทิจะยัง” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานมอสโก กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สำคัญคือ เรื่องภาษา เพราะชาวรัสเซีย ไม่พูดภาษาอังกฤษและไกด์คนไทยที่พูดภาษารัสเซียยังมีไม่มาก ที่ผ่านมาทางบริษัททัวร์ที่รัสเซียพยายามขอให้คนรัสเซียมาเป็นไกด์ แต่กฎหมายไทยยังไม่อนุญาต ยังถือเป็นอาชีพสงวนของคนไทย และอีกประเด็นคือความปลอดภัย เพราะตามสถิติของรัสเซียพบว่า การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ได้รับอุบัติเหตุ 30 ครั้งใน 1 ปี ขณะที่ประเทศตุรกีมีเพียง 1 ครั้งเท่านั้นบูธไทยฮิตรัสเซียชอบอย่างไรก็ตามในการบุกตลาดรัสเซียของ ททท. ในครั้งนี้ ได้ขนทัพเอกชนกว่า 24 ราย ไปร่วมงาน “โอทีดีวายเคเอช อินเตอร์เนชั่นเนล รัสเซีย ทราเวล มาเก็ต–เรเชอร์” งานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญที่สุดในตลาดรัสเซีย และปรากฏว่าบูธของไทยได้รับความสนใจมาก เพราะได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลที่นักท่องเที่ยวรัสเซียชื่นชอบ โดย “รัฐศรัณย์ พัฒนาพรรณ์”ผู้จัดการด้านแบรนด์สถาบันเสริมความงามวีแคร์ คลินิก หนึ่งในผู้ประกอบการที่ร่วมออกบูธ บอกว่า เป็นปีแรกที่ได้ร่วมงาน เพราะเห็นโอกาส ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางไปใช้บริการเสริมความงามที่คลินิก ที่ตั้งอยู่ในพัทยาเป็นจำนวนมาก จนสามารถเปิดสาขาที่ 4 ได้แล้ว ซึ่งผลตอบรับจากการออกบูธ ก็ถือว่าดีมากมีการเข้ามาสอบถามและชาวรัสเซียหลายคนบอกตรงกันว่าชอบประเทศไทยมากนี่เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ของ ททท. เท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าต่อไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกวันนี้ทั่วโลกต่างผลักดัน “การท่องเที่ยว” ให้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง ทำให้เกิดผู้เล่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแม้ว่าไทยจะมีทรัพยากรเป็นทุนใหญ่ แต่ความพร้อมในเรื่องภาษาและความปลอดภัย ถือเป็นจุดอ่อนใหญ่สำคัญ ทุกฝ่ายจึงควรเร่งปิดจุดอ่อนเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยโตได้อย่างยั่งยืน.จิตวดี เพ็งมาก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.ขนเอกชนบุกรัสเซีย เร่งดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย